บทที่ 6 ความลับของตระกูลจักรภาคินทร์

1611 Words
เวลาหนึ่งทุ่มตรง ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ สองแฝดปรากฏตัวตรงเวลาตามที่ผู้เป็นพ่อนัดหมายไว้ เมื่อพวกเขาก้าวมาถึงหน้าประตูลับหลังคฤหาสน์ก็พบกับผู้เป็นพ่อ นั่งรออย่างน่าเกรงขาม ภานุไม่รอช้า ปรายตามองลูกชายทั้งสองเล็กน้อย เมื่อประตูถูกเปิดออกจึงเดินนำลูกชาย ก้าวเท้าลึกเข้าไปด้านในเรือนนอก แม้พวกเขาจะเรียกมันว่า ‘เรือนนอก’ แต่ความจริงมันกลับเป็นเรือนที่อยู่ลึกในสุดของคฤหาสน์และถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามตั้งแต่ภีมและภาคจำความได้ ภานุเดินนำเข้าไปไม่นานก็หยุดยืนหน้าเรือนไม้หกเหลี่ยม บรรยากาศโดยรอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ เงียบสงบ ราวกลับว่า เป็นโลกคนละใบกับโลกด้านนอกโดยสิ้นเชิง “บ้านเรามีเรือนประหลาดซ่อนอยู่ด้วยหรอครับ หรือว่า... ด้านในมีสาวๆ สำหรับต้อนรับพวกผมหรอครับป๊า” “หุบปาก” น้ำเสียงนุ่มลึก เพิ่มระดับขึ้น เพื่อตำหนิน้องชาย ในขณะที่ภานุยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เขาหันกลับมามองหน้าลูกชายทั้งสองด้วยสายดุดันพร้อมไอสังหารจางๆ สองพี่น้องยืนนิ่งงันตัวแข็งทื่อ นานมากแล้วที่ไม่ถูกผู้เป็นพ่อมองด้วยสายตาแบบนี้ ทันทีที่ภานุเดินหายเข้าไปในเรือนไม้หกเหลี่ยม ภีมก็หันกลับมามองน้องชาย เพื่อกำชับทันที “จำไว้ แกห้ามให้หมาหลุดออกจากปาก” “ครับ ครับ ครับ คุณพี่ชาย” ภาคตอบรับอย่างเบื่อหน่าย เมื่อพวกเขาเดินก้าวลึกเข้าไปด้านใน เห็นผู้เป็นพ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทางนอบน้อม ตรงหน้าปรากฏร่างผอมแห้งของชายชราในชุดคลุมสีดำ ผิวแห้งจนเห็นร่องรอยปูนโปนของกระดูก แต่ทว่ารังสีความอำมหิตกลับแผ่ซ่าน จนผู้มาเยือนรู้สึกเย็นสันหลังวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “นี่คือท่านปู่ใหญ่” เสียงทรงอำนาจ แนะนำชายชราปริศนาให้ลูกชายฝาแฝดอย่างไม่รีรอ “ท่านปู่ใหญ่หรอครับ” ภีมเอ่ยถาม ก่อนก้มหัวคำนับตามมารยาท ภาครีบเลียนแบบพฤติกรรมของพี่ชาย จากนั้นทั้งสองจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ “ใช่ ท่านปู่ใหญ่คือหนึ่งในบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลจักรภาคินทร์ของเรา” “แม่เจ้า ยัง…” ภาคส่งเสียงอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ภีมรีบส่งฝ่ามืออุดปากน้องชายในทันที เมื่อรู้สึกได้ว่า หมาในปากกำลังจะหลุดออกมาเดินเล่นข้างนอก “ทำไมป๊าถึงไม่เคยให้ผมกับภาค เจอท่านปู่ใหญ่มาก่อนเลยครับ” “พวกเจ้า... คงจำข้าไม่ได้ ข้าเคยเจอพวกเจ้า ในคืนวันแรกที่เจ้าทั้งคู่ลืมตาขึ้นมาในตระกูลนี้” “แล้วทำไมตลอดเวลา 25 ปี ท่านปู่ใหญ่ไม่เคยปรากฏเลยครับ” ภีมถามอย่างสุภาพด้วยความสงสัย “ข้าจะปรากฏ แค่เวลาที่ควรปรากฏ” ท่านปู่ใหญ่เว้นจังหวะพูด เบือนใบหน้าจ้องมองไปที่ภานุก่อนถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม วันนี้ถึงได้พาลูกชายทั้งสองของเจ้ามาที่นี่” “ครับ ถึงเวลาที่พวกเขาต้องรับรู้ในสิ่งที่ควรต้องรู้ ตอนนี้กำลังมีความเคลื่อนไหวในเงามืด หากเราไม่วางแผนรับมือ ผมกังวลว่า ภายหน้าจะก่อปัญหาให้ลูกชายทั้งสองของผมเหมือนกับคำทำนายที่ท่านปู่ใหญ่ได้ให้ไว้กับผม เมื่อ 11 ปีที่แล้ว” “เจ้า สุขุม นุ่มลึก ดั่งน้ำที่มีอำนาจกว้างใหญ่” สายตาของชราจับจ้องเข้าไปในสายตาของภีม จากนั้นหันกลับไปมองภาค “ส่วนเจ้า มุทะลุ เหมือนดั่งไฟที่มีพลังทำลายล้าง พวกเจ้าทั้งคู่ เกิดมาพร้อมพลังและอำนาจ เกื้อกูลตระกูลได้อย่างดี แต่ว่า…” “เดี๋ยวผมพูดเองครับ” ภานุเสนอตัว หลังจากภานุเล่าเรื่องราวของคำทำนายให้ภีมและภาคฟัง สายตาของฝาแฝดก็แสดงออกถึงการไม่เชื่ออย่างไม่ปิดบัง เมื่อโลกพัฒนาไปไกลจนมีเทคโนโลยีก้าวหน้า หนำซ้ำพวกเขาสามารถคุมผู้คนให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าด้วยลูกปืน ทำไมต้องกังวลกับคำทำนายที่พูดขึ้นลอยๆ แบบนั้น โดยที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ “เท่าที่ผ่านมา... ผมกับภาค ทำงานสำเร็จด้วยตัวพวกเราเองเสมอครับ ผมไม่คิดว่า ในวันหนึ่ง พวกเราจำเป็นต้องพึ่งบารมีผู้หญิง... เด็กผู้หญิง” ภีมยืนกรานหนักแน่น “พี่พูดถูกใจผมเลย ป๊าครับ พวกผม...” “หุบปาก!” ภานุตวาดลั่น จนลูกชายทั้งสองนั่งนิ่ง “เอาล่ะ เมื่อถึงวันนั้น พวกเจ้าก็จะนึกถึงข้าเอง ข้าจะรอจนกว่าวันที่พวกเจ้านึกถึงข้า พวกเจ้าจงรอ.. จนกว่าจะถึงวันนั้นเถอะ” ท่านปู่ใหญ่โบกมือไล่ หลังจากพ้นประตูของเรือนนอก ภานุเดินนำลูกชายทั้งสองกลับเข้ามาในตัวคฤหาสน์ เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์ เหวี่ยงซิการ์ในมือลงกระทบกับพื้น ก่อนตวาดตำหนิลูกชายทั้งสองคน “วันนี้พวกแกเสียมารยาทมาก ยิ่งกับแกภีม ฉันไม่คิดว่า แกจะพูดจาหยิ่งยโสแบบนั้น ถ้าเป็นตาภาค ฉันจะไม่แปลกใจ ปกติมันก็พูดจาไม่เคยคิด แต่กับแก ฉันผิดหวังจริงๆ” “โธ่ป๊า พี่ภีมก็พูดถูกแล้ว นี่มันยุคไหนแล้วครับ ใครกล้า ก็จับลูกปืนยัดปากสั่งสอนพวกมันไปสิ ชะตาเราต้องขีดเองจะไปพึ่งพาลมปากพล่อยๆ แบบนั้นชีวิตก็ยุ่งยากแย่สิครับ” “ภาค!” “ถึงแม้คำพูดของภาคจะฟังไม่เข้าหู แต่ผมรู้สึกเห็นด้วยนะครับ ชะตาเราต้องขีดเอง พวกผมอายุ 25 ปีแล้ว ทำไมต้องพึ่งพาเด็กผู้หญิงอายุแค่นั้น ไม่เห็นเหมาะสมสักนิด” น้ำเสียงเรียบนิ่ง แฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “ฉันจะไม่พูดอะไรอีก ช่างเถอะ! พวกแกจะไม่เชื่อคำทำนายก็ได้ แต่จำเอาไว้ สองข้อ ข้อที่หนึ่ง จงเคารพท่านปู่ใหญ่ เหมือนที่ฉันเคารพ และข้อที่สองต้องจำเอาไว้ว่า ตระกูลวสุสำคัญกับเมืองมืดแค่ไหน” “ครับ ผมจะจำไว้” ภีมตอบรับง่ายๆ ในขณะที่ภาคยังคงเถียงไม่หยุด “ใครๆ ก็รู้ ไม่มีใครทำอะไรตระกูลวสุหรอกครับป๊า อย่าห่วงอะไรไม่เข้าท่าหน่อยเลย” “ถ้าวันนั้นมาถึง รักษาชีวิตหนูเพียงตะวันเอาไว้ สักวันพวกแกต้องได้พึ่งพานังหนูนั่น” ภานุพูดย้ำทิ้งท้าย ก่อนลุกเดินออกไป ทิ้งสองพี่น้องนั่งมองหน้ากัน ภาคที่ใช้ความอดทนมานานก็ระเบิดหัวเราะลั่นออกมาในทันที “พี่ดู ป๊าของพี่แก่แล้วจริงๆ พูดอะไรไม่เข้าท่า ให้ผมไปพึ่งบารมีผู้หญิงเนี่ยนะ มีแต่ผู้หญิงที่ต้องหมอบคลานมาพึ่งบารมีผมทั้งนั้น” “เบาๆ หน่อย…” ภีมตำหนิ เมื่อเห็นน้องชายเริ่มโวยวายเสียงดัง “ก็จริงนี่ครับ พูดแล้วก็หงุดหงิด ผมขอตัวไปใช้เอ็นเลี่ยมทองสักหน่อยนะครับ อึดอัด อยากระบาย” “เชิญ!” ภีมโบกมือไล่ด้วยความรู้สึกรำคาญ “ช่วงนี้พี่ไม่บริหารเอ็นพี่บ้างละครับ ด้านหมดแล้วมั๊ง” “ฉันบริหารแน่ แค่มีเรื่องต้องจัดการก่อน แกจะไปไหนก็ไป รำคาญ!” ณ บาร์ประจำของภาค ภาคเดินมุ่งตรงไปในห้องวีไอพีเหมือนกับทุกที ผู้คนในบาร์ต่างพากันหลีกทางให้เขา ผู้คนโดยทั่วไปหากไม่ต้องการคุยถึงเรื่องผลประโยชน์ก็ไม่มีใครอยากจะพูดคุยกับเขา เว้นแต่สาวๆ ที่รู้ว่าอันตรายแค่ไหนก็อยากจะลิ้มลองสักครั้ง ภาคทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา ยกขาขึ้นเหยียดตรงพาดบนโต๊ะ ยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย เจ๊เจ้าของบาร์รีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว “คุณภาคอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ” “วันนี้อยากได้วิสกี้ ขอแรงๆ หน่อย แล้วก็...” “มีเด็กเข้ามาใหม่ คุณภาคอยากลองไหมคะ” เจ๊เจ้าของบาร์รีบเสนอ “เอาเข้ามาเลยเจ๊ ผมแทบรอไม่ไหวแล้ว” เจ๊เจ้าของบาร์รีบเดินออกไปข้างนอก ใช้เวลาเพียงไม่นานหญิงสาวสองคนก็ปรากฏกายเข้ามายืนต่อหน้าของภาค รูปร่างทรวงทรงน่าขยำ อวบอิ๋มโดยเฉพาะสองไฟหน้า ภาคมองสำรวจเรือนร่างของสองสาว พร้อมกับยกวิสกี้ขึ้นกระดก “แนะนำตัวให้พี่รู้จักหน่อยสิครับ คนดี” น้ำเสียงหวานของเขา ทำให้หญิงสาวสองคนแทบสิ้นสติ “ชื่อ เค้กค่ะ เค้กต้องเรียก...” “เรียกพี่ภาคสิจ๊ะ” “ค่ะ พี่ภาค” “โดนัทค่ะพี่ภาค” “หืมมม ขนมหวานสองชิ้น จะมีรสหวานสมชื่อหรือเปล่าครับ” เขาหยอดคำหวาน ก่อนยกวิสกี้กระดก “ไหนแสดงให้พี่ดูหน่อยว่า เค้กกับโดนัทน่ากินแค่ไหน” สายตาซุกซน ซ่อนความกระหายไว้แทบไม่มิด สองสาวขยับตัวลงนั่งข้างซ้ายและข้างขวาของภาคอย่างไม่รอช้า พวกเธอขยับฝ่ามือน้อยลูบไล้เรียวขาแกร่งของภาค พลางซุกใบหน้าเข้าอกแกร่ง นิ้วมือของเค้กหยุดอยู่ตรงกระดุมกางเกงของภาค ก่อนเอ่ยอ้อนเสียงสั่น “พี่ภาค เค้กถอดกางเกงของพี่ภาคได้ไหมคะ” เรียวนิ้วแกร่งยกขึ้นลากไล้แก้มสีชมพูจนลงมาถึงเนินอกขาว เกี่ยวรั้งเสื้อเกาะอกร่นลงจนเห็นสองเต้าซุกซ่อนอยู่ในบรา “พร้อมหรือยัง คนดี” ภาคกระซิบแหบพร่า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD