บทที่ 11 ย้อนฟังคำนาย

1721 Words
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ 3 ปีให้หลังจากการล่มสลายของตระกูลวสุและการตายของภานุ จักรภาคินทร์เข้าขั้นวิกฤตถูกสั่นคลอนอำนาจ ท่ามกลางห้องโถงขนาดใหญ่ของคฤหาสน์กลางหุบเขา กลิ่นไอความตึงเครียดแพร่กระจายไปทั่วบริเวณ ชายฉกรรณ์หลายคนนั่งก้มหน้าเรียงราย ในขณะที่ด้านหน้าปรากฏเงาของภาคที่กำลังเดินวนเวียนไปมาด้วยอารมณ์โกรธ สองมือแกร่งจับขอบโต๊ะ ออกแรงเหวี่ยงโต๊ะจนกระเด็นออกไป โครม! “พวกมึงใช้ไม่ได้เรื่องสักตัว!” ภาคคำรามกร้าว ทันใดนั้นเขาคว้ากระบอกปืนขึ้นมาจับไว้แน่น ชี้ปลายกระบอกออกไปด้านหน้า นิ้วเหนี่ยวรั้งไกแต่ลูกกระสุนกลับด้าน นั่นยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้น “แม่ง ทำไมช่วงนี้ทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมดเลยวะ” ภาคสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนเหวี่ยงกระบอกปืนลงกระทบกับ พื้นหินอ่อน “ภาค! ใจเย็นหน่อย” “พี่จะให้ผมใจเย็นอะไรอีก ตระกูลเราเป็นอันดับหนึ่ง แต่แม่งล้มไม่เป็นท่า พวกแม่งนั่นได้เขตแดนในการปกครองของเราไปอีกแล้ว ไอ้พวกเวรนี้ก็พึ่งพาอะไรไม่ได้” ภีม เดินออกมาจากมุมมืด ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ มองตรงไปยังน้องชายฝาแฝดที่กำลังหัวเสียอย่างหนัก เขาเองก็รู้สึกคับแค้นใจไม่ต่างไปจากภาค แต่ต้องเก็บซ่อนอารมณ์ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด “ออกไปกันให้หมด” สิ้นสุดคำสั่ง ภีมจึงยกมือเรียวโบกขึ้นอย่างเชื่องช้า พ่อบ้านประจำตระกูลปรากฏตัวขึ้นทันทีด้วยท่าทีนอบน้อม “ฉันอยากจะพบท่านปู่ใหญ่ต้องทำอย่างไง ฉันอยากฟังเรื่องคำทำนายนั่นอีกครั้ง” “ผมจะไปเรียนท่านปู่ใหญ่ให้ครับ รอสักครู่ครับนายใหญ่” “พี่จะอยากพบไปทำไม อย่าบอกนะพี่ยังไม่ลืมคำทำนายบ้าบอนั่นอีกหรอ?” ภาคยกมือแกร่งขึ้นขยี้หัวเพื่อระบายอารมณ์ “แกก็ใจเย็นลงหน่อย เราไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ติดขัด ตระกูลคีรีเขตเริ่มแข็งข้อขึ้นทุกวัน กลุ่มอิทธิพลไร้ชื่อก็เริ่มเข้าร่วมกับตระกูลคีรีเขต บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับคำทำนายที่ป๊าพูดมาตลอด... แกจำก่อนที่ป๊าจะตายได้ไหม คำสั่งเสียสุดท้าย นอกจากให้เราสองคนรักกันแล้ว ยังสั่งเสียถึงเพียงตะวัน ให้เราสองคนแต่งงานให้ได้” “ผมขอโทษ อารมณ์เสียไปหน่อย” ภาคนั่งลงก่อนหันไปหาพี่ชาย “แต่พี่... พวกเราต่างรู้ดีเพียงตะวันตายในกองเพลิงไปแล้วนะครับ” ในระหว่างการพูดคุยของสองพี่น้อง พ่อบ้านประจำตระกูลก็ปรากฏกายเดินเข้ามาหยุดยืนต่อหน้าภีมและภาค “ในบริเวณคฤหาสน์มีคนเยอะเกินไปครับ ท่านปู่ใหญ่แจ้งมาว่า รบกวนให้นายใหญ่กับนายน้อยเข้าไปพบที่เรือนนอก…” ภีมเดินนำภาคไปทางเขตหวงห้ามโดยมีภาคเดินหน้าบูดตามมาติดๆ ภาคและภีมนั่งลงต่อหน้าของท่านปู่ใหญ่ ภีมไม่รอช้ารีบพูดในสิ่งที่ต้องการทันที “ผมขอโทษที่มารบกวนครับ ท่านปู่ใหญ่ช่วยพูดรายละเอียดของคำทำนายอีกครั้งได้ไหมครับ” “ดวงของเจ้าทั้งสองขัดแย้งกันเอง เจ้ามีอำนาจล้นเหลือ ส่วนน้องชายเจ้ามีพลังมหาศาล มันเคยเป็นดวงชะตาที่ดี ทว่าเมื่อถึงในช่วงเวลาหนึ่งอำนาจก็จะล้มล้างพลัง พลังก็จะล้มล้างอำนาจ สุดท้ายก็ต้องพังทลายกันไปข้าง หรือแย่สุดก็พังทลายลงไปทั้งคู่ เว้นแต่จะหาผู้หญิงที่ดวงแข็งกว่ามาช่วย หรือคนที่มีดวงเชื่อมประสาน” “ผู้หญิงคนนั้นคือ เพียงตะวัน ลูกสาวคนเล็กของตระกูลวสุใช่ไหมครับ” “เมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว มีดาวนำโชคเกิดขึ้นที่ตระกูลวสุ นังหนูนั่นเกิดมาในวันจันทรุปราคา มีดวงเหนือคน ตามคำทำนาย ดวงของนังหนูนั่นในวันหนึ่งจะสามารถช่วยเจ้าทั้งสองได้” “ถ้าพวกเราไม่แต่งงานกับเพียงตะวันจะเกิดอะไรขึ้นครับ” “ตระกูลจักรภาคินทร์จะล่มสลาย” “แต่ตระกูลนั้นถูกฆ่าล้างตระกูลไปแล้ว เพียงตะวันก็ตายไปตั้งแต่สามปีก่อน งั้นก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วน่ะสิ สรุปแล้ววันนี้เสียเวลาเปล่า” อารมณ์ของภาคปะทุขึ้นมาไม่หยุด “ภาค!” ภีมตวาดลั่น “จำนวนศพไหม้เกรียม แม้จะเท่าจำนวนของสมาชิกในตระกูลวสุ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หนึ่งในศพเหล่านั้นจะมีนังหนูนั่นรวมอยู่ด้วย” ท่านปู่ใหญ่พูดต่ออย่างไม่สนใจในการแสดงออกของภาคแม้แต่น้อย “ท่านปู่ใหญ่กำลังหมายความว่า เพียงตะวัน ยังมีชีวิตอยู่หรอครับ?” “ดวงนังหนูนั่นยังไม่ถึงฆาต ดวงชะตายังรุ่งโรจน์ เส้นชะตาชีวิตยังไม่ขาด” “จะหาเจอได้อย่างไงวะ” “หนีจากการถูกฆ่าล้างตระกูลอย่างไงก็ออกจากเมืองมืดไม่ได้ ต้องไปทำงานที่สถานที่ไม่สืบประวัติแน่ หรืออาจซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เล็กๆ” “คาสิโน ร้านประมูล หรือซ่อง?” ภาคเสนอสถานที่ที่คิดได้ในตอนนี้ ขึ้นมาทั้งหมด “ก็มีความเป็นไปได้ทั้งหมด” “พวกเจ้าสองคนใจเย็นและฟังสิ่งที่ข้าจะพูดก่อน…” ท่านปู่ใหญ่ส่งเสียงปราม พลางส่ายหัวเบาๆ ในความใจร้อนของคนหนุ่ม “ขอโทษครับ ผมกับน้องใจร้อนไปหน่อย” “พวกเจ้ารู้จักซ่องโสภี ชื่อเรือนนารี หรือไม่” “พอรู้จัก แต่สาวๆ ที่นั่นสู้ตึกแดงไม่ได้สักนิด” น้ำเสียงไม่ยี่หระของภาคดังขึ้น “หญิงสาวที่เป็นแม่เล้าที่นั่น มีลูกสาวหนึ่งคน เกิดมาไม่สบประกอบหน้าตาน่าเกลียด มีแผลเป็นจนเหมือนซากศพ” “ผมได้ยินมาบ้าง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเลือกไปตึกแดงมากกว่า ทางเรือนนารีมีแต่ผู้คนไร้ระดับไปที่นั่น เพราะค่าบริการไม่แพง...” “ตระกูลวสุมีบุญคุณกับที่นั่นมารุ่นต่อรุ่นในที่ลับ...” “ท่านปู่ใหญ่กำลังจะบอกอะไรกันแน่ครับ” “ก่อนหน้านี้พ่อของพวกเจ้ามาขอคำแนะนำจากข้า ด้วยความกังวลเกี่ยวกับตระกูลวสุ ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะปกป้องนังหนูนั่น ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ดีที่พวกเขาส่งตัวนังหนูนั่นออกไปทัน…” “แล้วทำไมป๊าไม่บอกพวกเรา?” ภาคสวนทันควัน “นั่นเป็นเพราะเจ้าทั้งสองยังไม่เชื่อในคำทำนาย ประจวบกับในช่วงเวลานั้นเรื่องความบาดหมางร้อนระอุ หากรีบเปิดเผยก็จะเกิดพายุลูกใหญ่อีกรอบอย่างแน่นอน ดังนั้นพ่อของพวกเจ้าบอกกับข้าเอาไว้ หากวันหนึ่งพวกเจ้าต้องการนังหนูนั่นด้วยใจของพวกเจ้าเอง ก็ค่อยให้ข้าบอกที่ซ่อนของนังหนูนั่นเสีย” “แล้วตอนนี้เพียงตะวันอยู่ที่ไหนกันแน่ครับ” “เรือนนารี พวกเจ้าจงไปพบกับแม่เล้าของเรือนนารี จากนั้นบอกกับนาง พวกเจ้าอยากพบลูกสาวของนาง เพื่อตามหาแหวนทองเหลืองประดับอัญมณีสีม่วง เวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว เพียงเท่านั้น เจ้าทั้งสองจะได้พบกับคนที่พวกเจ้าตามหา” “หลังจากนั้น พวกเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” “พานังหนูนั่นกลับมาที่นี่ จากนั้นข้าจะทำพิธีผูกดวงนังหนูนั่นเข้ากับพวกเจ้าทั้งสอง” “พิธีผูกดวงชะตา? ” “คือพิธีที่เจ้าทั้งสองกับนางหนูนั่นต้องร่วมเพศกัน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว จากนั้นนังหนูนั่นจะดูดซับโชคชะตาที่ไม่ดีของเจ้าทั้งสองไว้ที่ตัวของเธอเอง” “แล้วก็ไม่บอกแต่แรก เรื่องแบบนี้ผมถนัดมากเลย ว่าแต่เด็กนั่นอายุเท่าไรนะครับพี่?” “21 ปี” ภีมส่งสายตาระอาให้กับน้องชาย ท่าทางไม่ยินดีมลายหายไปสิ้น แค่พูดเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่า เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น “ก็ถือว่าอายุยังน้อยอยู่ เด็กนั่นจะยอมหรอครับ แต่ว่า ใครๆ เห็นเอ็นเลี่ยมทองของผมก็ต้องมีอ้อนวอนขอลิ้มรส... กันทั้งนั้น” “น้อยๆ หน่อยนายนี่มัน... ค่อยว่ากัน ไปหาเธอก่อนละกัน งั้นผมขอตัวก่อนครับ” “อย่าเพิ่งใจร้อน ปกติพวกเจ้ามาเคยไปเหยียบที่นั่น หากรีบไปอย่างลนลาน พวกศัตรูก็จะสังเกตุเห็นความผิดปกติ” “ถ้าอย่างนั้นรอพรุ่งนี้ไหมพี่” “ทำไม?” “มีข่าวออกมาจากเรือนนารีจะเปิดตัวดาวเด่นดวงใหม่ หน้าตาเย้ายวน เห็นว่า เพิ่งถูกไถ่มาจากโรงจำนำ เดี๋ยวผมเอาให้ดู” ภาคยื่นโทรศัพท์ให้พี่ชายดู คิ้วเข้มยักขึ้นเบาๆ อย่างเจ้าเล่ห์ แววตาฉายแววความเจ้าชู้ออกมาในทันที “เห็นไหม ปากหน้าจับ... ยัดสุด ถ้างั้นก็ถือว่าโชคเข้าข้างเรา คนบ้าผู้หญิงอย่างเราไปที่นั่น คงไม่ผิดปกติแน่... ใช่ไหมครับพี่ชาย” “อย่างที่แกว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องเสนอราคาให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ผู้หญิงคนนั้นมา เราจะได้มีโอกาสได้คุยกับแม่เล้าเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีคนสงสัยด้วย” ภีมรีบกำชับน้องชาย ก่อนหันกลับไปทางปู่ใหญ่ “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับท่านปู่ใหญ่” น้ำเสียงนุ่มลึกพูดขึ้นอย่างนอบน้อม “อีกสองวัน จะเป็นคืนเดือนเพ็ญ ถือว่า ประจวบเวลาที่ดีงาม อย่างไรเสีย เมื่อพวกเจ้ารับนังหนูนั่นกลับมาแล้ว รีบพูดคุยทำความเข้าใจกันเสีย หลังจากนั้นพวกเจ้าทั้งสามคนมาพบข้าที่นี่ ในเวลาห้าทุ่ม เตรียมใจเตรียมตัวมาให้พร้อม” “หมายความว่า ตอนที่ทำพิธี ผมกับพี่ภาคจะต้อง... กับเด็กนั่น โดยที่ท่านปู่ใหญ่ก็อยู่ด้วยหรอครับ?” “ถ้าข้าไม่อยู่ ใครจะทำพิธี?” “โอ้ เด็กนั่นคงเสียขวัญน่าดู” ภาคพูดเชิงขบขัน ก่อนเงียบปากลง เมื่อถูกสายตาของพี่ชายตำหนิ “ข้าอยู่ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมองการกระทำของพวกเจ้า… เอาล่ะ วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว กลับกันไปเสียเถอะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD