At the Forest Cabin
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกของกระท่อมไม้ซุงกลางป่า ลำแสงสีทองพาดผ่านฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ ให้ความรู้สึกสงบเงียบทว่าแฝงไปด้วยความวิปริต
บนโซฟาหนังสีน้ำตาลตัวใหญ่กลางห้อง กาเบรียล ในชุดเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมสบายๆ นั่งเอนหลังพิงพนัก ศีรษะแหงนไปด้านหลังเล็กน้อย เปลือกตาปิดพริ้ม ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคลิบเคลิ้มและผ่อนคลายถึงขีดสุด
เบื้องล่างหว่างขาของเขา... คือภาพที่ขัดแย้งกับศีลธรรมอย่างรุนแรง
อิซาเบลล่า กลับมาสวมชุดแม่ชีสีดำสนิทเต็มยศตามคำสั่งแกมบังคับของกาเบรียล ผ้าคลุมศีรษะปิดบังเรือนผม แต่ไม่อาจปิดบังความตั้งใจของเธอได้ เธอกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม ขยับศีรษะขึ้นลงเป็นจังหวะเนิบนาบ ปรนเปรอความสุขสมให้กับ "พระเจ้าองค์ใหม่" ของเธอด้วยริมฝีปากและลิ้นอย่างสุดความสามารถ
เสียงเฉอะแฉะแห่งราคะดังก้องในความเงียบยามเช้า กาเบรียลวางมือหนาลงบนผ้าคลุมศีรษะของเธอ ลูบไล้เบาๆ คล้ายกับการให้พร แต่แท้จริงแล้วคือการควบคุมจังหวะ
ขณะที่ความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วร่าง กาเบรียลก็เริ่มพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นบทเทศนาที่บิดเบี้ยวและน่าขนลุก
"คุณรู้ไหมอิซาเบลล่า... ในพระคัมภีร์บอกว่า ร่างกายคือวิหารของพระเจ้า..."
เขากดศีรษะเธอให้ลึกลงไปอีกนิด สูดปากเบาๆ เมื่อปลายลิ้นของเธอแตะโดนจุดกระสัน
"แต่พระเจ้าของคุณ... ท่านอยู่ไกลเหลือเกิน อยู่บนฟ้าที่ว่างเปล่า... ท่านเคยให้ความอบอุ่นแก่คุณเหมือนที่ผมให้ไหม? ท่านเคยทำให้คุณรู้สึกเต็มตื้นจนแทบสำลักความสุขแบบนี้หรือเปล่า?"
อิซาเบลล่าไม่สามารถตอบคำถามได้ เธอทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอและปรนนิบัติเขาต่อไปด้วยความภักดี น้ำตาแห่งความศรัทธาที่บิดเบี้ยวไหลซึมออกมาทางหางตา
"ใช่... เด็กดี... คุกเข่าลงต่อหน้าผม" กาเบรียลแสยะยิ้มทั้งที่ยังหลับตา "นี่แหละคือการสวดภาวนาที่แท้จริง... ไม่ใช่การพร่ำบ่นบทสวดที่ไร้ความหมาย แต่คือการมอบกายและใจเพื่อบูชาผู้ที่อยู่ตรงหน้าคุณ"
"กลืนกินผมสิ... เหมือนกับที่คุณรับศีลมหาสนิท..."
มือของเขาขยุ้มผ้าคลุมหัวของเธอแน่นขึ้นเมื่อใกล้ถึงฝั่งฝัน
"นี่คือกายของผม... นี่คือโลหิตของผม... จงรับไป... เพื่อเป็นพันธสัญญาว่านับจากวินาทีนี้ วิญญาณของคุณ... เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว"
ในกระท่อมกลางป่าที่ห่างไกลจากสายตาพระเจ้า แม่ชีสาวกำลังทำพิธีรับศีลอันแสนคาวโลกีย์ โดยมีปีศาจในคราบมนุษย์เป็นผู้ประทานพรแห่งความหฤหรรษ์ให้แก่เธอ
หลังจากพิธีกรรมรับศีลอันคาวโลกีย์บนโซฟาจบลง อิซาเบลล่ากลืนกินหยาดหยดแห่งชีวิตของเขาลงไปจนหมดสิ้น ราวกับมันคือน้ำอมฤตศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยชำระล้างจิตวิญญาณของเธอ กาเบรียลลูบศีรษะเธอเบาๆ เป็นการให้รางวัล ก่อนจะผละตัวออกแล้วลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
"ตามผมมาสิอิซาเบลล่า..." กาเบรียลยื่นมือให้เธอ "ผมมีสถานที่พิเศษที่อยากให้คุณเห็น... ที่ที่คุณจะได้เป็นของผมอย่างแท้จริง"
หญิงสาวในชุดแม่ชีจับมือเขาแล้วลุกขึ้นเดินตามอย่างว่าง่าย กาเบรียลพาเธอเดินไปยังประตูลับที่ซ่อนอยู่ใต้พรมเช็ดเท้า ก่อนจะพาเดินลงบันไดแคบๆ สู่ห้องใต้ดิน
ทันทีที่ก้าวลงมาถึง กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกลิ่นสนิมจางๆ ปะทะเข้าจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไส้เผยให้เห็นห้องกว้างที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกตา เตียงเหล็ก โซ่ตรวน และรอกที่ห้อยลงมาจากเพดาน
ในกลางศตวรรษที่ 20 เรื่องรสนิยมทางเพศแบบซาดิสม์ BDSM เริ่มเป็นที่รู้กันในวงแคบๆ อิซาเบลล่ากวาดตามองอุปกรณ์เหล่านั้นแล้วเข้าใจไปเองทันทีว่า... นี่คงเป็น "รสนิยมลับ" ของคุณหมอหนุ่ม ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบภายนอก มักจะมีความดิบเถื่อนซ่อนอยู่ภายในเสมอ
เธอไม่ได้รู้สึกกลัว... กลับกัน เธอรู้สึกริษยาขึ้นมาจับใจ
"คุณพาผู้หญิงลงมาที่นี่กี่คนแล้วคะ..." เธอถามเสียงกระเง้ากระงอด แฝงความน้อยใจและหึงหวงอย่างปิดไม่มิด "ทำไมฉันถึงไม่ได้เป็นคนแรกนะ... นังพวกผู้หญิงแพศยาพวกนั้น คงเคยโดนคุณมัดไว้ตรงนั้นสินะ"
เธอจินตนาการไปเองว่าเซราฟิน่าหรือผู้หญิงคนอื่นเคยมาเสวยสุขที่นี่ก่อนเธอ
กาเบรียลไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปาก... รอยยิ้มที่อิซาเบลล่าตีความว่าเป็นรอยยิ้มยอมรับแบบเจ้าเล่ห์
เขาจูงมือเธอไปหยุดอยู่กลางห้อง ตรงตำแหน่งที่มีโซ่ห้อยลงมาจากคานไม้
"ชูแขนขึ้นครับ... เด็กดี"
อิซาเบลล่าทำตามอย่างเต็มใจ กาเบรียลจัดการนำกุญแจมือหนังที่เชื่อมกับโซ่มาล็อคที่ข้อมือทั้งสองข้างของเธอ แล้วดึงรอกขึ้นจนแขนของเธอตึง ร่างกายของเธอถูกขึงพืดอยู่ในท่ายืน ปลายเท้าเขย่งเล็กน้อย ทำให้สรีระเว้าโค้งภายใต้ชุดแม่ชีเด่นชัดขึ้น
เมื่อถูกพันธนาการจนขยับหนีไม่ได้ อิซาเบลล่าก็ส่งสายตายั่วยวนให้เขา เธอยิ้มหวานหยด
"คุณหมอนี่ร้ายจริงๆ เลยนะคะ..." เธอเอ่ยเสียงพร่า พยายามบิดสะโพกเท่าที่โซ่จะอำนวย "เมื่อคืนก็จัดหนักที่คลินิก... เมื่อเช้าก็ที่โซฟา... นี่คุณยังไม่พอใจอีกเหรอคะ? ถึงต้องพาฉันมาขึงไว้แบบนี้..."
กาเบรียลยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ความใคร่ในกามรมณ์เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นของ "ศิลปิน" ที่กำลังมองเฟรมผ้าใบ
เขาไม่ตอบรับคำยั่วยวนนั้น... ไม่มีการเดินเข้าไปจูบหรือสัมผัสร่างกายเธออย่างที่เธอคาดหวัง
หมอหนุ่มหันหลังเดินไปที่โต๊ะวางเครื่องมือสแตนเลสที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งมีผ้าสีเขียวคลุมทับวัตถุบางอย่างเอาไว้
"คุณหมอกาเบรียลคะ...?" อิซาเบลล่าเริ่มรู้สึกแปลกใจกับความเงียบของเขา
กาเบรียลเอื้อมมือไปจับที่มุมผ้าคลุม... ก่อนจะกระชากมันออก!
พรึ่บ!
เสียงโลหะกระทบกันดังกริ๊ก... สิ่งที่ปรากฏอยู่บนถาดไม่ใช่แส้ ไม่ใช่กุญแจมือ หรืออุปกรณ์เพิ่มความหรรษาทางเพศ...
แต่มันคือ มีดผ่าตัด หลากหลายขนาดที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งเลื่อยตัดกระดูก คีมถ่างแผล และขวดน้ำยาเคมีที่มีสัญลักษณ์หัวกะโหลกไขว้
แสงไฟสะท้อนคมมีดวาววับบาดตา...
กาเบรียลหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาหนึ่งเล่ม หันกลับมามองอิซาเบลล่าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง... มันไม่ใช่สายตาของคนรักอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของ "พระเจ้า" ที่กำลังจะลงทัณฑ์
"ความรักทางกายมันชั่วคราวครับอิซาเบลล่า..." เขาเอ่ยเสียงเรียบเย็นยะเยือก พลางเดินถือมีดตรงเข้ามาหาเธอ "แต่ศิลปะแห่งความเจ็บปวด... คือนิรันดร์"
เมื่อความจริงกระแทกเข้าที่หน้า อิซาเบลล่าก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดผวา ดวงตาที่เคยฉ่ำเยิ้มด้วยแรงตัณหาเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้า
"กาเบรียล! นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ!" เธอตะโกนลั่น เสียงแหลมสูงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "คุณจะทำอะไร... ปล่อยฉันนะ! นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้วนะ!"
สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานทันที ร่างบางในชุดแม่ชีเริ่มดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง เธอพยายามกระชากข้อมือออกจากโซ่ตรวนจนข้อแขนแดงเถือกและเริ่มมีเลือดซึม เสียงโซ่โลหะกระทบกันดัง เคร้ง! เคร้ง! สนั่นห้องใต้ดิน
ความหลงใหล ความรัก หรือความศรัทธาหน้ามืดตามัวที่เธอมีให้เขาพังทลายลงในวินาทีนั้น... การยอมมอบกายถวายชีวิตให้คนที่รัก กับการถูกมัดขึงพืดเพื่อรอการถูกชำแหละด้วยมีดผ่าตัด มันคือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!
"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
กาเบรียลถอนหายใจเบาๆ ราวกับครูที่กำลังเหนื่อยหน่ายกับนักเรียนที่หัวช้า เขาถือมีดผ่าตัดในมืออย่างมั่นคง เดินเข้าไปประชิดร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายของเธอ
"จุ๊ๆๆ... อิซาเบลล่า..." เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ส่งเสียงปรามเบาๆ "อย่าส่งเสียงดังไปสิครับ มันทำลายสมาธิ"
เขายื่นมือข้างที่ว่างไปบีบปลายคางเธออย่างแรง บังคับให้เธอหยุดดิ้นและเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาคมกริบของปีศาจจ้องลึกลงไปในดวงตาที่สั่นระริกของเหยื่อ
"คุณกำลังกลัวอะไร?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ "คุณเป็นคนเลือกเองไม่ใช่เหรอ? คุณเลือกที่จะทิ้งพระเจ้าบนฟ้าที่จับต้องไม่ได้ แล้วหันมาบูชาผม... ผู้ชายที่คุณสัมผัสได้ จูบได้ และทำให้คุณสุขสมได้"
เขาปล่อยมือจากคางเธอ แล้วไล้ปลายมีดผ่าตัดเย็นเฉียบไปตามแนวสันกรามของเธอเบาๆ จนเธอสะดุ้งเฮือกและตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ
"ในเมื่อคุณเลือกผมเป็นศาสดาองค์ใหม่ของคุณแล้ว... ผมก็คือพระเจ้าของคุณ อิซาเบลล่า"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป... มันดูศักดิ์สิทธิ์และวิปลาสในเวลาเดียวกัน
"และในฐานะพระเจ้า... ผมมีหน้าที่ต้องชำระบาปให้กับสาวกผู้หลงผิด คุณทรยศต่อคำปฏิญาณเดิม คุณหนีออกมาจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ด้วยไฟราคะ... การกระทำเช่นนี้จะไม่ได้รับการลงทัณฑ์เชียวหรือ?"
อิซาเบลล่าน้ำตาไหลพราก ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวสุดขีด เธอพยายามจะอ้อนวอน แต่เสียงที่ออกมามีเพียงการสะอื้น
กาเบรียลยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูเมตตาที่สุดเท่าที่ปีศาจจะมอบให้ได้
"แต่อย่ากลัวไปเลยที่รัก... ผมไม่ได้จะฆ่าคุณ"
เขาโน้มหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนเธอขนลุกซู่
"ความตายมันง่ายเกินไป... และสิ้นเปลืองเกินไปสำหรับวัตถุดิบชั้นดีอย่างคุณ... ผมแค่ต้องการเปลี่ยน คุณ... ชำระล้างความสกปรกของมนุษย์ออกไป และสร้างคุณขึ้นมาใหม่... ให้เป็นบางสิ่งที่งดงามและเป็นนิรันดร์ยิ่งกว่าเดิม"
เขาผละออกมา จ้องมองเรือนร่างของเธอที่ถูกขึงพืดราวกับศิลปินที่กำลังร่างภาพในหัว
"คุณบอกว่าคุณร้อนรุ่มเหมือนไฟไม่ใช่หรือ?... ดี... ผมจะทำให้คุณกลายเป็นเปลวไฟที่งดงามที่สุด... จงมาเป็นเซราฟิมของผมซะ"
กาเบรียลหมุนตัวกลับไปที่โต๊ะวางเครื่องมืออย่างใจเย็น แสงไฟสลัวสะท้อนกับขวดแก้วใบเล็กและกระบอกฉีดยาที่วางเรียงราย เขาบรรจงจ่อปลายเข็มลงไปในขวดแล้วดึงก้านสูบขึ้น ของเหลวสีใสถูกดูดเข้ามาในหลอดแก้วจนเต็มปริมาตร เขาดีดนิ้วที่กระบอกฉีดยาเบาๆ เพื่อไล่อากาศ ก่อนจะหันกลับมาหาเหยื่อที่กำลังสั่นเทา
"แกจะทำอะไร! ...นั่นมันยาอะไร!" อิซาเบลล่าตะโกนถามเสียงหลง พยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิตจนโซ่ตรวนตึงเปรี๊ยะ "อย่าเข้ามานะกาเบรียล! แกเอาอะไรมาฉีดใส่ฉัน! ออกไป!"
กาเบรียลไม่แม้แต่จะปรายตามองท่าทีขัดขืนนั้น เขาเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ ใช้มือข้างหนึ่งบีบเข้าที่ต้นแขนขาวซีดของเธอแน่นจนเนื้อบุ๋ม เพื่อหาเส้นเลือดดำที่ปูดโปนขึ้นมาจากความกลัว
"อยู่นิ่งๆ สิครับ..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะปักเข็มลงไปที่ข้อพับแขนของเธออย่างแม่นยำและรวดเร็ว
"โอ๊ยยย!!"
เขากดเดินยาจนหมดหลอดในรวดเดียว ก่อนจะดึงเข็มออกแล้วโยนทิ้งลงบนถาดโลหะเสียงดัง เคร้ง!
เพียงไม่กี่วินาที... ฤทธิ์ยาก็เริ่มทำงาน
อิซาเบลล่าเบิกตาโพลง ลมหายใจเริ่มติดขัด เธอรู้สึกเหมือนมีไฟเหลวๆ ไหลพล่านไปตามกระแสเลือด ความร้อนวูบวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง ก่อนจะไปกระจุกรวมกันที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้าย
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
หัวใจของเธอเต้นระรัวและรุนแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก มันบีบตัวแรงเสียจนเธอรู้สึก เจ็บร้าว ไปทั้งหน้าอก ความเจ็บปวดจากการเต้นของหัวใจทำให้เธอต้องอ้าปากพะงาบๆ พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอด
"ทะ... ทำไม... อึก... เจ็บ..." เธอครางออกมา เหงื่อกาฬเริ่มผุดพรายเต็มใบหน้า ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด แม้แต่เสียงหยดน้ำที่มุมห้องเธอก็ยังได้ยินชัดเจนราวกับเสียงระเบิด
กาเบรียลยืนมองปฏิกิริยานั้นด้วยความพึงพอใจ เขาแสยะยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยไขข้อข้องใจ
"ไม่ต้องห่วง... หัวใจคุณยังไม่วายหรอกอิซาเบลล่า" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงเหมือนครูสอนนักเรียน "สิ่งที่ผมฉีดเข้าไป คือส่วนผสมพิเศษของ อะดรีนาลีนและสารกระตุ้นประสาทเข้มข้น..."
เขาขยับเข้ามาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาดูอำมหิตขึ้นภายใต้แสงเงา
"มันจะช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ขยายหลอดเลือด และที่สำคัญที่สุด... มันจะทำให้ประสาทสัมผัสของคุณไวขึ้นเป็นร้อยเท่า คุณจะไม่มีวันช็อกหมดสติ คุณจะตื่นและรับรู้ทุกสัมผัส ทุกความเจ็บปวดที่ผมกำลังจะมอบให้... จนวินาทีสุดท้าย"
พูดจบ กาเบรียลก็เอื้อมมือไปหยิบ กรรไกรผ่าตัด ปลายโค้งมนขึ้นมา
"ผมกำลังจะเปิดเผยความงามที่แท้จริงของคุณ"
ฉับ!
เสียงคมกรรไกรตัดผ่านเนื้อผ้าหนาๆ ดังขึ้น กาเบรียลเริ่มจรดปลายกรรไกรตัดชุดนักบวชสีดำสนิทของเธอตั้งแต่คอเสื้อ ลากยาวลงมาผ่านหน้าอก หน้าท้อง จนถึงชายกระโปรง
อิซาเบลล่าได้แต่ยืนหอบหายใจรวยริน ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจเพราะฤทธิ์ยาทำให้เธอควบคุมร่างกายไม่ได้ เศษผ้าสีดำร่วงหล่นลงกองกับพื้นทีละชิ้น... ทีละชิ้น...
ตามด้วยชุดชั้นในตัวเก่าซอมซ่อที่ถูกตัดขาดสะบั้นอย่างไม่ไยดี
ในที่สุด... ร่างกายของซิสเตอร์อิซาเบลล่าก็ปรากฏแก่สายตาอย่างหมดจด เธอถูกขึงพืดอยู่ในสภาพ เปลือยเปล่า ล่อนจ้อน ผิวขาวซีดสะท้อนแสงไฟสลัว ทรวดทรงองค์เอวที่เคยถูกซ่อนเร้นบัดนี้เปิดเผยต่อหน้าซาตานผู้เป็นเจ้าของชีวิตเธออย่างสมบูรณ์แบบ
กาเบรียลกวาดสายตามองเรือนร่างนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เหมือนประติมากรที่กำลังมองก้อนหินอ่อนเนื้อดีที่รอการแกะสลัก