Chapter 9 Behind the Clinic Doors : เบื้องหลังประตูคลินิก

2106 Words
ภายในคลินิกที่ถูกปิดทึบ แสงไฟสีนวลตาจากโคมไฟตั้งโต๊ะช่วยขับไล่ความมืดมิด กลิ่นแอลกอฮอล์และยารักษาโรคตลบอบอวลจางๆ กาเบรียล ในชุดนอนสวมทับด้วยเสื้อคลุมไหมพรมสีเข้มยืนรออยู่แล้ว รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่เมื่อเห็นสภาพของ ท่านทูตวิกเตอร์ ที่เดินโซซัดโซเซเข้ามา... เหยื่อตัวใหญ่เดินเข้ากรงมาเองตามแผนที่วางไว้เป๊ะ เขาตรงเข้าไปช่วยประคองร่างหนาหนักของท่านทูตให้ไปนั่งลงบนเตียงตรวจสีขาวสะอาด วิกเตอร์หอบหายใจหนัก ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยพิษไข้และความโกรธเกรี้ยว "นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับร่างกายฉัน!" วิกเตอร์ตะคอกถามเสียงสั่น พยายามจะขยับขาแต่กลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง "ทำไมกล้ามเนื้อฉันมันไม่มีแรงแบบนี้... วันนี้ฉันกำลังจะเดินทางออกจาก ลอนดอน แล้วแท้ๆ แต่พอรถวิ่งออกไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง อาการบ้าๆ นี่ก็กำเริบขึ้นมา!" ท่านทูตหันไปมองหญิงสาวข้างกาย "ฉันเลยตัดสินใจกลับมากับเธอ เพื่อให้เธอพาฉันมาหาแกที่นี่" กาเบรียลเหลือบสายตาไปมอง เซราฟิน่า หญิงสาวลูกเศรษฐียืนประสานมืออยู่ที่มุมห้อง ใบหน้าสวยซีดเผือดด้วยความกังวลและความรู้สึกผิด เธอมองสลับไปมาระหว่างคนป่วยกับคุณหมอ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย "ต้องขอโทษจริงๆ นะคะคุณหมอ... ที่ต้องมารบกวนในยามวิกาลแบบนี้ แต่ท่านทูตอาการแย่มากจริงๆ ค่ะ ฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว" ดวงตากลมโตคู่สวยช้อนมองเขาอย่างเว้าวอน กาเบรียลเดินเข้าไปใกล้เธอ หยุดยืนตรงหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินจากปากเขา "ไม่เป็นไรครับ... ไม่ต้องขอโทษหรอก" เขาวางมือลงบนไหล่บางของเธอเบาๆ แล้วบีบกระชับ "คุณทำดีมากครับ" คำชมสั้นๆ นั้นทำให้หัวใจของเซราฟิน่าพองโตจนคับอก แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอรู้สึกเหมือนได้รับรางวัลจากชายในฝัน โดยไม่รู้เลยว่าความหมายของคำว่า "ทำดีมาก" ของเขานั้น หมายถึงการที่เธอนำพาเหยื่ออันโอชะมาสังเวยให้ถึงที่ กาเบรียลหันกลับไปเริ่มตรวจร่างกายวิกเตอร์ เขาแสร้งทำสีหน้าเคร่งเครียด จับชีพจร และกดคลึงไปตามจุดต่างๆ ที่เขารู้อยู่แล้วว่าวิกเตอร์จะเจ็บ "แผลอักเสบรุนแรงครับ..." กาเบรียลวินิจฉัยโรคปลอมๆ ด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือ "เชื้อโรคเริ่มลามเข้าสู่ระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อของคุณอ่อนแรงเฉียบพลัน... ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด เชื้ออาจจะลามเข้าสู่หัวใจได้" "บ้าเอ๊ย!" วิกเตอร์สบถ "งั้นก็ฉีดยาให้ฉันซะ! ฉันจะกลับไปนอนที่โรงแรม ที่นี่มันแคบ ฉันอึดอัด" "เกรงว่าจะไม่ได้ครับ" กาเบรียลส่ายหน้าทันที "คืนนี้คุณต้องนอนดูอาการที่นี่ครับ ผมต้องให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือดและเฝ้าระวังอาการช็อกตลอดคืน อุปกรณ์ช่วยชีวิตอยู่ที่นี่ครบครันกว่าที่โรงแรมมาก... และด้วยแผลจากกระสุนปืนแบบนี้ คุณคงไปโรงพยาบาลรัฐไม่ได้แน่ ถ้าไม่อยากโดนตำรวจสอบสวน" วิกเตอร์กัดฟันกรอด เขารู้ว่าตัวเองจนมุม ทั้งร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยและความลับเรื่องถูกยิง สุดท้ายเขาจึงจำใจพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ "ก็ได้... ฉันจะนอนที่นี่" ท่านทูตหันไปสั่งเซราฟิน่าเสียงเข้ม "แม่หนู... ช่วยฉันอีกเรื่องหนึ่ง กลับไปที่โรงแรม ไปตามคนของฉันที่ชื่อดิมิทรีให้มาหาฉันที่นี่ด่วน" วิกเตอร์ลดเสียงลงกระซิบ "เธอก็รู้ ว่าฉันแอบกลับมาเงียบๆ ไม่ได้บอกพวกการ์ดที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เพราะกลัวความลับเรื่องป่วยจะรั่วไหล... ตอนนี้มีแค่เจ้าดิมิทรีคนเดียวที่คอยคุ้มกัน ไปบอกมันว่าฉันอยู่ที่นี่ ให้มันรีบมาคุ้มกันฉัน" "ด... ได้ค่ะ!" เซราฟิน่ารับคำแข็งขัน "เดี๋ยวฉันจะรีบไปรับเขามาให้นะคะ" "ขอบใจมาก" เซราฟิน่าหันมาลาคุณหมอกาเบรียลอีกครั้ง "ฝากท่านทูตด้วยนะคะคุณหมอ... ขอบคุณจริงๆ ค่ะ" เธอมองเขาด้วยสายตาเทิดทูนบูชาและซาบซึ้งใจอย่างเหลือล้น ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งออกจากห้องไปเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เมื่อประตูคลินิกปิดลง... เสียงกลอนล็อคประตูอัตโนมัติดัง กริ๊ก เบาๆ ทันทีที่แผ่นหลังของเซราฟิน่าลับสายตาไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องตรวจอีกครั้ง... เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของท่านทูตผู้ยิ่งใหญ่ และเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของคุณหมอหนุ่ม กาเบรียลหันกลับมาเผชิญหน้ากับวิกเตอร์ ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงไฟนีออนดูสงบนิ่งจนน่าขนลุก เขาขยับเดินเข้ามาที่ข้างเตียงอย่างเชื่องช้า ในมือถือเข็มฉีดยาที่บรรจุน้ำยาสีใสเอาไว้ "อยู่นิ่งๆ นะครับ... ยาตัวนี้จะช่วยลดอาการอักเสบและทำให้คุณ... สงบลง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ ก่อนจะบรรจงแทงเข็มลงไปที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณข้อพับแขนของวิกเตอร์อย่างแม่นยำ นิ้วโป้งกดก้านสูบเดินน้ำยาเข้าสู่ร่างกายของท่านทูตจนหมดหลอด วิกเตอร์กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บแปลบ แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ความเย็นวาบก็แล่นพล่านไปตามกระแสเลือด พร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่เริ่มกดทับเปลือกตาและสมอง กาเบรียลค่อยๆ ดึงเข็มออก วางลงในถาดสแตนเลสข้างตัว แล้วโน้มใบหน้าลงไปใกล้ๆ ชายที่กำลังนอนไร้ทางสู้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มพร่ามัวของอีกฝ่าย ริมฝีปากยกยิ้มเย็นเยือก "บางที... หลังจากวันนี้ คุณอาจจะกลับมาเชื่อเรื่องพระเจ้า ก็ได้นะครับ" "แก... ว่าอะไรนะ..." วิกเตอร์พยายามจะเค้นเสียงถาม ลิ้นของเขาเริ่มแข็งจนพันกัน ภาพใบหน้าของหมอหนุ่มตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนคว้าง สติสัมปชัญญะสุดท้ายพยายามสั่งให้ร่างกายต่อสู้ แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับไม่ตอบสนองราวกับถูกตัดขาด และแล้ว... โลกทั้งใบของท่านทูตโซเวียตก็ดับวูบลงจมดิ่งสู่ความมืดมิด ร่างหนาหนักทิ้งตัวลงบนเตียงตรวจแน่นิ่ง... กลายเป็นเพียงก้อนเนื้อและวัตถุดิบชั้นดีที่รอการชำแหละ กาเบรียลยืนมองร่างที่หมดสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เขาขยับคอเสื้อคลุมเล็กน้อย แล้วเดินไปปิดม่านหน้าต่างให้มิดชิดยิ่งขึ้น ด้านนอกคลีนิก สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ทัศนวิสัยภายนอกรถพร่ามัว ภายในรถยนต์ที่จอดซุ่มอยู่ จ่าคอลด์เวลล์ เอนตัวพิงเบาะด้วยท่าทีผ่อนคลายลงกว่าเดิมมาก หลังจากเห็นหญิงสาวเดินออกมาเพียงลำพัง เขายักไหล่แล้วหันไปพูดกับหัวหน้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "เห็นไหมครับสารวัตร... ผู้หญิงกลับบ้านไปแล้ว ส่วนผู้ชายยังอยู่ข้างใน ชัดเจนเลยว่าไอ้หนุ่มหมวกฮอมบูร์กนั่นคือหมอกาเบรียลแน่ๆ" จ่าหนุ่มสรุปความอย่างมั่นใจ "เรามานั่งเฝ้าคู่รักไฮโซสวีทกันชัดๆ... บางทีหมอแกอาจจะชอบเปลี่ยนบรรยากาศ แต่งคอสเพลย์เป็นท่านเคานต์อะไรทำนองนั้นมั้งครับ ฮ่าๆๆ" สารวัตรธอร์น ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้ร่วมขำไปกับมุกตลกฝืดๆ นั้น สมองของเขากำลังประมวลผลอย่างหนัก ถ้าผู้ชายคนนั้นคือหมอ... แล้วทำไมต้องใส่หมวกปิดหน้าปิดตาขนาดนั้นในคลินิกตัวเอง? แต่ถ้าไม่ใช่หมอ... แล้วเขาเป็นใคร? "อย่าเพิ่งด่วนสรุปจ่า..." ธอร์นเอ่ยเสียงเครียด สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของเซราฟิน่าที่เดินกางร่มฝ่าสายฝนตรงไปยังรถลีมูซีนของเธอ ทันใดนั้น... ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะกระจกฝั่งคนขับดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาตำรวจทั้งสองนายสะดุ้งเฮือกจนตัวลอย มือของธอร์นเผลอคว้าไปที่ด้ามปืนที่เอวโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ ทั้งสองรีบหันขวับไปมองที่หน้าต่าง พบกับใบหน้าสวยหวานหยาดเยิ้มที่คุ้นตา... เซราฟิน่า กำลังยืนกางร่ม โน้มตัวลงมามองพวกเขาผ่านกระจกพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ราวกับนางฟ้าที่ลงมาโปรดสัตว์โลกในนรกอันมืดมิด ธอร์นตั้งสติได้ก่อน เขาถอนหายใจยาวเพื่อระงับความตกใจ ก่อนจะค่อยๆ หมุนกระจกรถลง "สวัสดีค่ะคุณตำรวจ..." เสียงหวานใสเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง แววตาไร้เดียงสาเป็นประกาย "ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะคะ พอดีฉันเห็นรถจอดอยู่นานแล้ว นึกว่ารถเสียเสียอีก แต่พอเดินมาใกล้ๆ ถึงเห็นว่าเป็นพวกคุณนี่เอง" คอลด์เวลล์อ้าปากค้าง พูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ "อะ... เอ่อ... ครับ คุณหนูเซราฟิน่า" "มาทำภารกิจเฝ้าระวังแถวนี้เหรอคะ? ขยันกันจังเลย ดึกป่านนี้แล้วแท้ๆ" เธอเอียงคอถามอย่างชื่นชม โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าภารกิจที่ว่านั้นคือการจับตาดูชายในฝันของเธอนั่นแหละ "ครับ... พอดีมีคดีแถวนี้นิดหน่อย" ธอร์นตอบเลี่ยงๆ พยายามรักษาหน้า "แล้วคุณล่ะครับ? มาทำอะไรที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ" เซราฟิน่าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีแดงระเรื่อ ท่าทางขัดเขินและดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เธอหลบสายตาลงต่ำ นิ้วมือเรียวสวยจับด้ามร่มแน่น "เอ่อ... พวกคุณเห็นหมดแล้วเหรอคะ..." เสียงของเธอแผ่วเบาเจือความกังวล "เรื่องที่ฉันมากับเขา เออ..." เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตานายตำรวจทั้งสองด้วยแววตาเว้าวอน "ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะคะ... อย่าให้ใครรู้นะคะว่าฉันมากับเขาที่นี่ มันสำคัญกับชื่อเสียงของเขามากจริงๆ" พูดจบเธอก็ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มที่แทบจะละลายหัวใจชายหนุ่มให้เป็นจุน ก่อนจะหมุนตัวเดินนวยนาดกลับไปที่รถลีมูซีนคันหรู ทิ้งให้สองตำรวจนั่งอึ้งกิมกี่อยู่กลางความมืด เมื่อร่างบางที่เดินกลางร่มฝ่าสายฝนหายขึ้นไปบนรถหรู จ่าคอลด์เวลล์ก็หันมาตบเข่าฉาดใหญ่ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างผู้ชนะ "โธ่เอ๊ย! ชัดเจนแจ่มแจ้งแดงแจ๋เลยครับสารวัตร!" จ่าหนุ่มหัวเราะร่าด้วยความขบขัน "ความลับที่เธอขอร้อง ก็คือเรื่องที่เธอแอบคบกับหมอนั่นแหละ! แหม... ลูกสาวเจ้าของโรงแรมหรู แอบย่องพาแฟนหนุ่มเข้าคลินิกตอนตีสอง แถมยังมาขอให้ตำรวจช่วยปิดข่าวอีก" คอลด์เวลล์ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู "ผมว่าเราคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะครับ ที่เห็นทำตัวลึกลับๆ นี่ ไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตหรอกครับ แต่เป็นพวกโรมิโอกับจูเลียต ที่กลัวพ่อตาจับได้มากกว่า" สารวัตรธอร์นนิ่งเงียบ ไม่ได้หัวเราะไปกับลูกน้อง แต่เขาก็ไม่ได้แย้งอะไรออกมา แม้ลางสังหรณ์จะยังร้องเตือนตุบๆ อยู่ในอก แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว "วันนี้พอแค่นี้..." ธอร์นเอ่ยเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ "อ้าว? จะกลับแล้วเหรอครับสารวัตร? ไม่เฝ้าต่ออีกหน่อยเหรอครับ เผื่อหมอแกเดินออกมาส่งแฟน" "ไม่มีประโยชน์แล้วจ่า" ธอร์นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตายังคงเหลือบมองไปที่หน้าต่างชั้นสองของคลินิกเป็นครั้งสุดท้าย "มีคนเห็นเราแล้ว... ขืนเรายังจอดหัวโด่เฝ้าอยู่ตรงนี้ แล้วแม่คุณหนูนั่นเกิดปากโป้งเอาเรื่องที่เรามาเฝ้าหน้าบ้านไปเล่าให้หมอกาเบรียลฟัง... มันจะไหวตัวทัน" สารวัตรเฒ่าเข้าเกียร์ แล้วหักพวงมาลัยพารถเคลื่อนตัวออกจากจุดซุ่มดูมาตลอด 3 คืน "ถ้ามันรู้ว่าตำรวจจับตามองอยู่ มันจะระวังตัวแจ ยิ่งทำให้เราหาหลักฐานยากเข้าไปอีก... ถอยไปตั้งหลักก่อนดีกว่า ปล่อยให้มันตายใจว่าเราเลิกสนใจมันแล้ว" ภาพสุดท้าย คือรถตำรวจสีีดำค่อยๆ แล่นฝ่าสายฝนออกไป ก่อนจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD