"ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะ..." อิซาเบลล่ารีบตอบละล่ำละลัก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด แม้ใบหน้าจะยังแดงระเรื่ออยู่บ้าง "เอ่อ... พวกคุณตำรวจมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?"
สารวัตรธอร์นปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้ากาเบรียล
"ผมมีธุระกับคุณหมอกาเบรียลนิดหน่อยครับซิสเตอร์" ธอร์นตอบเสียงเรียบ "พอดีมีคดีฆาตกรรมซับซ้อนเกิดขึ้น ทางเราต้องการ ผู้เชี่ยวชาญ มาช่วยให้ความเห็นหน่อยน่ะครับ"
อิซาเบลล่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก... นึกว่าตำรวจรู้เรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ของเธอกับคุณหมอเสียอีก เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เธอจึงรีบขอตัวเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งท้ายด้วยสายตาหวานเชื่อมให้กาเบรียลแวบหนึ่ง
"ยินดีเสมอครับสารวัตร เชิญทางนี้ดีกว่า..."
กาเบรียลผายมือเชิญด้วยรอยยิ้มสุภาพ ก่อนจะเดินนำนายตำรวจทั้งสองออกจากห้องพยาบาล มุ่งหน้าไปยังโถงทางเดินหลักของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ระหว่างทางที่เดินผ่านระเบียงยาว สารวัตรธอร์นก็เริ่มเปิดบทสนทนาหยั่งเชิง เสียงรองเท้าหนังของพวกเขากระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะ
"ช่วงนี้ดูคุณยุ่งๆ นะครับคุณหมอ..." ธอร์นเอ่ยขึ้นลอยๆ สายตาสอดส่ายไปรอบๆ "พักนี้เป็นยังไงบ้างครับ? สบายดีไหม?"
"ก็เรื่อยๆ ครับสารวัตร คนไข้เยอะเหมือนเดิม" กาเบรียลตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
"แหม... คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ นะครับ" ธอร์นแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "งานที่คลินิกก็ยุ่งจะแย่ ยังอุตส่าห์เจียดเวลามาดูแลเด็กกำพร้าพวกนี้อีก ชอบช่วยเหลือสังคมจริงๆ สินะครับ... ช่างเป็นพ่อพระมาโปรดสัตว์ผู้ยากไร้เสียจริง"
คำพูดของธอร์นฟังดูเหมือนคำชม แต่ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชันและสงสัยใคร่รู้
กาเบรียลหยุดเดินเล็กน้อย หันมาสบตาสารวัตรเฒ่าด้วยแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
"เด็กๆ พวกนี้คือผ้าขาวครับสารวัตร... พวกเขาถูกทอดทิ้ง ขาดความรัก ผมก็แค่..."
ยังไม่ทันที่กาเบรียลจะพูดจบ
"พ่อจ๋า!!! พ่อกาเบรียล"
เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังเจื้อยแจ้วขึ้น พร้อมกับกลุ่มเด็กกำพร้าตัวเล็กๆ 4-5 คนที่วิ่งกรูกันเข้ามาหาคุณหมอราวกับลูกเจี๊ยบวิ่งหาแม่ไก่
เด็กหญิงตัวน้อยผมเปียคนหนึ่งวิ่งเข้ามาสวมกอดขาของกาเบรียลหมับ ส่วนเด็กผู้ชายอีกคนพยายามกระโดดเหยงๆ ให้เขาอุ้ม
"พ่อจ๋า! วันนี้พ่อจะเล่านิทานให้ฟังไหม?"
กาเบรียลหัวเราะเสียงทุ้มอย่างอบอุ่น เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง อ้าแขนรับกอดเด็กๆ เหล่านั้นโดยไม่ถือตัว มือหนาที่เมื่อคืนก่อนเพิ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือด บัดนี้กำลังลูบหัวทุยๆ ของเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
"ใจเย็นๆ นะเด็กๆ... วันนี้พ่อเตรียมนิทานเรื่องใหม่มาเล่าให้ทุกคนฟังแล้ว"
จ่าคอลด์เวลล์ที่ยืนมองภาพนั้นอยู่ด้านหลังถึงกับน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ เขามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมสุดหัวใจ
คนอะไรจะแสนดีได้ขนาดนี้... คอลด์เวลล์คิดในใจ หล่อ รวย เก่ง แถมยังมีจิตใจเมตตารักเด็กเหมือนพ่อพระมาเกิด... สารวัตรไปสงสัยคนดีๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน
ในขณะที่จ่าหนุ่มกำลังซาบซึ้ง... สารวัตรธอร์นกลับยืนมองภาพความรักความผูกพันตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขัดจังหวะช่วงเวลาครอบครัวสุขสันต์
"ขอโทษทีนะครับคุณหมอ... แต่เรื่องที่เราจะคุยกัน มันคงไม่เหมาะกับหูและตาของเด็กๆ เท่าไหร่" ธอร์นปรายตามองไปที่ซองเอกสารสีน้ำตาลในมือตัวเอง "เชิญทางด้านโน้นดีกว่าครับ"
กาเบรียลพยักหน้าเข้าใจ เขาหันไปบอกลาเด็กๆ ด้วยรอยยิ้ม "ไปเล่นกันก่อนนะครับเด็กดี พ่อขอคุยธุระกับคุณตำรวจแป๊บนึง เดี๋ยวพ่อตามไป"
เมื่อเด็กๆ วิ่งแยกย้ายกันออกไปเล่นที่สนามหญ้า กาเบรียลก็เดินนำนายตำรวจทั้งสองมานั่งที่ม้านั่งไม้ตัวยาวใต้ต้นโอ๊กใหญ่ในสวนหย่อม ซึ่งห่างออกมาพอที่จะคุยกันได้โดยไม่มีใครได้ยิน แต่ยังมองเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ไกลๆ
"เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ..." กาเบรียลนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลาย ประสานมือไว้บนตัก "คดีฆาตกรรมซับซ้อนที่คุณพูดถึง... มันเกี่ยวกับอะไรครับ?"
ธอร์นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาโยนซองเอกสารลงบนที่ว่างระหว่างเขากับหมอหนุ่ม
"เราพบศพชายนิรนามสองคน" ธอร์นจ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง "สภาพศพ... มันเกินกว่าที่หมอนิติเวชของเราจะทำความเข้าใจได้ง่ายๆ เราเลยอยากให้ศัลยแพทย์ฝีมือดีอย่างคุณช่วยวิเคราะห์หน่อยว่า... คนที่ทำแบบนี้ มันใช้วิธีการยังไง และมันต้องการจะสื่ออะไรกันแน่"
กาเบรียลหยิบซองเอกสารขึ้นมาอย่างใจเย็น เขาค่อยๆ เปิดซองแล้วดึงรูปถ่ายใบแรกออกมา
ภาพถ่ายขาวดำที่คมชัด เผยให้เห็นร่างของวิกเตอร์ ที่เต็มไปด้วยดวงตาเลือด และดวงตาที่สามกลางหน้าผากที่กำลังจ้องมองกลับมา
จ่าคอลด์เวลล์กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพราะทนดูภาพนั้นซ้ำไม่ไหว
แต่กาเบรียล...
เขานิ่งไป... ดวงตาคมกริบกวาดมองรายละเอียดในรูปถ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความรังเกียจ มีเพียงความสนใจในเชิงวิชาการ ที่ฉายชัดออกมา
เขาหยิบรูปถัดไปขึ้นมาดู เป็นรูปโคลสอัพรอยแผลที่ถูกเย็บตรึง
"ดูตรงนี้สิครับสารวัตร..." กาเบรียลชี้นิ้วลงไปที่รูป "รอยกรีดที่เรียบกริบ ไม่มีรอยยึกยักแสดงความลังเลแม้แต่นิดเดียว... คนทำต้องมีความรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์ขั้นสูง รู้ตำแหน่งเส้นเลือดและกล้ามเนื้อเป็นอย่างดี... และที่สำคัญ..."
กาเบรียลเงยหน้าขึ้นสบตาธอร์น พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"เขาต้องมีความอดทนสูงมาก... เพราะการผ่าตัดที่ละเอียดขนาดนี้ ต้องใช้เวลาทั้งคืนเลยล่ะครับ"
"แล้วดวงตาพวกนี้... คุณคิดว่ามันสื่อถึงอะไร? ในฐานะที่คุณคลุกคลีกับโบสถ์" ธอร์นเอ่ยถาม
จากนั้นก็มีสายลมเย็นพัดผ่านมาวูบหนึ่ง หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ในสวนลอยมาแตะจมูก ขัดแย้งกับภาพศพเลือดท่วมในมือที่ทั้งสามกำลังจ้องมองอยู่
กาเบรียลวางรูปถ่ายลงบนตักอย่างทะนุถนอม "คนทั่วไปอาจจะมองว่านี่คือการกระทำของคนบ้า... แต่สำหรับคนที่ศึกษาเทววิทยา หรือคลุกคลีกับพระคัมภีร์ฉบับดั้งเดิม จะรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"
เขาใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ "ดวงตาที่สาม" กลางหน้าผากของศพ แล้วลากนิ้วผ่านรอยกรีดรูปดวงตานับร้อยบนหน้าอก
"ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม มีการกล่าวถึงทูตสวรรค์ชั้นสูงกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า โอฟานิม หรือ The Wheels..."
กาเบรียลเริ่มร่ายยาวราวกับศาสตราจารย์ที่กำลังบรรยายหน้าชั้นเรียน น้ำเสียงของเขาน่าฟังจนจ่าคอลด์เวลล์เผลอตั้งใจฟังอย่างลืมตัว
"พวกเขาไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่มีปีกขาวสวยงามอย่างที่เราเห็นในรูปวาดตามโบสถ์ทั่วไปหรอกครับ... แต่โอฟานิมมีลักษณะเป็นวงล้อซ้อนวงล้อที่หมุนวน และที่สำคัญคือ... ร่างกายของพวกเขาปกคลุมไปด้วยดวงตา'"
"ดวงตา?" คอลด์เวลล์ทวนคำเสียงสูง ขนลุกซู่
"ใช่ครับจ่า... ดวงตาแห่งปัญญา ดวงตาที่ตื่นรู้และมองเห็นพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา" กาเบรียลยิ้มมุมปากเล็กน้อย "ฆาตกรคนนี้... เขาไม่ได้แค่ฆ่าเพื่อระบายอารมณ์ แต่เขากำลังส่งสาร"
กาเบรียลหันกลับมาจ้องตาสารวัตรธอร์น แววตาของเขาฉายประกายวาววับที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด
"เขาอาจจะมองว่าเหยื่อคนนี้เป็นคนตาบอด..." กาเบรียลเน้นเสียงที่คำหลัง "อาจจะเป็นคนที่มีอำนาจ หยิ่งผยอง หรือหลงระเริงในกิเลสจนมองไม่เห็นความจริง... ฆาตกรเลยต้องการมอบดวงตาให้เขา... เพื่อให้เขาได้ตื่น และมองเห็นความจริงของโลก... หรือมองเห็นพระเจ้าองค์ใหม่ที่ฆาตกรศรัทธา"
ธอร์นหรี่ตาลง จับจ้องทุกกิริยาอาการของหมอหนุ่ม
"คุณดูเข้าใจความคิดของฆาตกรดีจังนะครับหมอ..." สารวัตรเอ่ยดักคอ "เหมือนกับว่า... คุณเห็นภาพในหัวของมันอย่างนั้นแหละ"
กาเบรียลหัวเราะเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาเอนหลังพิงพนักม้านั่งด้วยท่าทีสบายๆ
"ผมเป็นหมอครับสารวัตร หน้าที่ของผมคือการวินิจฉัย... ถ้าเราจะรักษาโรค เราก็ต้องเข้าใจกลไกของมันก่อน จริงไหมครับ? ฆาตกรคนนี้เขามีความเชื่อที่แรงกล้า... เขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่อาชญากรรม"
ธอร์นขมวดคิ้ว เขยิบตัวรุกคืบเข้ามาใกล้จนไหล่แทบจะชนกัน บรรยากาศกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวสารวัตรเฒ่า
"แล้วคุณคิดว่า..." ธอร์นกดเสียงต่ำ จ้องลึกเข้าไปๆในดวงตาของหมอหนุ่ม "ศพแรก... แม่สาวเสิร์ฟเบ็ตตี้ กับไอ้ลูกน้องตาเดียวของท่านทูต... ในสายตาผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณ มันคือตัวอะไร? และต่อไป... คุณคิดว่ามันจะสร้างอะไรขึ้นมาอีก?"
กาเบรียลเอนหลังพิงพนักม้านั่งเล็กน้อย ทำท่าครุ่นคิดอย่างใจเย็น
"สำหรับผู้หญิงคนแรก... ปีกที่ทำจากผิวหนัง ตำแหน่งที่ตั้ง..." กาเบรียลวิเคราะห์เป็นฉากๆ "เธอน่าจะเป็นเครูบ ทูตสวรรค์ผู้มีปีก ผู้พิทักษ์สวนเอเดน ตัวแทนของความไร้เดียงสาที่ถูกเปิดเปลือย"
"ส่วนชายร่างยักษ์ตาเดียว... การจัดท่าทางให้นั่งเฝ้า กาเบรียลแสยะยิ้มบางๆ ชัดเจนว่าเป็น กริกอรี หรือ The Watchers เหล่าทูตสวรรค์ผู้เฝ้ามองที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์ หน้าที่ของเขาคือการเฝ้าดู... และเขาก็ถูกทำให้ทำหน้าที่นั้นตลอดกาล"
"ส่วนรายต่อไปงั้นเหรอครับ..."
กาเบรียลแสร้งทำเป็นมองขึ้นไปบนท้องฟ้า...
"แม่จ๋า!!!"
ทันใดนั้นเอง เสียงเล็กแหลมของเด็กผู้หญิงวัยประมาณ 6 ขวบดังแทรกขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ในชุดกระโปรงเก่าๆ ที่วิ่งถลาเข้ามา กอดหมับเข้าที่ต้นขาของ จ่าคอลด์เวลล์ แน่น
จ่าหนุ่มสะดุ้งโหยงจนตัวลอย หน้าเหวอด้วยความตกใจ "เฮ้ย! ดะ... เดี๋ยวหนู! แม่เม่ออะไรกัน ลุงเป็นผู้ชายนะ!"
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองจ่าคอลด์เวลล์ตาแป๋ว พลางยิ้มแฉ่งโชว์ฟันหลอ "แม่จ๋า! อุ้มหนูหน่อย!"
ธอร์นที่กำลังเครียดถึงกับหลุดขำพรืดออกมา ส่วนกาเบรียลก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา
กาเบรียลลุกขึ้น แล้วก้มลงช้อนตัวเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มไว้อย่างอ่อนโยน เขาเขี่ยจมูกเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"ยัยตัวแสบ... ไปแกล้งคุณตำรวจเขาทำไมครับ? คุณลุงเขาไม่ใช่แม่เราสักหน่อย" กาเบรียลยิ้มละมุน "ไป... กลับไปเล่นกับเพื่อนๆ ทางโน้นก่อนนะ เดี๋ยวพ่อคุยธุระเสร็จจะไปเล่านิทานให้ฟัง"
เขาวางเด็กหญิงลงกับพื้น แล้วตบก้นเธอเบาๆ ให้วิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่กำลังเล่นไล่จับกันอยู่กลางสนามหญ้า
กาเบรียลทอดสายตามองแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กหญิงที่วิ่งกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แววตาที่เคยฉายแววเอ็นดูเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำราวกับหลุมดำ
"น่าเศร้านะครับ..." เขาเปรยขึ้นมาแผ่วเบา
"อะไรเหรอครับ?" จ่าคอลด์เวลล์ถาม พลางปัดฝุ่นที่กางเกงบริเวณที่ถูกมือน้อยๆ เกาะเมื่อครู่ด้วยความงุนงง "เรื่องที่แกเรียกผมว่าแม่น่ะเหรอ?"
"ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นหรอกครับจ่า..." กาเบรียลหันกลับมามองนายตำรวจทั้งสอง รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด แต่ทว่าชวนให้ขนลุก
"เด็กพวกนี้... พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พ่อ กับ แม่ คืออะไร"
เขาผายมือไปทางกลุ่มเด็กกำพร้าที่กำลังวิ่งเล่นกันโดยไม่รับรู้ถึงความโหดร้ายของโลก
"คำว่าพ่อหรือแม่ สำหรับพวกเขาแล้วมันไม่มีรูปร่าง ไม่มีนิยาม... และไม่มีแม้กระทั่งเส้นแบ่งทางเพศ... เห็นไหมครับ? เด็กคนเมื่อกี้แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าคุณเป็นผู้ชาย เธอไม่สนหรอกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะมีสรีระแบบไหน"
กาเบรียลหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนจากความสงสารเป็นความเยือกเย็นที่บาดลึก
"พวกเขาก็แค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่โหยหาที่ยึดเหนี่ยว... ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาความอบอุ่นที่ขาดหายไป เหมือนลูกนกที่พร้อมจะอ้าปากรับอาหารจากใครก็ตามที่ยื่นมือเข้ามา... โดยไม่สนหรอกว่ามือคู่นั้นจะเป็นมือของพระเจ้า... หรือซาตาน"
"ขอแค่มีใครสักคน... ใครก็ได้ ที่ยอมรับเป็นเจ้าของชีวิตของพวกเขา ก็พอแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้สารวัตรธอร์นรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง... มันไม่ใช่แค่คำวิจารณ์ทางสังคม แต่มันฟังดูเหมือน 'ผู้ล่า' ที่กำลังมองเห็นจุดอ่อนของเหยื่ออันโอชะ... เหยื่อที่พร้อมจะมอบกายถวายชีวิตให้ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาเติมเต็มความว่างเปล่านั้น