At High Street Kensington
วันรุ่งขึ้น... แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาที่หน้า คลินิกเวชกรรมไฮสตรีท ป้ายหน้าคลินิกถูกพลิกเป็นคำว่า "OPEN" เรียบร้อยแล้ว
กาเบรียลเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล เขาเดินเข้ามาในคลินิกด้วยท่วงท่าสง่างามตามปกติ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ และความสะอาดสะอ้านของคลินิกทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย
เอมิลี่ ผู้ช่วยสาวแสนขยันได้มาถึงก่อนเวลาได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เธอกำลังเช็ดเคาน์เตอร์ต้อนรับอยู่ เมื่อเห็นคุณหมอเดินเข้ามา เธอก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มสดใสให้
"อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหมอ" เอมิลี่ทักทายเสียงใส "วันนี้มาเช้านะคะ กาแฟวางอยู่ที่โต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้วค่ะ"
"ขอบใจมากเอมิลี่" กาเบรียลตอบรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ "วันนี้มีคนไข้นัดไว้ไหม?"
"ช่วงเช้ายังไม่มีคิวค่ะ..." เอมิลี่ทำท่าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปที่ประตูห้องตรวจส่วนตัวของเขา "แต่ว่า... มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งมารอพบคุณหมอแต่เช้าเลยค่ะ เธอรอในห้องตรวจ..."
กาเบรียลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สัญชาตญาณระวังภัยทำงานทันที แต่เขายังคงรักษาท่าทีสุขุมไว้
"อ้อ... เข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมจัดการเอง"
เขาถอดเสื้อโค้ทตัวนอกแขวนไว้ที่ราว ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องตรวจ มือหนาเอื้อมไปจับลูกบิดประตูโลหะเย็นเฉียบ...
แกร๊ก...
กาเบรียลผลักประตูเปิดออกแล้วก้าวเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างสูงของเขาก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นว่าใครที่กำลังนั่งรอเขาอยู่บนเตียงคนไข้
คือ เซราฟิน่า...
ร่างสูงยืนนิ่งไปชั่วครู่ แววตาคมกริบจดจ้องใบหน้าสวยของ เซราฟิน่า ที่วันนี้ดูเหมือนจะตั้งใจแต่งตัวมาอย่างประณีตในชุดเดรสลูกไม้สีน้ำเงินเข้มขัดกับบรรยากาศในห้องตรวจที่เย็นชืด เธอส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้เขา แววตาที่จ้องมองมานั้นสั่นระริกไปด้วยความหมายบางอย่างที่มากกว่าคนไข้ทั่วไป
"คุณเป็นอะไรครับ? ป่วยตรงไหนถึงได้มาหาผมแต่เช้าขนาดนี้" กาเบรียลเอ่ยเสียงทุ้ม เดินเข้าไปหาเธอช้าๆ ท่าทางดูเป็นห่วงเป็นใยตามแบบฉบับคุณหมอผู้ใจดี
"ฉันนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ค่ะคุณหมอ... ปวดหัวมาก เหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ในหัวตลอดเวลา" เธอเอ่ยเสียงอ้อน พลางขยับตัวบนเตียงคนไข้เล็กน้อยเพื่อให้เขาสามารถเข้าใกล้เธอได้มากขึ้น
ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจ เซราฟิน่าชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอเงยหน้ามองกาเบรียลแล้วเอ่ยถามถึงเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในใจ
"จริงด้วยค่ะคุณหมอ... แล้วท่านทูตวิกเตอร์กับบอดี้การ์ดของเขาล่ะคะ? หลังจากที่ฉันพาพวกเขามาส่งถึงมือคุณหมอคืนนั้น... พวกเขาก็กลับไปเลยเหรอคะ? ฉันพยายามติดต่อที่สถานทูตแต่ก็ไม่มีใครทราบเรื่องเลย"
กาเบรียลนิ่งสนิทไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
"ใช่ครับ... พอคุณดิมิทรีของเขาตามมาถึง ผมก็ทำการรักษาเบื้องต้นเสร็จพอดี คืนนั้นสภาพท่านทูตดูอ่อนเพลียมาก ผมเลยให้พวกเขาพักผ่อนอยู่ที่ห้องพักฟื้นจนกระทั่งเกือบสว่าง แล้วพวกเขาก็พากันกลับไปทันทีครับ เห็นว่ามีธุระด่วนต้องไปจัดการต่อ"
เซราฟิน่าจ้องลึกลงไปในดวงตาที่มีเสน่ห์คู่นั้น เธอเห็นเพียงความจริงใจและความนิ่งสงบ ใบหน้าไร้เดียงสาของเธอยกยิ้มชื่นชมออกมาอย่างปิดไม่มิด
"คุณหมอเนี่ย... ทั้งเก่งทั้งใจดีจังเลยนะคะ" เธอเอ่ยชมจากหัวใจ "ท่านทูตดื้อขนาดนั้นคุณหมอยังรับมือได้ แถมยังดูแลพวกเขาจนรุ่งสางอีก ฉันคิดไม่ผิดจริงๆ ค่ะที่เลือกพาพวกเขามาหาคุณ"
กาเบรียลไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มรับคำชมนั้น เขาหยิบสเตตโตสโคปขึ้นมาคล้องคอ แล้วขยับเข้าไปยืนเบื้องหน้าเธอในระยะประชิด มือหนาเอื้อมไปแตะที่หน้าผากมนเพื่อตรวจเช็กอาการอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบของเขาทำให้เซราฟิน่ารู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าสถิตแล่นปราดไปทั่วร่าง ใบหน้าสวยเริ่มขึ้นสีระเรื่อ แก้มแดงก่ำด้วยความเขินอายที่ถูกปฏิบัติอย่างใกล้ชิด
เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะเพียงไม่กี่นิ้ว...
บรรยากาศในห้องตรวจพลันเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งและร้อนผ่าว เซราฟิน่าที่พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์อันเยือกเย็นของชายตรงหน้าจนหมดสิ้น เธอห้ามสัญชาตญาณตัวเองไว้ไม่อยู่... เธอโน้มใบหน้าขึ้นไปแล้วประทับริมฝีปากจูบลงบนกลีบปากของกาเบรียลอย่างรวดเร็วและควบคุมตัวเองไม่ได้
กาเบรียลชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายเขานิ่งค้างแต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือผลักไส เขาปล่อยให้เธอได้ลิ้มรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนานั้นอยู่ชั่วอึดใจ ราวกับกำลังประเมินรสชาติของเหยื่อรายนี้อย่างใจเย็น
เมื่อได้สติ เซราฟิน่ารีบผละตัวออกทันที เธอเบิกตากว้าง มือยกขึ้นปิดปากด้วยความตกใจในการกระทำที่อาจหาญของตนเอง
"ฉัน... ฉันขอโทษค่ะคุณหมอ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ... ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ"
เธอรีบคว้ากระเป๋าถือแล้วขยับตัวจะลุกหนีออกจากห้องตรวจด้วยความอับอายสุดขีด แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวพ้นขอบประตู...
"เดี๋ยวครับ!"
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของกาเบรียลรั้งเธอไว้แทบจะทันที
เซราฟิน่าหยุดชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอค่อยๆ หันกลับมามองเขาอย่างไม่เข้าใจ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลว่าเขาจะตำหนิเธอ
กาเบรียลไม่ได้โกรธ... บนใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลแต่กลับให้ความรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก
"เย็นนี้... คุณพอจะมีเวลาว่างไหม?" เขาถามพลางขยับเนกไทให้เข้าที่ "เพื่อให้ผมได้ตรวจอาการปวดหัวของคุณให้ละเอียดกว่านี้... ผมอยากชวนคุณไปทานมื้อค่ำด้วยกันหน่อย ได้ไหมครับ"
เซราฟิน่าอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกายด้วยความดีใจจนลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปจนสิ้น
"ไปค่ะ! ไปแน่นอนค่ะคุณหมอ" เธอยิ้มกว้าง ตอบรับคำชวนที่เหมือนฝันนั้นทันที
St Mary's Orphanage
ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนภายในกำแพงหินหนาของคอนแวนต์ ซิสเตอร์อิซาเบลล่า นั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเก่าในห้องพักอันสมถะ แสงเทียนวูบไหวส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความสับสน
แต่อิซาเบลล่ารอไม่ได้... ไฟในกายของเธอมันร้อนรุ่มเกินกว่าจะรอเอกสารอนุมัติจากใคร
มือที่สั่นเทาของเธอจรดปากกาหมึกซึมลงบนกระดาษสีครีม เธอเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายด้วยลายมือที่หวัดและหนักแน่น
"ข้าแต่พระบิดา... ลูกรู้ว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำคือบาปมหันต์ ลูกกำลังหันหลังให้แสงสว่างของพระองค์ แต่ลูกไม่อาจปฏิเสธเสียงเพรียกหาของหัวใจได้อีกต่อไป ลูกไม่ได้ทิ้งพระองค์เพราะหมดศรัทธา แต่ลูกพ่ายแพ้ต่อความรักที่เป็นดั่งไฟบรรลัยกัลป์"
"ขอพระองค์โปรดอภัยให้ลูกด้วย..."
บรรทัดสุดท้าย เธอไม่ได้ลงชื่อ แต่เลือกที่จะคัดลอกบทกวีจาก "บทเพลงซาโลมอน" ซึ่งเป็นบทในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงความรักอันรุนแรง
“จงประทับตราตัวฉันไว้ในใจของเธอ... เพราะความรักนั้นเข้มแข็งดั่งความตาย... น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดลงได้ และแม่น้ำทั้งหลายก็ไม่อาจท่วมความรักให้จมได้”
เธอวางปากกาลง พับจดหมายทิ้งไว้หน้าไม้กางเขนไม้บนโต๊ะ
อิซาเบลล่าในชุดแม่ชีสีดำสนิท ค่อยๆ ลุกขึ้น เธอกระชับผ้าคลุมศีรษะให้แน่น ก่อนจะเปิดประตูห้องพักแล้วย่องออกไปตามระเบียงทางเดินหินที่เย็นเฉียบ ทุกย่างก้าวต้องแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้ใครตื่น
เธอเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังของโบสถ์ ผ่านสวนสมุนไพรที่เงียบสงัด จนมาถึงประตูไม้บานเล็กที่เชื่อมออกสู่ป่าด้านหลัง...
แอ๊ด...
เสียงประตูไม้เก่าลั่นเบาๆ เมื่อเธอผลักมันออก ลมหนาวยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้า หอบเอากลิ่นดินและกลิ่นใบไม้แห้งเข้ามา... กลิ่นของอิสรภาพและหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า
อิซาเบลล่าหันกลับไปมองยอดโดมของโบสถ์เป็นครั้งสุดท้าย เธอทำสัญลักษณ์กางเขนที่หน้าอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกัดริมฝีปากแน่นแล้วก้าวเท้าออกจากเขตธรณีสงฆ์
ร่างในชุดดำของแม่ชีค่อยๆ เดินหายเข้าไปในความมืดมิดของป่าทึบ... ทิ้งแสงสว่างแห่งพระเจ้าไว้เบื้องหลัง