St Mary's Hospital, London
เสียงโลหะกระทบกันดังกริ๊ก... เมื่อเข็มและอุปกรณ์ผ่าตัดชิ้นสุดท้ายถูกวางลงบนถาดสแตนเลส
แสงในห้้องผ่าตัดที่ส่องสว่างจ้ามานานกว่าหกชั่วโมงดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟติดผนัง กาเบรียล ถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะดูดีแต่ก็อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ไรผมสีเข้มชื้นเหงื่อลู่แนบไปกับขมับ เขาถอนหายใจยาว พรูลมร้อนออกจากปอด ราวกับจะระบายความตึงเครียดของความเป็นความตายที่เพิ่งแบกรับไว้เมื่อครู่ทิ้งไปให้หมด
เขาก้าวออกจากประตูห้องผ่าตัดด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้งแต่ยังคงความมั่นคง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบดังก้องไปตามทางเดินยาวที่ว่างเปล่า กลิ่นฉุนของอีเทอร์และน้ำยาฆ่าเชื้อที่ติดตามเสื้อกาวน์เริ่มจางลง แทนที่ด้วยกลิ่นอับจางๆ ของตึกเก่าแก่และความชื้นจากฝนที่ตกปรอยๆ อยู่ภายนอกหน้าต่างกระจก
ที่สุดทางเดินคือกำแพงแห่งความเงียบสงบ... ห้องพักแพทย์
กาเบรียลผลักประตูไม้หนักอึ้งเข้าไป ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ บรรยากาศเงียบเชียบต่างจากความวุ่นวายในวอร์ดคนไข้ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังตัวเก่าที่เริ่มมีรอยแตกแตกตามกาลเวลา ก่อนจะเอื้อมมือไปรินกาแฟสีดำสนิทจากกาต้มที่อุ่นอยู่บนเตาไฟฟ้า กลิ่นหอมขมปร่าของเมล็ดกาแฟคั่วลอยเตะจมูก ช่วยเรียกสติที่กำลังจะหลุดลอยให้กลับคืนมา
บนโต๊ะกาแฟตรงหน้ามีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้วางพับไว้อย่างลวกๆ พาดหัวข่าวตัวโตยังคงเป็นเรื่องการเมืองและการฟื้นฟูบ้านเมืองหลังยุคสงคราม
ถัดไปที่มุมห้อง... มีตู้ไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มันคือ "โทรทัศน์" นวัตกรรมใหม่ที่ทางโรงพยาบาลเพิ่งได้รับบริจาคมา จอแก้วโค้งมนมืดสนิท ไร้ซึ่งสัญญาณภาพในยามวิกาลเช่นนี้
สำหรับกาเบรียลและคนส่วนใหญ่ในลอนดอน เจ้ากล่องสี่เหลี่ยมนี้ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวและแปลกแยก ข่าวสารความจริงของโลกใบนี้ยังคงเปื้อนหมึกอยู่บนนิ้วมือยามพลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์มากกว่าภาพที่เต้นระริกบนจอแก้ว
ชายหนุ่มยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ รสขมร้อนๆ ไหลผ่านลำคอ เขาหลับตาลงพิงพนักโซฟา ปล่อยให้ความเงียบของลอนดอนยามค่ำคืนโอบกอด... หวังเพียงจะได้พักสักครู่ ก่อนที่หน้าที่ของ "หมอ" จะเรียกหาเขาอีกครั้ง
ปัง!
ประตูห้องพักแพทย์ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนกระแทกผนัง พยาบาลสาวในชุดเครื่องแบบสีขาวโพลนและหมวกจีบที่ดูหลุดลุ่ยวิ่งหน้าตื่นเข้ามา ลมหายใจของเธอหอบถี่ ใบหน้าซีดเผือด
"คุณหมอคะ! คุณหมอกาเบรียล! คนไข้เตียง 4 คุณวิลเลียมส์... เขาชักค่ะ!"
ความเหนื่อยล้าที่เกาะกินร่างกายเมื่อครู่หายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น กาเบรียลวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดัง กึก สัญชาตญาณแพทย์ทำงานเร็วกว่าความคิด เขาดีดตัวลุกขึ้นและพุ่งตัวออกจากห้องทันที ขายาวก้าวยาวๆ ไปตามโถงทางเดิน เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังก้องแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัว
เมื่อมาถึงหน้าเตียงคนไข้ ภาพที่เห็นคือความโกลาหล ร่างชายชราบนเตียงกำลังกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ดวงตาเหลือกค้าง พยาบาลสองคนพยายามจับแขนขาเขาไว้ไม่ให้กระแทกกับราวกั้นเตียง
"จับเขาตะแคง!!" กาเบรียลตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทรงพลัง
หลังจากนั้น เขาก็แทรกตัวเข้าไปที่หัวเตียง มือหนาที่มั่นคงจับไหล่คนไข้พลิกตะแคงทันทีเพื่อเปิดทางเดินหายใจ นิ้วมือล้วงเข้าไปเช็กในช่องปากอย่างชำนาญเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรอุดกั้น ในยุคที่เครื่องมือแพทย์ยังไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน "สติ" และ "สองมือ" ของหมอคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
"ขอยาระงับประสาท! เดี๋ยวนี้!!"
เข็มฉีดยาแก้วถูกส่งมาในมือ กาเบรียลฉีดมันเข้าเส้นเลือดด้วยความแม่นยำแม้ในสถานการณ์ที่คนไข้ดิ้นพล่าน ทุกสายตาในห้องจ้องมองมาที่เขา
หนึ่งวินาที...
สองวินาที...
สามวินาที...
ร่างที่เกร็งกระตุกค่อยๆ ก็ผ่อนคลายลง ลมหายใจที่ติดขัดเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ กาเบรียลจับชีพจรที่ข้อมือคนไข้แน่น นิ่งรอจนมั่นใจ
"ชีพจรปกติแล้ว... เขาปลอดภัยแล้ว..."
สิ้นเสียงทุ้มต่ำของเขา ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกของทุกคน ตามมาด้วยเสียงปรบมือเปาะแปะที่ดังขึ้นจากพยาบาลฝึกหัดและผู้ช่วยแพทย์ พวกเขามองกาเบรียลด้วยสายตาชื่นชมระคนศรัทธา
"สุดยอดเลยครับหมอ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว..." ผู้ช่วยแพทย์หนุ่มพึมพำ
ยังไม่ทันที่กาเบรียลจะได้ตอบรับคำชม ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนและเด็กหนุ่มภรรยาและลูกชายของคนไข้ วิ่งถลาร้องไห้เข้ามา
"คุณหมอคะ! สามีดิฉัน..." หญิงคนนั้นสะอื้น ตัวสั่นเทา
"เขาปลอดภัยแล้วครับ" กาเบรียลยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน ผิดกับมาดดุดันเมื่อครู่
ทันใดนั้น เธอก็โผเข้ากอดหมอหนุ่มแน่นโดยไม่สนใจมารยาทสังคมผู้ดีอังกฤษที่เคร่งครัด น้ำตาแห่งความปิติไหลเปรอะเปื้อนเสื้อกาวน์ของเขา "ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณจริงๆ ที่คืนเขาให้พวกเรา"
กาเบรียลชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นตบไหล่เธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม เมื่อเธอผละออกไป สองแม่ลูกก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเตียงคนไข้ กุมมือชายชราที่หลับใหลไว้แน่น ก่อนจะประสานมือกัน ก้มหน้าลงหลับตา
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า... ขอบคุณพระองค์ที่ทรงเมตตา ขอบคุณที่ทรงส่งทูตสวรรค์มาช่วยชีวิตเขาไว้..."
เสียงสวดอ้อนวอนแผ่วเบาดังคลอไปกับสายฝนด้านนอก กาเบรียลยืนมองภาพนั้นเงียบๆ
"ทูตสวรรค์อย่างนั้นหรือ..."
กาเบรียลทวนคำนั้นในใจ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น ดวงตาคมกริบที่เคยแสร้งฉายแววอ่อนโยนเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าและแข็งกร้าวทันทีที่เขาหันหลังให้กับภาพความซาบซึ้งนั้น
เสียงสวดอ้อนวอนสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของสองแม่ลูกยังคงดังก้องไล่หลังออกมา...
"ขอบคุณพระเจ้า... ขอบคุณเบื้องบน..."
กาเบรียลหยุดเดินที่หน้าประตูห้องพักผู้ป่วยชั่วครู่ มือหนายกขึ้นปัดตามแขนเสื้อและหน้าอกเสื้อกาวน์แรงๆ สองสามที ราวกับมีฝุ่นผงสกปรกที่มองไม่เห็นเกาะติดอยู่ฝุ่นละอองแห่งความศรัทธาที่เขาไม่ได้ต้องการ และคำขอบคุณที่ส่งไปให้ใครก็ไม่รู้บนฟ้า แทนที่จะเป็นคนที่ยืนเปื้อนเลือดอยู่ตรงนี้
เขาไม่ได้ช่วยชีวิตคนด้วยปาฏิหาริย์... แต่ด้วยมีดผ่าตัด ความรู้ และสองมือของเขาเองต่างหาก
ชายหนุ่มกระชับคอเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไป ทิ้งเสียงสวดมนต์และความซาบซึ้งใจไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้มันกลืนหายไปกับความมืดสลัวและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโถงทางเดินโรงพยาบาลอย่างเดียวดาย
ไม่กี่นาทีต่อมา รถยนต์สีดำขลับคันหรู ยานพาหนะที่มีเพียงอภิสิทธิ์ชนไม่กี่คนในยุคหลังสงครามจะครอบครองได้แล่นฝ่าความมืดและสายหมอกหนาออกมาจากลอนดอน ทิ้งแสงสีของเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง ล้อรถบดเบียดไปบนถนนดินลูกรังที่ขรุขระ มุ่งหน้าสู่ความเงียบสงัดของป่าชานเมืองที่ห่างไกลผู้คน
กระท่อมไม้หลังเล็กปรากฏขึ้นท่ามกลางเงาไม้สูงใหญ่ มันตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราวกับความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้จากสายตาพระเจ้า กาเบรียลดับเครื่องยนต์ ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดยอดไม้หวีดหวิว
ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าเนื้อดีก้าวลงจากรถ ท่าทางสง่างามไร้ที่ติไม่ต่างจากตอนเดินอยู่ในโรงพยาบาล แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไป... มันลุ่มลึกและดำมืดกว่ารัตติกาล
เขาไขกุญแจเปิดประตูกระท่อม กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าลอยมาแตะจมูก ภายในว่างเปล่าและมืดมิด แต่กาเบรียลเดินได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาจุดตะเกียงน้ำมัน แสงสีส้มสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดให้ถอยร่นไปอยู่ที่มุมห้อง
สายตาของเขาจับจ้องไปที่พื้นไม้กระดานแผ่นหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง... แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพของนายแพทย์หนุ่มผู้ใจบุญ มันคือรอยยิ้มของ "นักล่า" ที่กลับมาสู่รัง
ครืด...
เสียงกลไกทำงานเมื่อเขาเปิดประตูห้องใต้ดินที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนที่พื้น กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดเก่าเก็บที่ฝังแน่นอยู่ในเนื้อไม้โชยขึ้นมาปะทะใบหน้าสำหรับคนทั่วไปคงคลื่นเ**ยน แต่สำหรับกาเบรียล มันคือกลิ่นหอมหวานที่ทำให้เลือดในกายสูบฉีด
เขาถือตะเกียงเดินลงบันไดไม้แคบๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังก้องสะท้อนกับผนังอิฐเย็นเฉียบ แสงไฟจากตะเกียงส่องกระทบผนัง เผยให้เห็นเงาทะมึนของโซ่ตรวน ตะขอเกี่ยว และเครื่องมือทรมานรูปร่างประหลาดที่แขวนเรียงรายราวกับงานศิลปะชั้นเลิศ
กาเบรียลวางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่กลางห้องอย่างเบามือ ข้างกันนั้นมีถาดโลหะวางอยู่ ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวสะอาดตาที่ดูขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง
นิ้วมือเรียวยาว คู่เดียวกับที่เพิ่งช่วยชีวิตคนมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ค่อยๆ บรรจงเลิกผ้าคลุมออกอย่างเชื่องช้า
ภายใต้ผ้าผืนนั้น... ชุดมีดผ่าตัด คีมหนีบ และเลื่อยกระดูก วางเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกชิ้นถูกขัดจนเงาวับ สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงเป็นประกายวาววับ... รอคอยเวลาที่จะได้ทำหน้าที่ของมัน