The Black Swan Bar, East End
(ห่างจาก High Street 10-12 กิโลเมตร)
บรรยากาศในย่านอีสต์เอนด์ ของลอนดอนยามค่ำคืนคึกคักไปด้วยผู้คนชนชั้นแรงงาน แสงไฟนีออนดัดเป็นชื่อร้าน "The Black Swan" (เดอะ แบล็ค สวอน) ส่องสว่างวูบวาบแข่งกับแสงจันทร์ ภายในร้านอบอวลไปด้วยควันบุหรี่หนาทึบและเสียงเปียโนแจ๊สที่บรรเลงคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะและเสียงแก้วกระทบกัน
ประตูบาร์ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นชายฉกรรจ์สองคนในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวเดินเข้ามา รัศมีของพวกเขามีความน่าเกรงขามที่ทำให้ลูกค้าโต๊ะใกล้ประตูเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ
คนแรกคือ สารวัตรสืบสวน โทมัส ธอร์น ชายวัยกลางคนผมสีดอกเลา ใบหน้ากร้านโลกและดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว คาบไปป์ไม้ราคาถูกไว้ที่มุมปาก
ส่วนอีกคนคือคู่หูรุ่นน้อง จ่าสิบตำรวจ เจมส์ คอลด์เวลล์ ชายหนุ่มร่างสันทัดที่ดูคล่องแคล่วและกระตือรือร้น
บาร์นีย์ เจ้าของร้านร่างท้วมที่กำลังเช็ดแก้วอยู่หลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างคุ้นเคย
"อ้าว! นึกว่าใครที่ไหน สารวัตรธอร์น กับจ่าคอลด์เวลล์ นี่เอง" บาร์นีย์ทักทายเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง "ลมอะไรหอบพวกคุณมาถึงนี่ครับเนี่ย? หรือว่าสกอตแลนด์ยาร์ดเบื่อกาแฟรสชาติเหมือนน้ำล้างจานที่โรงพักแล้ว?"
ธอร์นแค่นหัวเราะในลำคอ เดินเข้ามาเท้าแขนที่หน้าบาร์ "กาแฟที่นั่นยังห่วยเหมือนเดิมนั่นแหละบาร์นีย์... แต่วันนี้เราไม่ได้มาเรื่องกาแฟ"
"เหมือนเดิมไหมครับสารวัตร? เอลเย็นๆ สักแก้ว?" บาร์นีย์ถามอย่างรู้ใจ พลางเตรียมจะหยิบแก้ว
"วันนี้ขอผ่านก่อน" ธอร์นยกมือห้าม สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นเล็กน้อย "ช่วงนี้ธุรกิจเป็นไงบ้าง?"
"ก็เรื่อยๆ ครับ ลูกค้าแน่นเหมือนเดิม" บาร์นีย์ตอบ พลางวางผ้าเช็ดแก้วลง แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ทั้งสองคน "แต่ดูจากหน้าตาพวกคุณแล้ว... ไม่ได้มาถามสารทุกข์สุกดิบผมเฉยๆ แน่ มีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ?"
ธอร์นสบตากับคอลด์เวลล์เล็กน้อย ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเข้าประเด็น
"เราอยากถามเรื่องเด็กเสิร์ฟในร้านของคุณหน่อย... คนที่ชื่อ เบ็ตตี้"
บรรยากาศภายในบาร์ "เดอะ แบล็ค สวอน" ยังคงครึกครื้นด้วยเสียงเพลงแจ๊สและเสียงพูดคุยของเหล่าคนใช้แรงงาน แต่ที่มุมหนึ่งของเคาน์เตอร์บาร์ บรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นเมื่อสองนายตำรวจเริ่มซักไซ้ไล่เลียง
สารวัตรธอร์นเคาะนิ้วลงบนเคาน์เตอร์ไม้เป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบจ้องมองเจ้าของร้าน "สี่คืนแล้วนะบาร์นีย์... ที่เบ็ตตี้ไม่กลับบ้าน แม่ของเธอมาแจ้งความแล้ว คุณจะบอกว่าคุณไม่รู้อะไรเลยรึไง?"
บาร์นีย์ถอนหายใจยาว วางแก้วที่กำลังเช็ดลง "สารวัตรครับ สาบานได้เลย ปกติเบ็ตตี้เป็นเด็กขยันจะตาย ไม่เคยขาดงาน ไม่เคยมาสาย... แต่ยอมรับว่าช่วงหลังๆ มานี้ เธอดูแปลกไปหน่อย"
"แปลกยังไง?" จ่าคอลด์เวลล์ถามสวนขึ้นทันที ปากกาจดจ่ออยู่ที่สมุดบันทึก
"ก็..." บาร์นีย์ทำท่าครุ่นคิด "เธอดูมีความสุขผิดปกติ เหมือนคนกำลังตกหลุมรักน่ะครับ เธอมักจะมาเล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้กำลังคุยกับใครบางคนอยู่ เป็นผู้ชายที่แสนดี แต่พอผมถามว่าเป็นใคร เธอก็ไม่ยอมบอกชื่อ บอกแค่ว่าเป็นความลับ"
"แล้วคุณพอจะรู้ไหมว่าเธอสนิทกับลูกค้าคนไหนเป็นพิเศษบ้าง?" ธอร์นซักต่อ
บาร์นีย์กวาดสายตามองไปรอบร้าน พยายามนึก "ก็มีพวกขาประจำที่ชอบมาแซวเธอนั่นแหละครับ อย่างเจ้าจิมมี่ช่างกล ตาแก่อาร์เธอร์ที่ขายปลา แล้วก็ไอ้หนุ่มทหารเรือที่ชื่อวิลสัน... พวกนี้ก็ตอมเธอหึ่ง แต่เบ็ตตี้ก็ไม่เคยเล่นด้วยสักคน"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
"เอ้อ... จะว่าไป มีอีกคนนึงที่เธอมักจะพูดชมให้ฟังบ่อยๆ จนผมจำได้"
"ใคร?" สองตำรวจถามขึ้นพร้อมกัน
"คุณหมอกาเบรียลครับ" บาร์นีย์ตอบ "หมอหนุ่มที่เปิดคลินิกอยู่แถวไฮสตรีทนั่นแหละ เบ็ตตี้ชอบเล่าว่าคุณหมอใจดีอย่างนั้น สุภาพอย่างนี้ เหมือนเธอจะแอบปลื้มเขาเอามากๆ เลยล่ะ"
ธอร์นกับคอลด์เวลล์หันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ชื่อของแพทย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงหลุดออกมาในบทสนทนา เป็นเบาะแสที่น่าสนใจและคาดไม่ถึง
"แล้วคืนนั้น..." ธอร์นหรี่ตาลง น้ำเสียงกดต่ำ "คืนก่อนที่เบ็ตตี้จะหายตัวไป... หมอกาเบรียลได้มาที่บาร์นี้หรือเปล่า?"
บาร์นีย์รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "โอ๊ย ไม่หรอกครับสารวัตร นานๆ ทีคุณหมอเขาจะโผล่มาที่ร้านสกปรกๆ แบบนี้สักครั้ง เขาเป็นคนระดับนั้น จะมาสนใจเด็กเสิร์ฟในบาร์ได้ยังไง อีกอย่าง... คืนนั้นผมไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาเลย"
เจ้าของบาร์ยักไหล่ ก่อนจะสรุปความเห็นส่วนตัว "ถ้าให้ผมเดานะ... ที่เธอบอกว่ามีความรักน่ะ สงสัยจะไปเจอกับเศรษฐีต่างถิ่นหรือพวกกะลาสีหนุ่มกระเป๋าหนักสักคน แล้วก็คงหนีตามกันไปเสวยสุขแล้วทิ้งแม่ไว้ข้างหลังจริงๆ นั่นแหละครับ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยจะตายไปในลอนดอน"
สารวัตรธอร์นไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธความเห็นนั้น เขาเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ แต่ในแววตากลับฉายแววครุ่นคิด...
"หมอกาเบรียลอย่างนั้นรึ?"
ณ สวนสาธารณะเล็กๆ ที่เงียบสงบในย่านชานเมือง ท่ามกลางสายหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยต่ำ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นอยู่กลางลานน้ำพุร้าง... มันไม่ใช่รูปปั้นหินอ่อนแกะสลัก แต่เป็น "ประติมากรรมเลือด" ที่สดใหม่และน่าสยดสยอง
ชาวบ้านคนแรกที่เดินผ่านมาเห็นถึงกับทรุดลงกับพื้น กรีดร้องจนเสียงหลงด้วยความหวาดผวา ผู้คนเริ่มมุงดูด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็อาเจียนออกมาทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า บ้างก็รีบเอามือปิดตาเด็กและวิ่งหนีไป
ไม่นานนัก รถตำรวจก็เปิดไซเรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แหวกฝูงชนเข้ามา สารวัตรธอร์นและจ่าคอลด์เวลล์ก้าวลงจากรถ สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียด แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับ "สิ่งที่อยู่ตรงหน้า" แม้แต่นายตำรวจผู้เจนจัดในสนามรบอย่างธอร์นยังต้องกลั้นหายใจ
"พระเจ้าช่วย..." คอลด์เวลล์อุทาน มือยกขึ้นปิดจมูกเพื่อกันกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
เบื้องหน้าพวกเขาคือร่างของมนุษย์... หรือสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์ ถูกจัดวางให้อยู่ในท่าคุกเข่า สองมือพนมไหว้แนบอกราวกับเทพธิดาผู้ศรัทธาต่อพระเจ้า
แต่สิ่งที่ทำให้มันดูวิปลาสที่สุดคือ "ผิวหนัง"
ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งผิวหนังห่อหุ้ม เหลือเพียงกล้ามเนื้อสีแดงสดและเส้นเอ็นที่เผยให้เห็นโครงสร้างกายวิภาคชัดเจน ผิวหนังบริเวณใบหน้าถูกเฉือนออกไปจนเกลี้ยง ไม่เหลือเค้าโครงหน้าเดิม ไม่มีเปลือกตา ไม่มีริมฝีปาก และเส้นผมบนหนังศีรษะก็ถูกลอกออกไปจนหมดสิ้น ทำให้ไม่สามารถระบุได้เลยว่าผู้ตายเป็นใคร
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือแผ่นหลังที่ชุ่มเลือด...
มี "ปีก" ขนาดใหญ่คู่หนึ่งกางสยายออกมาจากแผ่นหลังของศพ มันไม่ใช่ปีกขนนก แต่เป็นปีกที่ถูกตัดเย็บขึ้นมาจาก "ผิวหนังมนุษย์" ผิวหนังของเหยื่อรายนี้เอง ที่ถูกนำมาขึงกับโครงลวดและเย็บติดกลับเข้าไปใหม่ด้วยด้ายสีดำเส้นหนา รอยเย็บตะเข็บนั้นประณีตบรรจงราวกับงานฝีมือชั้นสูง
"ไอ้สารเลว..." ธอร์นกัดฟันกรอด เดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ โดยพยายามไม่เหยียบรอยเลือด "มันถลกหนังเธอออก... แล้วเอามาทำเป็นปีก... จัดท่าให้เธอเหมือนนางฟ้า"
"เราดูไม่ออกเลยครับสารวัตรว่าเป็นใคร" คอลด์เวลล์พูดเสียงสั่น ขณะก้มลงมองใบหน้าที่เหลือเพียงกล้ามเนื้อแดงฉาน "ไม่มีหน้า ไม่มีลายนิ้วมือ... เราจะระบุตัวตนยังไง?"
ธอร์นยืนนิ่ง จ้องมองผลงานศิลปะวิปลาสตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
"ไม่ต้องระบุตอนนี้หรอก... แต่ดูจากความประณีตของการลงมีด การแยกชั้นกล้ามเนื้อ และการเย็บแผลนี่สิ..." สารวัตรเฒ่าชี้ไปที่รอยเย็บที่ปีก "คนทำต้องมีความรู้เรื่องกายวิภาคเป็นเลิศ... และจิตใจต้องวิปริตผิดมนุษย์"
"นี่ไม่ใช่แค่การฆ่าเพื่อปิดปาก หรือฆ่าชิงทรัพย์แล้วจ่า..." ธอร์นหันมามองคู่หูด้วยแววตาดุดัน
"แต่มันคือการล่าเพื่อสร้างผลงาน... ไอ้คนทำมันคือปีศาจโรคจิตตัวพ่อเลยล่ะ"
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของฝูงชน เสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว และเสียงตะโกนสั่งการของตำรวจที่พยายามกันคนให้ออกห่างจากจุดเกิดเหตุ... มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นที่ไร้ความรู้สึก
กาเบรียล ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบนอก เขาอยู่ในชุดโค้ทตัวยาวสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต มือทั้งสองข้างล้วงลึกเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีผ่อนคลาย ต่างจากคนรอบข้างที่กอดตัวเองด้วยความหนาวเหน็บและหวาดผวา
ดวงตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกแฟลตแคปทอดมองผ่านไหล่ของผู้คน ตรงไปยังผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานน้ำพุ
ในสายตาของคนอื่น... มันคือซากศพที่น่าสยดสยอง คือความวิปริตผิดมนุษย์
แต่ในสายตาของกาเบรียล... มันคือความสมบูรณ์แบบของ "เครูบ" ที่เขาเป็นผู้ให้กำเนิด
เขาได้ยินเสียงสบถของสารวัตรธอร์นแว่วมาตามลม
"ไอ้คนทำมันคือปีศาจโรคจิตตัวพ่อ..."
มุมปากของกาเบรียลกระตุกขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น เป็นรอยยิ้มเยาะหยันต่อความเขลาของมนุษย์ที่ไม่เข้าใจศิลปะอันสูงส่ง พวกเขามองเห็นแต่ความตาย... ในขณะที่เขามองเห็นการชุบชีวิตในรูปแบบใหม่
เขาซึมซับความหวาดกลัวเหล่านั้น... เสียงกรีดร้องคือคำสรรเสริญ ความโกลาหลคือการเฉลิมฉลอง
เมื่อเสพสมอารมณ์ศิลป์จนพอใจแล้ว กาเบรียลก็ดึงมือข้างหนึ่งออกจากกระเป๋า ยกขึ้นขยับปีกหมวกให้กระชับลงมาปิดบังใบหน้าอีกเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่สง่างามและใจเย็น
ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความสะใจที่โฉ่งฉ่าง มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือก
เขาหันหลังให้กับความวุ่นวายนั้น แล้วก้าวเท้าเดินจากไปเงียบๆ กลืนหายไปกับสายหมอกและฝูงชน ทิ้งไว้เพียงผลงานชิ้นโบแดงที่กำลังกรีดร้องความจริงใส่หน้าชาวลอนดอนว่า... พระเจ้าองค์ใหม่ได้จุติลงมาแล้ว