ไม่คาดคิดว่าแม่หญิงคู่หมั้นคู่หมายจะมีนิสัยแปลกไป แตกต่างจากผู้หญิงทุกคนในยุคนี้ราวกับเธอเป็นคนอื่นที่เขาไม่รู้จัก ไม่หนำซ้ำยังกอดแขนกอดคอเรียกเขาว่าเพื่อนและสาวได้หน้าตาเฉยทั้งที่เธออายุน้อยกว่าเขาหลายขวบปี ตอนแรกยังว่าเขาแก่อยู่เลยอยู่ๆ ก็มาเป็นเพื่อนเสียอย่างนั้น
“หึ....” ออกพระรามแอบมองพริกแกงที่กำลังทำท่าทางประหลาดอยู่แถวๆ ท่าน้ำหลังจากที่เจรจาต่อรองกันเสร็จเรียบร้อยในเรื่องที่เขาไม่เข้าใจภาษาแต่ก็พอเข้าใจความหมายที่เธอต้องการจะสื่อถึง ในสายตาของพริกแกงตอนนี้เขาเป็นพวกบันเดาะนอกรีตที่ครอบครัวไม่ยอมรับและปกปิดตัวเองไว้ แถมเจ้าหล่อนยังยอมรับได้ช่วยแต่งงานปกปิด
“นี่มันเรื่องวิปริตกระไรกันหนอ” พูดไปมองท่าทางของหญิงสาวไปและยิ้มออกมา
“มองดูอะไรรึพ่อราม” ผู้เป็นแม่เดินเข้ามาหาลูกชายตัวเองทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งโหยงรีบหันกลับไปทางต้นเสียงทันทีพร้อมกับเอาตัวเองบังหน้าต่างไว้
“ดึกดื่นป่านนี้เจ้าคุณแม่ออกมาพบลูกด้วยเรื่องอันใดกันขอรับ?”
“เรื่องแม่พริก”
“ทำไมรึขอรับ?”
“บ่าวไพร่ลือกันให้ทั่วว่าแม่พริกโดนพิษจนวิปลาส แม่เห็นเป็นจริงดังบ่าวไพร่ว่า”
“งั้นรือขอรับ...” ตอบเพียงแค่นั้นเพราะคิดว่าจริงอย่างที่คนอื่นว่า
จากการพูดจาท่าทางกริยาต่างๆ มันแตกต่างออกไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินเรื่องกริยามารยาทของแม่หญิงพริกแกงที่เมืองละโว้จากที่สืบเสาะมา ถึงอย่างนั้นมันก็แปลกไปจากที่ได้ยินมาเสียหน่อย เรื่องที่เคยได้ยินว่าชอบชม้อยชม้ายชายตายั่วยวนชายทุกผู้ไม่สงวนท่าทีทุกตัวคนนั่นยังไม่ทันได้เห็นเป็นจริงดังเขาเล่าอ้างกันมา
“ไตร่ตรองแล้วก็สงสารนางหนาพ่อราม”
“..ขอรับ..”
“หากนางมิได้เดินทางมายังเรือนเราที่อยุธยาคงจักมิต้องประสบพบเจอเรื่อง”
“ลูกผิดเองขอรับเจ้าคุณแม่”
“แม่มิได้หมายว่าอย่างนั้น...แม่รู้สาแก่ใจดีว่าพ่อรามมีใจให้แม่เดือนแรม”
“ขอรับ? ...เอ่อ..”
“แต่ถึงกระนั้นแม่พริกก็เป็นคู่หมายของพ่อรามนะลูก แม่อยากให้พ่อไตร่ตรองดูเสียหน่อย”
“......”
“หักใจจากแม่เดือนแรมเสีย จักมิได้เสียสัตย์ที่เจ้าคุณพ่อให้กับเพื่อนไว้และเรื่องจักมิได้บานปลายเกินกว่าจักแก้ได้”
“ลูกยังพอมีเวลาขอรับ...ขอลูกทำงานราชนี้สำเร็จก่อนลูกจักให้คำตอบขอรับ”
เมื่อคุณหญิงซ่อนกลิ่นได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะเข้าไปจับแขนแกร่งของลูกชายแล้วพยักหน้ารับที่อย่างน้อยลูกชายของตนก็ยังฟังตนและที่เขาจะลองคิดเรื่องของพริกแกงอยู่บ้าง
“ดึกมากแล้วขอรับ เจ้าคุณแม่เข้าเรือนเถิด...ประเดี๋ยวจักป่วยเพราะน้ำค้างเอาได้” พูดพร้อมประคองผู้เป็นแม่เดินไปยังหน้าห้องก่อนจะรอส่งจนคุณหญิงซ่อนกลิ่นเข้าห้องปิดประตูไป จะเหลือก็แต่คู่หมั้นคู่หมายของเขานั่นแหละที่ยังไม่ยอมขึ้นเรือนเสียที
ออกพระรามจึงเดินลงไปอีกครั้งก็เห็นพริกแกงกำลังโยกย้ายส่ายเอวหัวเราะคิกคักกับบ่าวของตน เขาจึงชะงักแล้วรีบหันหลังให้เธอทันทีด้วยความเขินอายกับท่าทางที่ดูยั่วยวนนั้นของเธอ
“อะฮึ่ม! ดึกมากแล้วหนาออเจ้า ทำท่าทีประหลาดยั่วยวนผีสางอยู่รือ มิอายฟ้าอายดินอายข้าบ้างเลยรือ?”
“อ้าว จะอายทำไมในเมื่อคุณออกพระไม่ได้มีความรู้สึกกับเรือนร่างผู้หญิง ‘สวย’ อย่างข้านี่เจ้าคะ”
“แม่หญิงอย่าเอ็ดไปเจ้าค่ะ! ประเดี๋ยวผู้ใดจะมาได้ยินเข้ามันจักเสียท่านออกพระ” บ่าวทั้งสามพูดห้ามปรามพร้อมกัน
“ถึงกระนั้น...”
“ต่อให้ข้า...” พูดแทรกขึ้นพร้อมกับเดินไปใกล้ร่างกำยำกรีดกรายปลายนิ้วที่ไหล่แกร่งเดินนวยนาดสะบัดบั้นท้ายไปตรงหน้าเขาก่อนจะไล่ปลายนิ้วลงมายังอกกำยำนั้นและเลื่อนลงมาเรื่อยๆ พร้อมกับสายตาหวานหยาดเยิ้ม
“จะยั่วๆ บดๆ คุณออกพระแค่ไหนก็ไม่เห็นเป็น...” พูดแล้วก็ส่ายเอวไปมายั่วยวนคนตรงหน้า
หมับ!!
มือหนาคว้าข้อมืออวบของเธอไว้แน่นทั้งที่เธอยังพูดไม่จบ สายตาดูดุดันจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าพร้อมขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความอายแต่เก็บอาการ...และพยายามข่มใจชายแท้ที่ซ่อนอยู่เอาไว้
“จริงดังออเจ้าว่า แต่...” หันกลับมาเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้จ้องมองเข้าไปในดวงตานั้น คราวนี้คนที่เอี้ยวเอนตัวหลบเห็นทีจะเป็นเธอไปเสียแล้ว พริกแกงจ้องมองเขานิ่งสายตาอดใจสำรวจใบหน้าหล่อคมหวานนั้นไม่ได้ราวกับโดนมนต์สะกด..
“มิเห็นควรที่ออเจ้าจักมายั่วยวนข้าเช่นนี้...”
“เอ่อ....”
“เพราะถึงอย่างไรร่างกายข้าก็เป็นชาย พวกบันเฑาะก์พึงใจชายก็หาต้านอารมณ์ที่ถูกยั่วยวนได้ไม่ มิว่าหญิงรือชาย”
“......” พริกแกงถึงกับเงียบจ้องมองเขาค้าง ที่ค้างเพราะเธอไม่เข้าใจคำว่าบันเฑาะก์มันคือตัวอะไร ถึงได้นิ่งและต่อล้อต่อเถียงเขาไม่ได้ ออกพระรามรูปงามยกยิ้มขึ้นก่อนจะยอมปล่อยมือเธอ
“กลัวรึ? ข้าเพียงแค่ล้อออเจ้าเล่นอย่าได้กลัวไป”
“โธ่! เจเจ๊!”
“เจเจ๊? มันคืออันใด? มันมีชีวิตรือไม่?”
“เจเจ๊ หมายถึงพี่สาว ข้าจะใช้เรียกผู้ชายที่มีใจเป็นหญิงหรือรักกับผู้ชายด้วยกันที่อายุมากกว่าว่าเจเจ๊"
“ออเจ้าหมายความกระไร ข้ามิเห็นจักรู้ความ”
“ชายที่มีใจรักชายเจ้าค่ะ ชายที่ไม่สนใจเรือนร่างผู้หญิง”
“กระนั้นรึ” พยักหน้าเข้าใจแม้คิ้วยังคงขมวดแน่นด้วยความงุนงง
...เจเจ๊ก็เจเจ๊ว่ะ อ้ายรามเอ๋ย! มันคือตัวกระไรก็ช่าง....
ออกพระรามได้แต่คิดในใจยอมไปก่อนเดี๋ยวไม่อย่างนั้นจะเสียการใหญ่ ยังไม่รู้เลยว่าออกหลวงคนไหนเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ ถ้าความรั่วไหลว่าเขาไม่ใช่พวกบันเฑาะก์จะเข้าไปในโรงน้ำชานนั้นไม่ได้แล้วจะสืบไม่ได้เรื่อง ยังไงช่วงนี้เขาก็ต้องไปไหนมาไหนกับจหมื่นสุนทรเป็นหลักอยู่แล้วเพื่อให้เห็นว่าสนิทสนมกันมากเพียงใด แม้จะไม่อาจโจ่งแจ้งได้แต่พวกบันเฑาะก์ด้วยกันจักมองออก
“ว่าแต่...บัน..เฑาะก์ คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
“ถามอ้ายอีพวกนี้เอาเองเถิด ข้ากระดากที่จักตอบ” พูดจบก็เดินขั้นเรือนไป...
“อ้าว นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป อะไรของเจเจ๊วะ?” พริกแกงเกาหัวมองตามหลังออกพระรามไป ก่อนจะหันไปหาบ่าวทั้งสามที่นั่งหลบสายตาเธออยู่
“บันเฑาะก์คืออะไร?” นั่งลงหยองถามบ่าวคนสนิททั้งสามอย่างไม่ถือตัว บ่าวทั้งสามกระอึกกระอักที่จะตอบก่อนที่สาลี่จะเป็นคนพูดออกมาเพราะสายตาคาดคั้นของหญิงผู้เป็นเจ้านาย
“บันเฑาะก์คือ...เอ่อ...ชายผู้มีกามราคะมากเจ้าค่ะ”
“ฮะ? ...แล้ว?”
“ชายผู้มีกามราคะมากล่อลวงชายด้วยกันประพฤตินอกรีต...” จันเอ่ยเสริม
“อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง”
“แต่มิเป็นที่ยอมรับได้เจ้าค่ะ จักพูดบันเฑาะก์ไปทั่วมิได้ จักหมายว่าด่าทอชายผู้นั้นด้วยเจ้าค่ะมิสมควร” สาลี่เอ่ยต่อ
“ให้ผู้ใดรู้ก็มิได้เจ้าค่ะ เสียชื่อถือว่าอัปมงคลจักพาลทำให้คนในเรือนเสียตำแหน่ง โทษหนักถึงตายเจ้าค่ะ” แจ่มพูดขึ้นด้วยท่าทีหวาดหวั่น เพราะอย่างนี้พวกบ่าวถึงได้หันหลังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะยังไงออกพระรามก็เป็นผู้มีพระคุณของบ่าวและทาสที่เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำไถ่ชีวิตมาให้ทำงานในบ้านไม่ต้องไปขายแรงงานเป็นทาสชาติอื่น..
“น่าสงสารจัง...ไม่เห็นเหมือนอีกสามร้อยกว่าปีข้างหน้าเลย...แล้วอย่างนี้จะรักกันได้ยังไงล่ะ” พูดไปพร้อมกับทำหน้าสลดนึกสงสารออกพระที่เธอเรียกว่าเจเจ๊ขึ้นมาทันที ตำแหน่งก็ใหญ่โตแต่ต้องมาแอบรักกับชายที่รักแบบหลบๆ ซ่อนๆ มิน่าละถึงได้ประวิงเวลาไม่แต่งงานสักที
“ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วขึ้นเรือนเถิดเจ้าค่ะแม่หญิง” จันพูดขึ้นด้วยท่าทีเป็นห่วง
“ประเดี๋ยวดึกดื่นมากกว่านี้แล้วจักป่วยไข้เอาได้เจ้าค่ะ” แจ่มเอ่ยต่อ
พริกแกงพยักหน้าก่อนจะเดินนำพวกบ่าวทั้งสามไปที่ห้องหรือที่พวกคุณๆ เขาเรียกว่าเรือนหอนอน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปอาบน้ำอาบท่าหลังจากออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัว แม้จะหิวแต่เธอก็มีความอดทนมากพอที่จะไม่กินมื้อดึก การเปลี่ยนแปลงไปทั้งลักษณะนิสัยการกินและนิสัยอื่นๆ ของแม่หญิง ทำให้พวกบ่าวที่ตามรับใช้ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงไม่น้อย จะว่าดีก็ดีจะว่าไม่ดีก็ตรงที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองนี่แหละนี่น่าเป็นห่วง
“ฮัดชิ้ว!!”
หลังจากที่จัดการอาบน้ำเสร็จท่ามกลางอากาศที่เย็นลงในยามค่ำคืนดึกดื่น พริกแกงก็ได้แต่กอดตัวเองกับผ้าคลุมไหล่ผืนบางแล้วรีบวิ่งเข้าห้องก่อนพวกบ่าวเสียอีก เล่นเอาบ่าวทั้งสามวิ่งตามแทบไม่ทัน
...สมัยก่อนทำไมหนาวขนาดนี้วะ ไม่ใช่ว่ามีฤดูร้อน ร้อนมาก ร้อนโคตรๆ เหมือนสมัยเราเหรอเนี่ย...
เมื่อลองคิดเปรียบเทียบกันแล้ว ในโลกปัจจุบันหน้าหนาวมาเยือนแค่สองสามวันเท่านั้นนอกนั้นร้อนจนแทบอยู่ไม่ได้ แต่ยุคสมัยโบราณนั้นไม่ว่าฤดูไหนอากาศตอนกลางคืนจะเย็น อาจจะเป็นเพราะว่าต้นไม้ใบหน้าเยอะกว่าปัจจุบัน ไม่ว่าเจ้าขุนมูลนายตำแหน่งไหน ต่างก็มีที่นาไว้ปลูกข้าว พืชผักซะส่วนใหญ่ รอบบ้านจะมีแต่ดอกไม้ใบหญ้านาข้าวนาบัว
“ปกติพวกพี่นอนที่ไหน?”
“พวกบ่าวจักนอนอยู่หน้าเรือนแม่หญิงเจ้าค่ะ เกิดเหตุกระไรขึ้นแม่หญิงเรียกบ่าวได้ตลอดเลยเจ้าค่ะ” สาลี่ตอบ
“จะเกิดเหตุอะไรล่ะ บ้านนี้ก็เป็นถึงบ้านท่านออกญาไม่ใช่เหรอ? ใครมันจะกล้าเข้ามาเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งล่ะ”
“จริงดังแม่หญิงว่าเจ้าค่ะ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีโจรเก่งกล้าอยู่มิน้อยเลย” จันพูดขึ้นเสียงแผ่วราวกับกลัวใครที่ไหนจะมาได้ยิน พริกแกงก็ได้แต่พยักหน้ารอให้พวกบ่าวแต่งตัวให้แล้วเสร็จก็ลุกพรวดขึ้นเปิดประตูห้องเดินออกไปทันที
“แม่หญิง! แม่หญิงจักไปที่ใดรือเจ้าคะ?!” แจ่มทักท้วงขึ้นอย่างหน้าตาตื่น
“ข้าว่าจะไปคุยกับคุณออกพระหน่อย”
“มิได้เจ้าค่ะ มิงาม...เป็นหญิงเป็นนางจักไปเคาะห้องชายได้อย่างไร” สาลี่พูดขึ้นหน้าตาตื่นรีบลุกเดินไปนั่งขวางทางข้างหน้าแม่หญิงของตนทันทีด้วยสีหน้าจะร้องไห้ ก่อนที่บ่าวอีกสองคนจะเดินมาขวางทางด้วยอีกแรง