๖.มิสมควร

2738 Words
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เจเจ๊เป็นเพื่อนสาวไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างข้าไม่คิดว่าคุณออกพระเป็นชายเลยสักนิด” ว่าจบก็เดินเบี่ยงบ่าวทั้งสามไปแต่บ่าวทั้งสามก็รีบวิ่งไปดักหน้าจับเท้าเธอก้มหัวลงแทบจะชิดติดเท้าแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือทำเอาเธอตกใจไม่น้อย “หากแม่หญิงไป พวกบ่าวหลังลายเป็นแน่เจ้าค่ะ” แจ่มพูด “ไม่มีใครกล้าตีพวกพี่หรอกเชื่อข้า! ข้าจะปกป้องพวกพี่เอง” พูดพร้อมกับตบบ่าบ่าวทั้งสามก่อนจะรีบเดินไปยังห้องหอนอนตรงข้าม พวกบ่าวเห็นอย่างนั้นก็จำยอมต้องตามแม่หญิงของตนพร้อมกับมอบลงก้มหัวตัวสั่นอยู่หน้าห้อง ก๊อกๆ ... “เจเจ๊ หลับหรือยังเจ้าคะ?” เคาะไปพลางเรียกไปแต่เสียงยังคงเงียบกริบ เธอเงี่ยหูแนบประตูไม้หวังจะฟังเสียงด้านใน แอบคิดว่าออกพระอาจจะนัดชายใดมาที่ห้องก็ได้ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วเธออยากรู้ว่าชาวLGBTQ+สมัยอยุธยาจะหาทางพลอดรักกันอย่างไร ก๊อกๆ ... “เจเจ๊..หลับหรือ...ว๊าย!!” ไม่ทันตั้งตัวใบหน้าที่แนบกับประตูไม้สีเข้มก็ถลาเข้าไปชนกับอกแกร่งแข็งทันทีจนเธอร้องเสียงหลง เขาเองก็รีบรับตัวเธอไว้ด้วยสัญชาตญาณก่อนที่ทั้งสองจะมองหน้าที่ใกล้กันแค่คืบนิ่งค้างอย่างนั้น “อะ...เอ่อ...” พริกแกงรีบดีดตัวออกจากอ้อมกอดแกร่งของเขาด้วยท่าทีขวยเขิน แอบคิดไปครู่หนึ่งว่าถ้าเขาไม่ใช่เพื่อนสาวหรือเจเจ๊เธอคงจะเผลอใจไปแล้ว ดีนะที่ไหวตัวทัน... “มีกระไรอีกออเจ้า เคาะห้องชายดึกดื่นมิพึงกระทำอย่างยิ่ง” พูดเสียงดุใบหน้าของเขาเองก็ดุเธอด้วย พริกแกงกระแอมกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปยิ้มแป้นแล้นให้เขาแทน “ไม่เห็นเป็นไรนี่เจ้าคะ คุณออกพระไม่ใช่ชายสักหน่อย” พูดอย่างไม่รู้สำนึก “ฮึ่ม...ถึงกระนั้นออเจ้าก็มิควร ใครมาเห็นเข้าจักดูไม่งาม” “มีเรื่องจะถามเจ้าค่ะ” “เรื่องกระไรอีก ทุกชั่วยามเลยหนา...มีเรื่องให้ข้าเวียนหัวมิหยุดหย่อน” “เข้าไปคุยกันข้างในเถอะเจ้าค่ะ” “ประเดี๋ยว!...” ร้องห้ามไม่ทัน เมื่อหญิงสาวไม่พูดเปล่าคว้าท่อนแขนแกร่งของเขาเดินเข้าห้อง ออกพระรามรีบดึงรั้งตัวเองไว้ทำให้เธอก้าวเข้าห้องของเขาได้เพียงก้าวเดียว “อะไรอีกล่ะเจ้าคะ?” “มิได้เด็ดขาด! ชายหญิงยังมิออกเรือนมิสมควรอยู่ในหอนอนสองต่อสอง!” “ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไรไงเจ้าคะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย” “มิได้ก็คือมิได้! ออเจ้าฟังมิรู้ความรือ?! ผู้ใดรู้เข้าออเจ้าจักเสียหาย! แม่หญิงใดอยุธยามิเคยทำกริยาอย่างออเจ้า!!” “โอ๊ย! ก็อย่าให้ใครรู้สิเจ้าคะ ดึกดื่นป่านนี้ใครจะตื่นมาสาระแนเรื่องคนอื่นกัน” “แม่พริก!!” ออกพระรามแทบจะเลือดขึ้นหน้าที่หญิงสาวตรงหน้าเถียงคำไม่ถกฟาก ซ้ำยังไม่ฟังที่เขาเตือนเสียอีก..ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ดื้อด้านที่จะเข้าไปในห้องของเขากัน ออกพระรามหันไปมองบ่าวทั้งสามด้วยสายตาดุก่อนจะแผดเสียงขึ้นด้วยความโกรธ “พวกเอ็งมิรู้จักยั้งแม่หญิงเลยรือ!! กูจักสั่งโบยเสียให้เข็ดหลาบ!!” ความโกรธของออกพระทำเอาพริกแกงถึงกับหน้าเหวอ เวลาเขาโกรธไม่เหมือนตัวแม่ตัวมัมในยุคสมัยเธอเลย กลับเหมือนผู้ชายดุดันแบบแมนทั้งแท่งมากกว่า ...ผู้ชายโบราณโหดกันทุกคนเลยเหรอวะ...ขนลุก... “ฮือๆ ...มิได้เจ้าค่ะ บ่าวผิดไปแล้ว พวกบ่าวห้ามแล้วเจ้าค่ะท่านออกพระ” สาลี่พูดพร้อมกับร้องไห้โฮออกมาอย่างหวาดกลัวตัวสั่นเทิ่ม ไม่ต่างจากจันและแจ่มที่ก้มหัวรวมชิดติดกันไม่กล้าเงยหน้า พริกแกงเห็นอย่างนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ออกพระรามและมองหน้าเขาอย่างทึ่งๆ ก่อนจะมองบ่าวรับใช้ของตน “ไม่เห็นต้องโหดขนาดนั้นเลยเจเจ๊! พวกพี่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” “พี่รึ? ออเจ้าเรียกนางพวกบ่าวว่าพี่รึ?” “ก็ใช่น่ะสิ อายุมากกว่าข้าตั้งหลายปี” “ข้าเองก็อายุอานามมากกว่าออเจ้าหลายกว่าปี เหตุใดจึงมิเคารพ!” พูดไปทั้งที่ยังมีอารมณ์โทสะอยู่กับความดื้อดึงของเธอ ไม่หนำซ้ำยังตีหน้าซื่ออึ้งทึ่งกับความโกรธของเขาอย่างกับไม่เคยพบเคยเห็นใครโกรธมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมแพ้และถอยกลับห้องตัวเองไปเลยสักนิด “ถ้าจะโกรธขนาดนั้นก็มาตีข้าเถอะ ข้าแค่อยากจะมาถามเพราะเป็นห่วงเฉยๆ” “ห่วงข้ารือ?! ออเจ้าห่วงข้าเรื่องอันใดถึงได้กล้ามาเคาะหอนอนข้าเช่นนี้!” พูดไปพร้อมกับเดินเข้าหาเธอไปด้วยสีหน้าที่ไม่เชื่อกับสิ่งที่เธอพูดออกมา “ก็...ก็...คือ...” พูดไม่ออกได้แต่เดินถอยหลังเข้าห้องไปและไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ ได้แค่ลอบมองเป็นระยะเท่านั้น “ออเจ้าเห็นว่าชายใดเป็นบันเดาะก็จักเข้าเหอนอนไปด้วยสองต่อสองได้มิเสียหายงั้นรือ?! ถูกเนื้อต้องตัวได้มิเป็นกระไร??!!” “เอ่อ...ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ก็แค่ไว้ใจมาก...ขึ้น...” “ดี! ข้าจักทำให้ออเจ้านึกไตร่ตรองเสียใหม่” ออกพระรามพูดแค่นั้นก็หันไปปิดประตูทันที ทำเอาบ่าวทั้งสามรีบกุลีกุจรเข้าไปเกาะประตูห้องอย่างหวาดหวั่น ทั้งเคาะทั้งร้องห่มมร้องไห้เรียกแม่หญิงของตน แต่ออกพระรามกลับไม่สนใจเสียงนั้นเลยสักนิด “เจเจ๊...อย่าเล่นแบบนี้ น่ากลัวนะ” พูดทั้งที่ยังถอยหลังไม่หยุด จ้องมองคนตรงหน้าที่หน้าทะมึงทึงจริงจังกับสิ่งที่พูดจนเธอเริ่มหวั่นใจ “จักกลัวไปไยเล่า ออเจ้าอยากรู้มิใช่รือว่าบันเดาะเป็นอย่างไรถึงได้ดื้อดึงจักเข้าหา!” “ก็ใช่ แค่คุยกันเฉยๆ ก็ได้...ว๊าย!!” พูดจบเขาก็ต้อนเธอจนล้มไปกับเตียงตั่งของเขา ก่อนจะตามมาคร่อมร่างของเธอไว้จนเธอเกร็งตัวเอามือปิดทาบอกด้วยท่าทางหวาดกลัว “คุยกันมันจักไปรู้ความได้อย่างไร? คนอย่างออเจ้าต้องปะกับตัวถึงจักรู้สำนึก” ออกพระรามพูดทั้งที่ใบหน้าแทบจะชิดติดกันก่อนที่เขาจะแกล้งโน้มเข้าไปที่ซอกคออวบขาวนั้น พริกแกงเห็นอย่างนั้นก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับหลับตาไว้แน่นก่อนจะพูดขึ้น “ไหนว่าไม่สนใจผู้หญิงไง!” “มิสน...หากเว้นแต่มาถึงในหอนอนเองเช่นนี้ก็อาจ....” พูดพร้อมกับแกล้งพ่นลมหายใจรดต้นคอ พริกแกงสะดุ้งโหยงรีบเอามือดันหน้าเขาออกแม้เขาจะขืนแรงไว้ไม่สมยอมก็ตาม “พอแล้วๆ! เลิกแกล้งได้แล้ว!! เข้าใจแล้วจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว!!” พริกแกงยังคงคิดว่าที่เขาทำเพราะต้องการสั่งสอนเธอ แต่สำหรับเขาตอนนี้นั้นเหมือนกับโดนปลุกให้ตื่นตัว ทั้งที่ตอนแรกก็แค่ตั้งใจจะสั่งสอนให้สำนึก...ออกพระรามข่มหักใจยอมลุกออกจากเธอหลังจากที่เห็นหญิงสาวใต้ร่างตัวสั่นเทา เขาหันหลังให้พริกแกงที่ยันตัวลุกพรวดขึ้น “ออกไปได้แล้ว...วันรุ่งพรุ่งนี้มีเรื่องกระไรก็ค่อยเจรจากัน” “อะ...อือ” “ทีหน้าทีหลัง...อย่าคิดอุกอาจทำเช่นนี้ที่ไหนไม่ว่ากับผู้ใดก็ตาม” “ค่ะ...เอ่อ...เจ้าค่ะ” แทบจะลืมคำพูดที่ต้องใช้ไปเสียหมดเพราะความตกใจทำให้ตอนนี้เธอยังมึนงงและเบลอไปหมด การสั่งสอนของเขามันน่ากลัวไปเสียหน่อยจนเธอเริ่มกลัว “เมื่อครู่...ข้าขอโทษ เพียงต้องการสั่งสอนออเจ้าว่าแม่หญิงมิควรกระทำเช่นนี้เท่านั้น...อย่าได้กลัวข้าเลยหนา” พูดเพราะความสงสารและเห็นใจ พอได้สติก็รู้สึกผิดที่โกรธเธอและทำกับเธอแบบนี้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าแม่หญิงในตอนนี้นั้นวิปลาสไปแล้วจากการที่ถูกพิษยาเพราะเขาหลีกเลี่ยงไม่ยอมไปรับเธอด้วยตัวเอง... พริกแกงเปิดประตูพรวดพราดออกมา บ่าวทั้งสามที่เกาะประตูร้องห่มร้องไห้ถึงกับกลิ้งกระเด็นไปคนละทิศละทางอย่างงงๆ ก่อนที่จะหันไปเห็นแม่หญิงของตนที่เดินออกมาสูดลมหายใจเข้าลึก เอามือโบกพัดใบหน้าพยายามเรียกสติของตัวเอง การอยู่กับออกพระรามสองต่อสองไม่ดีต่อใจเธอเลยสักนิด ถึงจะรู้ว่าเขาเป็นชาวเกย์อยุธยาก็เถอะ... “แม่หญิง! แม่หญิงเจ้าคะ!!” บ่าวทั้งสามเรียกเจ้านายของตนก่อนจะรีบวิ่งตามเธอที่เดินอย่างเร็วกลับไปยังห้องหอนอนของตัวเอง ออกพระรามเดินมามองตามหลังหญิงสาวคู่หมายจอมดื้อก่อนจะยกยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมา ดูก็รู้ว่าเธอเขินเขา... เมื่อเห็นว่าพริกแกงปิดประตูเรียบร้อยก็หันมาปิดประตูตัวเองบ้างลอบถอนหายใจมองเรือนร่างตัวเองและเจ้ารามยักษ์ที่มันตื่นตัวขึ้น... “เฮ้อ...” เอามือหนาลูบใบหน้าตัวเองทอดถอนหายใจอย่างหนักหน่วง การที่อยู่ใกล้เธอไม่ดีต่อใจเขาเช่นกัน ไม่หนำซ้ำหญิงสาวยังขยันถึงเนื้อถึงตัวด้วยใบหน้าแป้นแล้นมายั่วให้ตื่นแล้วจากไป “สงสัยเรื่องที่สืบได้ความมา...จักเป็นจริง” เรื่องที่เธอมักจะยั่วยวนชายหนุ่มให้อยากแล้วจากไป การถึงเนื้อถึงตัวโดยไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร กิริยาท่าทางที่ไม่สมเป็นแม่หญิงนั้นคงไม่ผิด ยิ่งคิดว่าจะต้องตกแต่งออกเรือนกับเธอที่มีชื่อเสียงแบบนี้ยิ่งปวดหัว เขาจะกำราบนิสัยนี้ของเธออย่างไรดี ออกพระรามสะบัดความคิดก่อนจะเดินกลับไปลงนอนที่เตียง นึกถึงใบหน้าที่เขาได้มองใกล้ๆ เมื่อครู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ในหัวตอนนี้นึกถึงเธอท่าทางของเธอจนต้องเอามือก่ายหน้าผาก แม้จะแปลกแต่ก็น่าสนใจไม่น้อย... ด้านพริกแกงเองก็ไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวทั้งสามแต่อย่างใดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในห้อง เธอเข้ามาถึงห้องก็ล้มตัวนอนเอาผ้าห่มผ้าแพรขึ้นมาปิดใบหน้า พยายามสะบัดความคิดที่กำลังนึกถึงใบหน้าหล่อคมหวานนั้นให้หลุดออกจากหัว “ไม่ได้สิอีพริก! นั่นตัวแม่ตัวมัมนะ” พูดไปยิ้มไป รู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าเขาไม่มองหญิงและยังมีชายคนรักอยู่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเขินกับความมาดแมนของเขาที่หลุดมาตอนโกรธ เขาทำให้เธอใจสั่นไปหมดทั้งที่รู้ว่าเขาตั้งใจจะสั่งสอนไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรจริงๆ ก็เถอะ แต่มันก็อดเขินไม่ได้... “ใครใช้ให้หล่อขนาดนั้นว้า...” พูดไปเขินไปจนเอาหน้ามุดผ้าห่มผ้าแพรนั้นแล้วดิ้นไปมา ก่อนจะลุกพรวดขึ้นหยุดชะงักยั้งตัวเอง “ไม่ได้ดิ...นั่นเจเจ๊นะเว้ย” พริกแกงเอามือตบหน้าตัวเองสะบัดศีรษะรัวๆ ก่อนจะทอดถอนหายใจล้มตัวลงนอนด้วยใบหน้าเซ็งๆ “อุตส่าห์มาไกลขนาดนี้ ยังไม่พ้นมีคู่หมั้นไม่ใช่ชายแท้อีก” ...ชีวิตหนอชีวิต ไม่ว่าจะชาติไหนยุคไหนก็เจอแต่ผู้ชายรักกัน ขนาดชาติก่อนแฟนยังนอกใจไปหาผู้ชายเลย... คิดแล้วก็ส่ายหน้าไปมาอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจข่มตานอนในที่สุด เพราะพรุ่งนี้เธอมีโปรแกรมทานอาหารและยังออกกำลังกาย สำรวจบ้านเรือนไทยหลังนี้...โปรแกรมเยอะแยะไปหมด...คิดจนเผลอแหลับไป... หลังจากคืนนั้นพริกแกงก็เลี่ยงและหลบหน้าออกพระราม ส่วนตัวเขาเองก็มีงานวุ่นออกไปข้างนอกทุกวันกลับมาอีกทีก็ดึกดื่นค่อนคืน จึงไม่ได้เจอหน้ากันจนเวลาล่วงเลยผ่านไปนานอีกเดือน พริกแกงก็เอาแต่อยู่ในห้องในเรือนพื้นที่ของตน แม้เรือนของออกพระจะอยู่ตรงข้ามมีเพียงไม้สลักแผ่นบางกั้นก็ตามที แต่กลับไม่เห็นหน้าค่าตากันเสียนาน เป็นเช้าที่เหมือนเช่นเคย เธอมักจะตื่นก่อนบ่าวในเรือนเพียงเพื่อที่จะมายืดเส้นยืดสายขยับร่างกายอยู่ในห้อง จะไปอาบน้ำอาบท่าก็ต่อเมื่อบ่าวทั้งสามตื่นขึ้นแล้วจึงค่อยมาแต่งตัว ระหว่างที่อบน้ำร่ำน้ำหอมนั้นก็ทำให้เธออยากที่รู้น้ำหนักของตัวเองแต่เพราะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยและความเป็นอยู่ของอดีต ในโลกปัจจุบันแค่ใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆ ก็ยากแล้ว ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นได้หรอก “ที่นี่เขาชั่งน้ำหนักกันยังไงหรอ?” เอ่ยถามขึ้นพลางมองรูปร่างของตัวเองตอนนี้ดูเป็นที่น่าพอใจอยู่มาก ผลพลอยได้จากความสม่ำเสมอของเธอตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็เป็นเวลาสองเดือนแล้วกับการเคร่งครัดจัดการรูปร่างที่เละเทะของเธอในยุคสมัยนี้ ใบหน้าสวยในกระจกที่เธอมองมันคือเธอในยุคปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยนสักนิด เธอไม่ได้อยู่ในร่างของคนอื่นแต่เป็นร่างของเธอเองเมื่อสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา... “แม่หญิงจักชั่งกระไรรือเจ้าคะ?” แจ่มเอ่ยถามทั้งที่ยังพลัดใส่สไบให้และยิ้มออกมาอย่างตกตะลึงกับรูปร่างของเจ้านายตนในตอนนี้ ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ “ชั่งตัวข้านี่แหละ” “ถ้าเช่นนั้นต้องไปชั่งตราชั่งฝาหรั่งเจ้าค่ะ เรียกว่าตาปอนด์” สาลี่เอ่ยพร้อมกับขัดพับผ้าซิ่นลายสวยให้ก็ถึงกับตาลุกวาว “ท่าจะยุ่งยาก ไม่เป็นไรก็ได้แค่นี้ก็พอจะเห็นแล้วว่าใช้ได้” พริกแกงพูดไปยิ้มให้ตัวเองในกระจกไป “แม่หญิงเอวเหลือแค่นี้เองเจ้าค่ะ” สาลี่เอ่ย “แม่หญิงของพวกเรางามยิ่งนัก” ทั้งสามเอ่ยพร้อมกันและมองพริกแกงผ่านกระจกด้วยใบหน้าอึ้งทึ่ง โดยที่ไม่รับรู้ถึงคนที่เงี่ยหูฟังอยู่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอยู่หน้าห้องพยายามฟังแต่ได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก ก๊อกๆ ... “แม่พริก...วันนี้เจ้าคุณพ่ออยากเห็นหน้าค่าตาออเจ้าเสียหน่อย ออกมารับข้าวปลาอาหารเสียบ้าง” “เจ้าค่ะ...” “อย่ามัวชักช้า...ห่มสไบไม่พอตัวรือถึงได้ช้านัก” พูดพร้อมเอามือไขว้หลังอย่างหงุดหงิดที่ผู้เป็นพ่อบอกให้เขามาตามเธอถึงหน้าหอนอน เหตุเพราะคิดว่าเขาไปทำอะไรให้เธอโกรธหรือเปล่าเธอถึงได้ไม่ยอมออกมารับข้าวรับน้ำเลยเป็นเดือน ทั้งที่เขาทำงานจนยุ่งไม่ได้รับรู้เรื่องเลย แต่ในใจก็แอบคิดว่าอาจจะโกรธคืนนั้นที่เขาแกล้งเพราะตั้งแต่คืนนั้นเธอก็ไม่มาให้เขาเห็นหน้าอีกเลย พริกแกงฟังคำพูดของคนที่อยู่หน้าประตูก็ถึงกับทำหน้ามุ่ยหลังจากพยายามแปลว่าที่เขาพูดหมายความว่ายังไง ก่อนจะเข้าใจว่าเขาพูดประชดประชันว่าโทษหุ่นของเธอเพราะเขาไม่คิดว่าเธอกินและนอนอยู่แต่ในห้องคงจะอ้วนท้วนสมบูรณ์จนห่มสไบไม่รอบตัว ....หนอย คุณเจเจ๊ปากแซ่บกล้าบูลลี่ฉันเลยเรอะ! เดี๋ยวจะจึ้ง!... ก๊อกๆ ... “แม่พริก...มิได้ยินที่ข้าพูดรือ รับคำแล้วใยมิออก....” ออกพระรามพูดไม่จบประโยคก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ ดวงตาคมเบิกกว้างจ้องมองหญิงสาวที่เปิดประตูออกมานิ่งค้าง.... “มาแล้วค่า แหม...” “นี่...แม่พริก...หรอกรือ?”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD