“นี่...แม่พริก...หรอกรือ?” ออกพระรามยังคงมองเธอนิ่งค้าง หญิงงามตรงหน้าเปลี่ยนไปเสียหมดทั้งรูปร่างหน้าตาแต่ก็ยังคงมีเค้าโครงหน้าเดิมของเธออยู่ พริกแกงยังคงยืนยิ้มแป้นอย่างสะใจเมื่อเห็นสีหน้าของเขา
“ก็พริกแกงนี่แหละค่ะ พริกแกงคนดีคนเดิม”
“...อ๋อ...เอ่อ...อืม...ออเจ้าเปลี่ยนไปมากเสียจน...”
“สวยล่ะสิ”
“สวย?”
“เขาเรียกอะไร งาม...งามล่ะสิ”
“ออ..อืม...ก็งามมากอยู่” พูดไปพร้อมยกยิ้มอย่างเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าการที่เธอหายหน้าไปอยู่แต่ในเรือนจะออกมาอีกทีเป็นหญิงงามจนเขาแทบจะไม่อยากวางละสายตาไปเสียอย่างนั้น
“เจเจ๊ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง”
รอยยิ้มได้หุบลงหลังจากที่ได้ยินเธอเรียกเขา หญิงงามที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายยังคงคิดว่าเขาเป็นบันเดาะไม่ได้มองว่าเขาเป็นชายแท้นั้นทำให้เขาแทบหมดอารมณ์จะเอ่ยชม ถึงเขาชมเธอไปเธอก็ไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใดและคงคิดว่าชมแบบเพื่อนสาวอย่างที่เธอเคยบอกไว้เป็นแน่ ชมแบบอิจฉาเธอคงคิดอย่างนั้น...แต่ก็จำต้องยอม
“เรื่องกระไร?”
“อยากขอไปตลาด จะไปซื้อเครื่องหอมกับสไบผืนใหม่” พริกแกงพูดขึ้นด้วยตาเป็นประกายจ้องมองเขาอย่างมีความหวัง เพราะจากที่ศึกษากับบ่าวทั้งสามมาตลอดสองเดือนนั้น
การที่เธอจะออกไปไหนมาไหนได้ต้องขอไปกับเขาไม่สามารถไปด้วยตัวเองได้เพราะเป็นแม่หญิง ถึงจะยุ่งยากเยอะแยะไปหน่อยก็เถอะ แต่เธออยากไปเลือกสีสไบใหม่อย่างที่เธอชอบ
“ค่อยคุยกันหลังกินข้าวกินน้ำให้แล้วเสร็จเสียก่อน”
“เย้!” พริกแกงกำมือชูขึ้นฟ้าอย่างดีใจ ทำเอาคนตรงหน้ามองท่าทางนั้นแล้วขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะเดินส่ายหน้าออกไปรอที่โต๊ะกลางบ้านที่ไว้สำหรับรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า ในความคิดของเขาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนกริยาท่าทางของเธอกลับได้เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่เจอเลยสักนิด
“เป็นอย่างไรแม่พริก โกรธเคืองอันใดพี่เขารือออเจ้า ถึงมิออกมารับข้าวเป็นเดือน” คุณหญิงซ่อนกลิ่นที่เห็นพริกแกงเดินตามลูกชายของตนออกมาก็รีบเอ่ยถามทันทีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเอ็นดู
“เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ แค่รับ...ประทานข้าวในเรือนไม่ได้โกรธคุณออกพระหรอกเจ้าค่ะ” พูดแล้วยิ้มเจื่อนก่อนจะคลานเข่าเข้าไปนั่งข้างๆ คุณหญิงอย่างรู้งาน ที่จริงแล้วมันเหลือที่ว่างอยู่แค่ที่เดียวถึงได้คลานเข้าไปนั่ง
“ออเจ้าดูแปลกเปลี่ยนไปหนา ดูมิคุ้นชินสายตาลุงเอาเสียเลย” ออกญาศรีสุริยะราชาเจ้าเรือนเอ่ยขึ้นพร้อมหันไปมองหญิงสาวร่างเล็กที่พึ่งจะนั่งลงเรียบร้อยด้วยรอยยิ้ม คำพูดของออกญาทำให้คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วยและจ้องมองเธอเป็นตาเดียวไม่เว้นแม้แต่บรรดาบ่าวไพร่
“ตอนป่วยรู้สึกอึกอัดตัวน่ะเจ้าค่ะ ก็เลย...”
“คำพูดคำจาออเจ้าก็ผิดแผกไป ราวกับไม่ใช่คนบ้านเมืองเรา...ชาวละโว้เขาพูดจากันเช่นนี้รึ?” คุณหญิงซ่อนกลิ่นอดไม่ได้ที่จะแทรกถามขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเธอพูดออกมาเพราะความไม่คุ้นหู จะว่าเข้าใจมันก็เข้าใจแต่แค่คำมันแปลกไป
“แม่ซ่อนกลิ่น อาจจักเป็นเพราะพิษยาก็เป็นได้...พิษยาอาจจะไปทำลายส่วนนึกคิดจนคำพูดกลับไปกลับมาเสียหมด” ออกญาหันไปทำเสียงเข้มปรามคุณหญิงก่อนจะชี้แจงแทนพริกแกงคู่หมั้นคู่หมายของลูกชายตน
“เป็นจริงดังเจ้าคุณพ่อว่าขอรับ...ท่านหมอได้แจ้งข้าไว้ว่าพิษที่นางได้รับมันมิได้มีเพียงชนิดเดียวขอรับ” ออกพระรามกล่าว
“โธ่แม่คุณเอ๋ย...ช่างน่าเห็นใจเสียนี่กระไร” คุณหญิงซ่อนกลิ่นหันไปจับที่ไหล่ของเธอเบาๆ พร้อมด้วยสีหน้าที่เอ็นดูสงสาร ทุกคนต่างโทษพิษยาปลุกกำหนัดไปเสียหมด พริกแกงเองจะพูดว่าตัวเองมาจากยุคปัจจุบันก็เห็นทีจะไม่ได้ไม่วายคงจะโดนหาว่าเป็นผีห่าซาตานที่ไหนมาเข้าสิง วุ่นวายเรียกหมอผีมาสาดข้าวสารเสกใส่แน่ๆ
“เอาล่ะ ดีแล้วที่มิเป็นกระไรมาก...มากินข้าวกินปลากันเสียก่อนเถิด”
ออกญาเจ้าเรือนพูดขึ้นพร้อมกับล้างไม้ล้างมือในถ้วยกระเบื้องข้างตัว พริกแกงเห็นจึงหันไปทำตามก่อนจะมองไปรอบๆ ก็เห็นพวกเขาต่างใช้มือหยิบข้าวในจานใส่ปากตามยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาของแท้
เธอแอบคิดว่าทั้งชีวิตเคยจกแต่ข้าวเหนียวส้มตำกับโทนี่เพื่อนรัก แต่นี่ต้องมาจกข้าวสวยทีละคำเล็กๆ ยิ่งเป็นผู้หญิงต้องคำเท่าหยิบมือละเมียดละไมกินอย่างเรียบร้อย ดูจากคุณหญิงซ่อนกลิ่นที่นั่งข้างๆ เธอเป็นตัวอย่าง
....โห...แล้วจะอิ่มกี่โมง... คิดไปพลางมองด้วยสีหน้าเจื่อนแล้วเริ่มทำตามคุณหญิงซ่อนกลิ่นค่อยๆ หยิบข้าวเข้าปากทีละคำอย่างละเมียดละไม ออกพระรามหันไปมองกิริยาท่าทางของเธอก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ จ้องมองใบหน้าสวยของเธอไปหยิบข้าวเข้าปากไปอย่างลืมตัว คนที่เห็นเหตุการณ์คงไม่พ้นคนที่นั่งตรงข้ามอยู่หัวโต๊ะอย่างออกญาผู้เป็นพ่อ
หลังจากที่คิดเป็นกังวลเรื่องลูกชายอยู่นานที่ไม่ยอมหมายตาหญิงใดจนอายุก็ปาเข้าไปเลขสามตอนปลายแล้ว ซึ่งถ้าเป็นตามปกติจะต้องแต่งงานตั้งแต่อายุเข้ายี่สิบปีบริบูรณ์มากกว่านั้นไม่เกินห้าปี แต่ออกพระรามกลับไม่ได้สนใจเรื่องออกเรือนเลย
ออกพระรามทุ่มเทเวลาไปกับงานและเพื่อนฝูงเสียส่วนใหญ่จนมีผลงานมากมายได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเป็นออกพระตั้งแต่ยังไม่ทันแก่ แต่พอมาเห็นลูกชายตัวเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้หญิงคู่หมายที่เขาหาให้ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ
“ท่านออกญาเจ้าคะ คือว่า...หนู...เอ้ย ข้าอยากขอไปตลาดน่ะเจ้าค่ะ อยากไปดูผ้านุ่ง สไบห่มใหม่” พริกแกงพูดขึ้นหลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จและมองออกพระรามว่าเมื่อไหร่จะพูดเรื่องนี้แต่เขากลับทำท่าทีเมินเฉยไม่สนใจ เธอจึงตัดสินใจพูดขึ้นมาเองเสียเลย
“ว่าอย่างใดเล่าพ่อราม” ออกญาไม่วายหันไปถามลูกชายตนอย่างยิ้มๆ ออกพระรามปรายตามองพริกแกงแล้วทำหน้านิ่งก่อนจะหันเหสายตาไปยังผู้เป็นพ่อแล้วตอบขึ้น
“ลูกมีงานขอรับเจ้าคุณพ่อ...เห็นทีวันนี้จัก...”
“ก็มีงานมันอยู่ทุกวันมิใช่รือ ถึงอย่างไรพ่อรามก็ไปย่านตลาดโรงน้ำชา พาน้องติดสอยห้อยตามไปเสียหน่อยจักเป็นไร”
“...ขอรับ”
“แวะไปกับแม่พริกจักคราวคงมิเสียเวลามากนักดอก”
“เจ้าคุณพ่อว่าเช่นนั้นลูกก็มิขัด” ออกพระรามลอบมองพริกแกงที่ตอนนี้นั่งทำตาเป็นประกายก่อนจะตอบรับอย่างเสียไม่ได้ แม้จะรู้สึกรำคาญใจที่ต้องพาเธอติดสอยห้อยตามไปด้วยเพราะเขาไม่ว่างที่จะมานั่งดูแลเธอก็ตาม
“เอาล่ะ ฝากแม่พริกด้วยหนา พ่อจักไปห้องอ่านหนังสือเสียหน่อย” ออกญาเจ้าเรือนพูดจบก็ลุกออกไปก่อนที่คุณหญิงซ่อนกลิ่นจะหันไปทางพริกแกงแล้วพยักหน้ายิ้มให้เธอก่อนจะลุกตามออกญาไป
“สมใจออเจ้าแล้วหนา” ออกพระรามพูดขึ้นด้วยใบหน้าบึ้งตึง พริกแกงจึงหันไปยกยิ้มส่งให้เขาพร้อมกับทำตาปริบๆ
“ก็เจเจ๊บอกเองว่ากินข้าวเสร็จจะพูดเรื่องนี้นี่เจ้าคะ”
“ข้าก็จักบอกออเจ้าว่าข้ามิว่าง แต่ออเจ้าชิงเอ่ยปากขอเจ้าคุณพ่อเสียก่อน...มิได้ถามไถ่ข้าสักคำ”
“ไม่รู้แหละเจ้าค่ะ รับปากแล้วก็ต้องทำ” พูดไปพลางทำหน้ามุ่ยอย่างเอาแต่ใจ ออกพระรามทอดถอนหายใจส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมจะหันหลังกลับเรือนแต่ก็หยุดชะงักเท้าที่ก้าวไว้
“อีกสิบบาทข้าจักออกเรือ ออเจ้ารีบไปเกียมตัวเสีย” พูดทิ้งท้ายแค่นั้นก็เดินจากไปปล่อยให้เธอนั่งทำหน้างงกับคำพูดของเขาที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปทางบ่าวทั้งสามที่นั่งคอยท่าเธออยู่และไม่ทันได้เอ่ยถาม เหมือนว่าพวกบ่าวจะรู้ว่าเธอต้องการอะไรจึงชิงพูดขึ้นมาก่อน
“สิบบาทคือหนึ่งชั่วยามเจ้าค่ะ” สาลี่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มแป้นเล้น
“งั้นรีบสิ เดี๋ยวไม่ทันเร็วๆ” พริกแกงพูดแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าเรือนของตัวเองไปเพื่อเตรียมตัว อย่างน้อยวันนี้เธอต้องได้เครื่องสำอางเครื่องหอม ผ้าสไบลายใหม่สีใหม่มาให้ได้ต่อให้เขาติดงานเธอก็ไม่สน เพราะเธอไม่ได้จะให้เขามานั่งเฝ้าเสียหน่อย เธอไปเดินดูเองได้อยู่หรอกพริกแกงคิดว่าที่เขาไปโรงน้ำชาน่าจะเพราะนัดแฟนหนุ่มของเขาไว้แน่ๆ ถึงได้มีท่าทางที่ไม่อยากจะพาเธอไปด้วย
พริกแกงมานั่งรอผู้ที่จะพาเธอไปตลาดก่อนเวลาสิบห้านาที ด้วยความที่ติดนิสัยจากการทำงานในยุคปัจจุบันที่เธอต้องมาก่อนเวลาเสมอ แต่ไม่นานก็เห็นออกพระรามเดินออกมาพร้อมกับบ่าวคนสนิท พริกแกงเห็นจึงรีบเดินไปหาเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ออกพระรามหยุดฝีเท้าเหล่มองหญิงสาวตัวเล็กก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ข้าจักพาเจ้าไปตลาดบ้านวัดพร้าวก่อน ที่นั่นมีแป้งหอมน้ำมันหอม ก่อนจักพาเข้าตลาดบ้านจีน”
“ไปตลาดบ้านจีนเลยไม่ได้เหรอคะ? ที่นั่นขายของจีนแน่ๆ เครื่องแต่งหน้าสีสวยๆ น่าจะมีนะเจ้าคะ”
“ออเจ้าพูดอย่างกับว่ารู้เส้นทางดี”
“ก็...ยังไงเจเจ๊ก็เข้าไปโรงทำชาตรงท้ายตลาดอยู่ดีไม่ใช่เหรอคะ?” ที่เธอตอบได้แบบนี้เพราะในสมองจดจำได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เรื่องเดียวคือโรงน้ำชาในตลาดจีนที่ท้ายตลาดจะมีโรงชำเราในหนังสือประวัติศาสตร์ ถึงจะจำได้ลางๆ ไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม เพราะในสมัยที่เรียนนั้นเธอกับเพื่อนก็ค่อนข้างก๋ากั่นแซวเรื่องโรงโสเภณีในสมัยโบราณ
“มันมิใช่ที่ที่แม่หญิงอย่างออเจ้าควรย่างกลายเข้าไปดอกหนา”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ข้าไม่ถือ”
“ออเจ้านี่ช่างเป็นคนที่พูดมิรู้ความเสียจริง”
“อ้าว แล้วจะให้ทำ...”
“ข้าบอกว่ามิควรก็คือมิควร หาใช่เรื่องที่ออเจ้าดื้อดึงมิฟังได้” ออกพระรามพูดพร้อมกับชักสีหน้าอย่างเข้มขรึม พยายามบอกห้ามหญิงสาวตรงหน้าที่คิดจะย่างกลายเข้าไปในโรงชำเราอย่างรู้ทัน พริกแกงได้แต่มองหน้าคนตัวสูงแล้วทำสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่นักแต่ก็ไม่ได้โต้เถียงต่อแต่อย่างใด เพราะเกรงว่ามันจะเป็นเรื่องยืดยาวจนเธอไม่ได้ออกไปนอกเรือนกันเสียพอดี
“เข้าใจแล้วค่ะ” ตอบรับไปด้วยสีหน้าเสียดายไม่น้อย แต่...คนอย่างพริกแกงน่ะหรือจะยอมแพ้ ได้เกิดมาชาตินี้ขอเห็นอาบอบนวดสมัยอยุธยาให้เป็นบุญตาสักครั้งนั่นคือสิ่งที่พริกแกงคิด
“หากเข้าใจแล้ว ก็รีบไปกันเถิด..จักมิต้องเสียฤกษ์การงานที่ต้องทำ” พูดแล้วก็เดินนำหญิงสาวไปยังเรือที่บ่าวได้จัดเตรียมไว้ พร้อมกับพาตัวเองลงไปนั่งบนเรือเบือนหน้าหนีไปทางอื่นไม่สนใจไยดีเลยว่าเธอจะลงเรืออย่างไร
“เจเจ๊ ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ?”
“...อ้ายทอง ช่วยแม่หญิงลงเรือที” ออกพระรามพูดพร้อมเบือนหน้าไปทางอื่นไม่ยอมหันกลับไปมอง ซ้ำยังสั่งให้ลูกน้องของตนช่วยเธออีกต่างหาก
“ฮะ? ได้เหรอ? ...” พริกแกงเอ่ยขึ้นอย่างนึกสงสัย
“ออกพระว่าอย่างไรนะขอรับ...มันจัก..เอ่อ...”
“กูสั่งให้ทำก็ทำสิวะ”
“ขอรับ...”
แม้จะพยายามถามย้ำในคำสั่งของผู้เป็นนายแต่ออกพระรามก็ยังคงยืนยันคำสั่งเดิม ถึงเขาจะรู้ว่าการสั่งบ่าวที่เป็นผู้ชายให้ทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ยังไม่อยากที่จะแตะเนื้อต้องตัวเธอมากไปกว่านี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง
พริกแกงกลับคิดว่าเขาคงชังหญิงเลยไม่อยากที่จะแตะต้องตัวคงจะกลัวชายหนุ่มคนอื่นๆ เข้าใจเขาผิดคิดว่าเปลี่ยนใจมาชอบผู้หญิง และพริกแกงยังแอบคิดว่าออกพระรามอาจจะมีกิ๊กเป็นบ่าวคนสนิทก็ได้ ถึงได้พยายามทำตัวแบบนี้กับเธอเพื่อที่จะให้อ้ายทองไม่เข้าใจผิด
“ข้ารู้หรอกนะว่าคุณออกพระกลัวพี่ทองเข้าใจผิด ใช่มะ?”
“พี่หรือ? อ้ายทองได้ยินมันคงจักยิ้มหน้าบาน”
พริกแกงเอี้ยวตัวเข้าไปใกล้ออกพระรามพร้อมกับทำทีท่ากระซิบกระซาบคนตรงหน้า แต่มีหรือที่คนอื่นจะไม่ได้ยินเพราะเรือมันเล็กแค่นี้ ขนาดอ้ายทองเองที่ได้ยินอย่างนั้นยังทำหน้างงเลยเสียด้วยซ้ำ ออกพระรามทำได้แค่ขมวดคิ้วจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คิดว่าความคิดของตนนั้นถูกต้อง เพราะเขาไม่ได้ตอบโต้อะไรกับเธอต่อเพียงแค่หันหน้าไปมองทางอื่นก็เท่านั้น