เรือล่องไปตามแม่น้ำที่กว้างใหญ่ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่ถูกถมดินไปกว่าครึ่งแม่น้ำ พริกแกงยังคงมองรอบๆ ตัวด้วยท่าทีตื่นตาตื่นใจ แม้มันจะไม่ทันสมัยเหมือนที่เธอเคยเป็นอยู่แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความสวยงามแบบธรรมชาติที่คนไทยสรรค์สร้างขึ้น บ้านเรือนที่ปลูกด้วยไม้ดูเข้ากันกับต้นไม้มากมายรายล้อม มีทุ่งนาที่สามารถมองเห็นได้เป็นหย่อมๆ ตลอดทาง
เรือของออพระรามที่เธอนั่งโดยสารอยู่ด้วยก็ได้พายมาถึงหัวโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยาขนาบขนานระหว่างป้อมปืนและวัดนักบุญโจเซฟ ก่อนจะพายไปจอดถัดจากวัดนักบุญเลยคลองตะเคียนไปก็ถึงที่หมายที่เรียกว่าตลาดบ้านจีน ออกพระรามขึ้นจากเรือไปก่อนโดยไม่สนใจพริกแกงเลยสักนิดจนบ่าวคนสนิททั้งสามของเธอมาประคองขึ้นจากเรือแทน
“คนอะไรใจดำชะมัด” ขึ้นฝั่งได้ก็อดมองคนที่ยืนหันหลังตาขวางไม่ได้ เคยเห็นแต่ในละครที่บุรุษกรุงเก่าจะช่วยเหลือแม่หญิงงาม แต่ไม่เคยเห็นใครเมินแม่หญิงแบบเขาผู้นี้
“ออเจ้าก็ไปเดินชมตลาดกับบ่าวของออเจ้า ข้าก็จักไปทำธุระของข้า”
“ก็ต้องอย่างนั้นแหละค่ะ”
“อย่าได้เที่ยวทะเวนไปทั่วเพียงลำพังเป็นอันขาด”
“ค่า คุณออกพระ”
“อ้ายทอง มึงคอยตามแม่หญิงไปมิต้องตามกู...เป็นหญิงคงมิปลอดภัยเท่าใดนักถึงจักมีบ่าวติดสอยห้อยตามไปก็ตามที คงจะจักช่วยกระไรมิได้มากนัก”
ออกพระรามหันไปสั่งอ้ายทองบ่าวคนสนิทที่ติดตามเขาตลอดก่อนจะปรายตามองบ่าวทั้งสามของพริกแกงที่เคยปล่อยเธอคาดสายตาไปจนเกิดเรื่องในวันที่เข้าเรือนเขาวันแรก ทำเอาบ่าวทั้งสามหน้าเสียไม่กล้าที่จะสบตาออกพระสักคน
“ขอรับท่านออกพระ” อ้ายทองตอบรับอย่างเสียไม่ได้ จากที่ต้องคอยติดตามรับใช้ออกพระผู้เป็นนายก็ต้องมาตามติดคู่หมายของท่านแทนเนื่องจากเหตุที่เคยเกิดขึ้น
ออกพระรามได้ยินเสียงตอบรับเช่นนั้นก็พยักหน้าแล้วเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาเอาการคนหนึ่งเดินเข้ามารับ พริกแกงเห็นอย่างนั้นก็อดที่จะชะเง้อคอพยายามมองชายคนนั้นไม่ได้ เพราะต้องการจะมองหน้าชัด
เธอจำได้ไม่ผิดแน่ๆ รูปร่างท่าทางแบบนี้คือคนเดียวกันกับคืนนั้นที่กอดร่ำลาออกพระผู้นี้ หรือจะให้ตรงๆ ก็คือแฟนหนุ่มของออกพระรามคู่หมั้นของเธอนั่นเอง แต่ไม่ว่าจะพยายามมองหน้าเท่าไหร่ก็เหมือนมีคนคอยบังตลอดและไม่ใช่ใครที่ไหน...
“ออเจ้าชะเง้อคอมองหากระไรรือ?” ออกพระรามหันมาทำหน้าดุใส่เธอหลังจากที่เธอไม่ละความพยายามที่จะมองหน้าจหมื่นสุนทรสหายคนสนิทของเขา
“ก็...เปล๊า”
“เสียงสูงดังเปรตร้องออเจ้าจักให้ข้าเชื่อคำออเจ้างั้นรือ?”
“ก็แค่...อยากเห็นแฟน...เอ่อ...เพื่อนของคุณออกพระไงคะ? ไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยเหรอ?”
“ออเจ้านี่ก็กระไร...มิมีแม่หญิงคนใดเอ่ยปากอยากรู้จักชายอื่นต่อหน้าคู่หมายดอกหนา” พูดไปพลางทำหน้าดุ
“ทำไมจะไม่ได้ละคะ มีมิตรสหายย่อมดีกว่ามีศัตรู”
“ออเจ้าช่างเป็นหญิงที่พูดจาเรื่อนเชื่อนเสียจริง” ออกพระรามอดทำเสียงดุพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองหญิงสาวที่เถียงเขาคำไม่ตกฟากอย่างไม่สำนึก เธอทำหน้าตาไม่รู้ไม่ฟังไม่ยอมรับในสิ่งที่เขากล่าวว่าทำให้เขารู้สึกเคืองไม่น้อย
“แม่หญิงอยากรู้จักข้ารือ?” จหมื่นหนุ่มเดินเข้ามาในสายตายืนข้างๆ ออกพระด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มและเกลี้ยงเกลาของเขาทำเอาเธอถึงกับอ้าปากค้างจ้องมองนิ่ง ท่าทางอย่างนั้นทำเอาออกพระรามไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักดูไม่สำรวมสมเป็นแม่หญิงเลยสักนิด
“คะ? ค่ะ...” พูดตะกุกตะกักไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเมื่อโดนถามตรงๆ เพราะยังอึ้งกับความหล่อคมของเขาอยู่
...โห...อย่างกับแก๊งหนุ่มฮอต ที่พระเอกละครพีเรียดมารวมกัน...บุญของอีพริกที่มีหนุ่มหล่อรายล้อม....
คิดไปอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะหันเหสายตาไปมองอ้ายทองบ่าวคนสนิทของออกพระรามเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของตัวเองไม่ได้ผิดไป อ้ายทองที่นั่งคุกเข่าอยู่รู้สึกถึงสายตาก็เงยหน้ามองแม่หญิงคู่หมายของเจ้านายแล้วทำหน้างงไม่น้อยกับสายตาประกายแวววับของเธอ...มองดูสายตานั้นแล้วขนลุกไม่น้อย...
“ทำไมรือแม่หญิง? มองหน้าอ้ายทองเช่นนั้น...แม่หญิงจักบอกว่าข้าหน้าเหมือนอ้ายทองบ่าวท่านออกพระรือ?”
“ฮะ? เปล่าๆ เปล่าเจ้าค่ะ...จะเหมือนได้ยังไงกันคะ แฮ่ๆ”
รีบปฏิเสธพันละวันแล้วยิ้มแห้งไม่อย่างนั้นคงโดนเคืองไม่น้อยที่ไปหาว่าเขาหน้าเหมือนบ่าวไพร่ เธอพอจะรู้อยู่บ้างเป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนิสัยของผู้ชายสมัยอยุธยาที่ถือยศถืออย่างเป็นหลักซึ่งเป็นนิสัยที่เธอในยุคปัจจุบันไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก เพราะผู้ชายสมัยนั้นเป็นแบบนี้ผู้หญิงเลยถูกกระทำเหมือนสินค้าขายอย่างกับวัวกับควายไม่ว่าชนชั้นไหน
มันคือความจริงมุมมืดของอยุธยาที่เธอเคยอ่านเจอในเว็บไซด์ต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกยุคทุกสมัยต่างมีด้านดีและไม่ดีเพียงแค่สื่อมักจะนำเสนอแต่ด้านดีๆ จนอยากที่เข้ามาอยู่ในยุคสมัยนั้นกันเลยทีเดียว แต่ไม่มีใครจะกล้าที่จะนำเสนอด้านมืดในความเป็นจริงที่มีอยู่พร้อมหลักฐานเลยสักคน
“ข้าชื่อสุนทร หรือจหมื่นสุนทร แม่หญิงเล่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร”
“ข้าชื่อ...เอ่อ...พริกแกง...” ตอบไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจกับชื่อตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะไม่รู้ว่าจะต้องตอบแบบสมัยไหนแต่ที่รู้ๆ คือใครๆ ก็เรียกเธอว่าแม่พริกทั้งนั้นก็บอกชื่อจริงมันไปเลยแล้วกัน
“แปลกดี...แม่หญิงส่วนใหญ่ตั้งชื่อตามดอกไม้งาม แต่แม่หญิงกลับชื่อว่าพริกแกง” จหมื่นสุนทรพูดพร้อมยกยิ้มมองใบหน้าสวยของหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“มิแปลกดอก...คุณหญิงศรีจันทร์ชอบทำครัวนัก จึงได้ตั้งชื่อลูกสาวตามความชอบ” ออกพระรามออกตัวตอบแทนทั้งที่ยังไม่มองหน้าคู่หมายของตน แค่ปรายตามองผ่านหางตาเท่านั้น
“งั้นรือ”
“ไปกันเถิด เรามีงานต้องเจรจาอยู่มาก” ออกพระรามพูดตัดบทก่อนจะเดินนำจหมื่นสุนทรไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อจมื่นสุนทรพูดบางอย่างกับแม่หญิงคู่หมาย
“ไว้มาเจรจากันอีกหนาแม่พริก คำพูดออเจ้าแปลกหูดีจริง...ข้าชักอยากรู้ความที่ออเจ้าพูด...”
“หมื่นสุนทรเทพ ชักช้าอยู่ไยเล่า”
ออกพระรามเรียกสหายตนขึ้นขัดก่อนที่จหมื่นสุนทรจะได้กล่าวจบประโยคเสียอีก จหมื่นสุนทรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเหลียวไปมองออกพระรามสหายตนเล็กน้อยแล้วยกยิ้มขึ้น ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้พริกแกงแล้วพยักหน้าเล็กน้อยยอมเดินจากไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พริกแกงมองตามหลังชายหนุ่มทั้งสองแล้วหรี่ตายกยิ้ม
“ขี้หึงนะเนี่ยคุณออกพระ ข้าไม่แย่งแฟนหนุ่มคุณออกพระหรอกค่า แหม...” บ่นพึมพำกับตัวเองไปก่อนจะแบะปากยกยิ้มอย่างลืมตัวตามจริตของนางร้ายรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน เพราะสถานะเธอตอนนี้คงจะเหมือนนางร้ายที่เป็นตัวขัดขวางนายเอกกับพระเอกในซี่รี่ย์วายแน่นอนเชียว
“อุ๊ย! แม่หญิงอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นเจ้าค่ะ มิงาม!” สาลี่พูดขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของแม่หญิงของตัวเอง
“วู้! ไม่งามอีกและ! จะต้องทำหน้ากี่ซี่รี่ย์ละพี่สาลี่ถึงจะงามเนี่ย” บ่นไปพร้อมกับทำหน้าเซ็ง
“เอ่อ...ว่ากระไรนะเจ้าคะ? ทำหน้ากี่ซี่รี่ย์? ภาษากระไรเจ้าคะ?” จันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยอย่างที่สุดที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ผู้เป็นเจ้านายพูดได้เลยสักคำ
“ทำหน้ากี่ซีรี่ย์ก็หมายถึง โมหน้ากี่ครั้งไงล่ะพี่จัน”
“โมหน้าคือกระไรเจ้าคะ? โมนี่คือแตงโมรือเจ้าคะ? แล้วแตงโมเกี่ยวอันใดกับหน้าเจ้าคะแม่หญิง” แจ่มถามย้ำอย่างไม่เข้าใจอีกคน
“โมหน้าไม่เกี่ยวกับแตงโม โมหน้าก็คือทำหน้า...โอ๊ย! ข้าเริ่มงงที่ตัวเองพูดเพราะพวกพี่เนี่ยแหละ!”
พริกแกงพูดจบก็เดินกุมขมับเข้าไปที่ตลาดทันที คร้านที่จะอธิบายภาษาในยุคใหม่ให้พวกบ่าวที่ติดตามมาฟังแล้วยิ่งพูดก็ยิ่ง งง ไปกันใหญ่ จัน แจ่ม สาลี่และอ้ายทองยืนคิ้วขมวดนับนิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเกาหัวมองหน้ากันไปมา เมื่อเห็นว่าแม่หญิงของตนเดินเข้าไปในตลาดไกลแล้วก็รีบพากันวิ่งตามไปทันที
หลังจากพากันคิดมึนงงกับคำพูดชวนไม่เข้าใจและน่าปวดหัวก็ต่างพากันมาดูเครื่องประดับและผ้านุ่งผ้าแพร เจ้าแม่ยุคใหม่อย่างพริกแกงหรือจะไม่ดี๊ด๊ากับผ้าตรงหน้า ผ้าทุกชิ้นที่เธอหยิบล้วนเป็นสีแดงสด สีส้ม และสีชมพูบานเย็น สีทองอร่าม ที่เธอคิดจะเอามาตัดและให้บ่าวเย็บเป็นชุดเดรสสวยๆ ผ้าที่เธอซื้อมาวันนี้ล้วนแต่มาจากจีนทั้งนั้น
ไหนจะเครื่องประทินโฉมสีสดอีก แม่ค้าแม่ขายต่างมองเธออย่างแปลกใจ เพราะข้าวของส่วนใหญ่ที่นี่มักจะมีแต่สาวงามเมืองที่จะซื้อ น้อยนักที่จะมีแม่หญิงแม่นายมาเลือกซื้อเพราะสีออกจะสดใสไปเสียหน่อย อ้ายทองที่ติดสอยห้อยตามแม่หญิงมาตามคำสั่งของออกพระผู้เป็นนายก็มีหน้าที่แบกข้าวของที่แม่หญิงซื้อ
“พี่สาลี่ ที่นี่มีห้องลองเสื้อไหม?”
“ห้องลองเสื้อ...รือเจ้าคะ?”
“ก็ที่เปลี่ยนเสื้อน่ะ...ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“อ๋อ ที่ผลัดผ้ารือเจ้าคะ?”
“ใช่ นั่นแหละมีไหม? อยู่ไหน?”
“มิมีดอกเจ้าค่ะ จะผลัดผ้าก็ต้องเข้าพุ่มเข้าป่ากงชายนา...แต่มิมีแม่หญิงใดไปผลัดผ้านอกเรือนดอกเจ้าค่ะ”
“หากจะผลัดผ้าต้องกลับเรือนเสียก่อนเจ้าค่ะ” แจ่มเอ่ยต่อสาลี่
“โอ๊ย! ไกลอ่ะ...เปลี่ยนมันใกล้ๆ นี่แหละ เบื่อจะใส่สไบสีกะทิแก่ๆ เต็มทนละ”
“แม่หญิงเจ้าคะ...มิได้นะเจ้าคะ!” จันพยายามร้องห้ามแต่พริกแกงกลับเดินลอยลิ่วไปยังชายนาที่ใกล้ที่สุด มองซ้ายมองขวาหาพุ่มไม้แล้วคว้าผ้าสไบสีแดงสดที่อ้ายทองถือไว้พุ่งเข้าไปในพุ่มที่คิดว่าลับตาคนที่สุด
บ่าวทั้งสามทำได้แค่วิ่งไปเอาตัวบังกางแขนกันไว้ให้เพราะห้ามไม่ทันแล้วเมื่อแม่หญิงของตนถกถอดสไบของตัวเองออก อ้ายทองทำได้แค่ยืนหันหลังให้อย่างไม่ทันตั้งตัว
ยังดีที่เธอคาดเกาะอกไว้ด้านในจะให้ใส่แต่สไบโล่งๆ คงไม่เป็นที่น่าสบายใจเท่าไหร่มันออกจะโล่งๆ เย็นๆ หน้าอกไปเสียหน่อย ก่อนจะคาดปัดสไบสีแดงสดที่ตัวเองเลือกมาทันที
...นี่สิ อย่างอีพริกแกงสาวฮอตต้องสีแดงเท่านั้น....
“แม่หญิง...”
“รู้แล้วๆ เสร็จแล้ว”
“กระไรเสร็จเจ้าคะ?! เป็นแม่หญิงอย่าพูดจาเช่นนั้นมัน...”
“มิงาม อีกแล้ว?” พริกแกงพูดดักสาลี่ขึ้นมาทันทีพร้อมกับตั้งคำถาม มีคำพูดไหนที่เธอจะพูดได้บ้างล่ะเนี่ยไม่ว่าจะพูดจะจาอะไรก็ดูไม่งามไปเสียหมด พริกแกงเดินออกมาจากพุ่มไม้ด้วยรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวไปรอบหนึ่งราวกับนางงาม เก็กท่าทางเท้าสะเอวอวดทรวดทรวงให้บ่าวทั้งสามดู จังหวะพอดีกับอ้ายทองที่หันมาเห็นพอดีถึงกับอ้าปากค้างอย่างอึ้งๆ
“เป็นไง สวยไหม?”
“งามเจ้าค่ะ” จันเอ่ย
“งามจนอ้ายทองอ้าปากค้างเลยเจ้าค่ะ” แจ่มเอ่ยต่อพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ปรายตามองอ้ายทองที่ยังอ้าปากค้าง
“ดูเหมือนอ้ายทองจะตกใจว่าข้าแปลกมากกว่านะ” พริกแกงเอ่ยอย่างรู้ทันเมื่อมองสายตาของอ้ายทองที่ดูจะงุนงงสงสัยกับท่าทางไม่สมเป็นแม่หญิงของเธอ
“อ้ายทอง! เอ็งกล้ามองแม่หญิงของข้าแปลกรือ?!” สาลี่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปถามอ้ายทองเสียงเข้ม
“มิได้ขอรับ...งามขอรับแม่หญิง” ต้องตอบอย่างจำยอมแม้ว่าจะสงสัย แต่ที่ตอบก็เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเธองดงามกว่าตอนแรกที่เข้าเรือนออกพระมา ตอนนั้นแทบจะพายเรือไม่รอดแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับแปลงกายได้
...ฮึด!! ฮัด!! มออออ!!...
เสียงฮึดฮัดดังมากจากข้างหลังไม่ไกลจากพุ่มที่ผลัดผ้ามากนัก เพราะที่ที่เธอเข้ามาผลัดผ้านั้นมันเป็นนาหย่อมหนึ่งที่ติดกับตลาดเพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาพาดผ่าน อาจจะเป็นที่นาของขุนนางคนใดคนหนึ่งที่มีพื้นที่ใกล้ติดกับรั้ววังรั้ววัดและแน่นอนว่ามีนาก็ต้องมีวัวมีควาย...
“แม่หญิงขอรับ!! ระวาง!! ควายมันวิ่งมาแล้วขอรับ!!” อ้ายทองที่หันหน้าเข้าหาเธอเอ่ยร้องทักขึ้นเพราะแม่หญิงและบ่าวต่างหันหลังให้ทางนา
“ฉิบหายแล้วอีสาลี่!! แม่หญิงผลัดสไบสีแดง!!” แจ่มเอ่ยขึ้น
“แม่หญิงวิ่งเจ้าค่ะ! วิ่ง!!” สาลี่เอ่ยพร้อมกับคว้าข้อมือของพริกแกงพาวิ่งหนีเจ้าทุยที่กำลังวิ่งเข้ามาหาอย่างกับหลงใหลได้ปลื้มสไบสีแดงที่พริกแกงใส่อยู่ เร่งอุ้งเท้าเตรียมจะสอยสไบสีแดงสวยที่สะบัดพลิ้วเต็มที่
“กรี๊ดดดดดดดดด!!!! ไอ้ทุย!!! อย่ามาแย่งสไบฉันนะ!!!!” แหกปากร้องไปวิ่งหนีไอ้ทุยที่วิ่งทะยานเตรียมเข้าพุ่งชนเป้าหมายเต็มที่ ผ้าถุงไม่เป็นใจทำให้ก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เต็มความยาวของขาท่าทางตอนนี้เธอเหมือนนกแพนกวินไม่มีผิด ได้ทีจึงถกผ้านุ่งขึ้นก้าวขาวิ่งอย่างไว ทำเอาคนทั้งตลาดมองเธอเป็นตาเดียว
แต่งตัวสวยวิ่งหนีควายขวิดคงไม่มีอะไรอัปยศอดสูเท่าชีวิตพริกแกงอีกแล้ว แม้แต่จะเห็นหลังคาอาบอบนวดอย่างที่ตั้งใจยังไม่ได้เห็นเลย อ้ายทองเห็นอย่างนั้นก็ยอมทิ้งข้าวของวิ่งไปหาแม่หญิงทันที
“แม่หญิงขอรับ!!! ระวาง!!!”