ปลุกเพื่อนร่วมทีม

2577 Words
แสงแดดยามเช้าแห่งรัชศกต้าถัง (เมืองสมมติ) สาดส่องผ่านม่านมุ้งผ้าไหมสีมุก ปลุกให้ เฉินซือเยว่ ในร่างของ พระพันปีเหรินเชวี่ย ลืมตาตื่นขึ้น ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในโสตประสาทไม่ใช่ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่เป็นความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณศีรษะและลำคอ ราวกับเมื่อคืนนางสวมหูฟังเกมมิ่งที่มีน้ำหนักห้ากิโลกรัมทับหัวนอนมาตลอดทั้งคืน “เจ็บคอชะมัด... หมอนสมัยนี้ไม่มีเมมโมรี่โฟมหรือไงนะ” เฉินซือเยว่พึมพำเสียงแหบพร่า พลางขยับคอไปมาจนเกิดเสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับเกมเมอร์ที่เพิ่งผ่านการเล่นเกมโต้รุ่งมาราธอนติดต่อกันสามวัน “พระพันปีตื่นบรรทมแล้ว!” เสียงเล็กแหลมที่คุ้นหูของ เสี่ยวหลิน ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามมาด้วยขบวนนางกำนัลนับสิบชีวิตที่เดินเรียงแถวเข้ามาพร้อมอ่างล้างหน้า ผ้าเช็ดตัว และหีบเครื่องประดับขนาดมหึมา ราวกับ NPC ที่ถูกโปรแกรมมาให้ทำงานทันทีที่ผู้เล่นล็อกอินเข้าสู่ระบบ “กี่โมงแล้ว เอ่อ ! ฉันหมายถึงยามไหนแล้ว ?” เฉินซือเยว่ถามเสียงยานคาง ๆ สายตายังคงพร่ามัว “ยามเฉิน (ประมาณ 07.00 - 09.00 น.) แล้วพะย่ะค่ะ” เสี่ยวหลินตอบอย่างนอบน้อม พร้อมกับยื่นผ้าชุบน้ำอุ่นส่งให้ “ตามที่พระองค์รับสั่งไว้เมื่อคืน ว่าให้ปลุกก่อนเวลาปกติเพื่อเตรียมการใหญ่” เฉินซือเยว่รับผ้ามาเช็ดหน้า ความอุ่นและความหอมของสมุนไพรช่วยเรียกสติ (Restore Mana) ให้กลับคืนมาได้บ้าง นางโยนผ้าคืนลงถาด แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ดีมาก...เอาล่ะ วันนี้เรามีภารกิจสำคัญต้องทำ เควสต์หลักคือการหาเงิน เควสต์รองคือการสั่งสอนเด็กเปรต” นางกำนัลที่กำลังจัดเตรียมเสื้อผ้าชะงักมือเล็กน้อย หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความไม่เข้าใจศัพท์แสงประหลาด แต่เสี่ยวหลินซึ่งเริ่มชินกับ “ภาษาเทพ” ของนายหญิงแล้ว รีบทำหน้าที่เป็นล่ามกิตติมศักดิ์ทันที “พระนางหมายถึง... วันนี้จะเสด็จไปตรวจสอบท้องพระคลัง และจะทรงอบรมฝ่าบาทพะย่ะค่ะ” “อ้อ...” เหล่านางกำนัลพยักหน้าเข้าใจ แล้วเริ่มปฏิบัติหน้าที่ต่อ “เอาชุดที่ดูดุที่สุดมา” เฉินซือเยว่ออกคำสั่งขณะเดินไปยืนหน้ากระจกบานใหญ่ “ข้าต้องการชุดที่ใส่แล้วค่า Charisma... เอ้ย ค่าบารมีพุ่งทะลุหลอด เอาแบบที่ขุนนางเห็นแล้วต้องเข่าอ่อน ขาสั่นพั่บๆ เหมือนเจอลาสบอส (Last Boss)” นางกำนัลอาวุโสรีบวิ่งไปค้นหีบผ้าไหมชั้นดี ก่อนจะหยิบชุดคลุมยาวสีแดงเลือดนกปักลายหงส์ทองตัวใหญ่ออกมา ลวดลายปักนั้นละเอียดวิจิตรบรรจง เส้นไหมทองคำสะท้อนแสงไฟวูบวาบดูน่าเกรงขามและทรงพลัง “ฉลองพระองค์ชุด “หงส์เหินเวหา” เพคะ เป็นชุดที่อดีตฮ่องเต้พระราชทานให้ในวันสถาปนาพระยศ” เฉินซือเยว่มองชุดนั้นด้วยสายตาพึงพอใจ “สเตตัสป้องกันสูงใช้ได้ แถมมีบัฟข่มขวัญศัตรู... เอาตัวนี้แหละ ใส่เลย” กระบวนการแต่งตัวในยุคโบราณนั้นกินเวลายาวนานและซับซ้อนยิ่งกว่าการปรับแต่งตัวละคร (Character Creation) ในเกมเสียอีก ชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ผ้าคาดเอว เครื่องประดับห้อยเอว สารพัดชิ้นส่วนถูกนำมาประกอบร่างบนตัวของเฉินซือเยว่ จนน้ำหนักรวมน่าจะปาเข้าไปหลายกิโลกรัม แต่ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดคือ “ทรงผม” “เอาปิ่นทองคำเก้าหางนั่นมาเสียบ” เฉินซือเยว่ชี้ไปที่ปิ่นระย้าขนาดใหญ่ที่วางเด่นหราอยู่บนโต๊ะ “แล้วก็เอาดอกไม้ทองคำนั่นด้วย เสียบเข้าไปให้หมด พื้นที่บนหัวข้ายังมีสล็อต (Slot) เหลือเฟือ” “ตะ... แต่พระพันปีเพคะ มันจะหนักเกินไปนะเพคะ” นางกำนัลท้วงเสียงอ่อย “หนักสิดี” เฉินซือเยว่ตอบหน้าตาย “ยิ่งหนัก ยิ่งดูแพง ยิ่งดูทรงอำนาจ วันนี้เราไม่ได้ไปเดินแฟชั่นโชว์ แต่เราไปทำสงครามประสาท ถ้าข้าไม่ดูรวยกว่าพวกขุนนางหน้าเลือดพวกนั้น ข้าจะไปกดดันพวกมันได้ยังไง?” นางกำนัลจำยอมต้องทำตามคำสั่ง ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม หรือราว 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ เฉินซือเยว่ในร่างพระพันปีเหรินเชวี่ยก็ปรากฏโฉมในลุคใหม่ที่ดูอลังการงานสร้างยิ่งกว่าเดิมสิบเท่า ใบหน้าขาวผ่องถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี ริมฝีปากสีแดงสดตัดกับผิวขาวราวหิมะ ดวงตาเขียนเส้นคมกริบดูดุร้ายราวกับนางพญาอสรพิษ เฉินซือเยว่หมุนตัวหน้ากระจก ผ้าไหมสีแดงสะบัดพริ้ว นางยิ้มมุมปาก ตรวจสอบเครื่องสวมใส่: เสร็จสมบูรณ์ พลังป้องกัน: +80 ความน่าเกรงขาม: +100 ความคล่องตัว: -50 (เดินลำบากชิบเป๋ง!) “เสี่ยวหลิน” นางเรียกเสียงเข้ม “พะย่ะค่ะ!” “ไปเตรียมเกี้ยว ข้าจะไปตำหนักบรรทมของฝ่าบาท... เดี๋ยวนี้” ณ ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้หลี่จิง บรรยากาศหน้าตำหนักมังกรในยามเช้าเงียบสงัดจนผิดปกติ ปกติเวลานี้ควรจะมีเสียงขันทีตะโกนเรียกให้ฮ่องเต้ตื่นบรรทมเพื่อเตรียมตัวไปว่าราชการ แต่ทว่าวันนี้กลับเงียบกริบ เหล่าข้าราชบริพารยืนก้มหน้าตัวสั่นอยู่ที่หน้าประตู ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว สาเหตุเพราะ... มังกรหนุ่มกำลังอาละวาดอีกแล้ว “ข้าไม่ตื่น! ข้าไม่ไป! ออกไปให้หมด!” เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดดังลอดออกมาจากห้องบรรทม ตามมาด้วยเสียงหมอนหรืออะไรสักอย่างถูกปาใส่ประตู ตุบ! เหล่าขันทีและนางกำนัลหน้าซีดเผือด ฮ่องเต้หลี่จิงในช่วงนี้อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพายุฤดูร้อน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และส่วนใหญ่มักจะร้าย โดยเฉพาะเวลาเช้าที่ต้องตื่นไปเจอขุนนางหน้าเดิม ๆ ที่คอยแต่จะกดดันพระองค์ “ฝ่าบาท... ได้เวลาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้วพะย่ะค่ะ...” หัวหน้าขันทีรวบรวมความกล้าตะโกนบอก “ข้าบอกว่าไม่กิน! ไสหัวไป!” ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังขึ้นจากทางระเบียงทางเดิน เหล่าข้าราชบริพารหันไปมองเป็นตาเดียว และภาพที่เห็นก็ทำให้พวกเขาต้องรีบคุกเข่าลงกับพื้นโดยอัตโนมัติ ขบวนเสด็จของพระพันปีเหรินเชวี่ยเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างสง่างาม นางนั่งอยู่บนเกี้ยวหามแปดคน ห่มคลุมด้วยชุดสีแดงเพลิงที่ดูร้อนแรงและน่าเกรงขาม ใบหน้านิ่งเรียบแต่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนอากาศรอบข้างดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลง “เกี้ยวหยุด” เฉินซือเยว่สั่งเสียงเรียบ เกี้ยวถูกวางลงอย่างนิ่มนวล เฉินซือเยว่ก้าวลงมา เสี่ยวหลินรีบวิ่งไปพยุงแขน นางกวาดสายตามองเหล่าข้าราชบริพารที่หมอบกราบอยู่หน้าประตูห้องบรรทม “ฝ่าบาทตื่นหรือยัง?” นางถามหัวหน้าขันที “ตะ... ตื่นบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทว่า... พระอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก ทรงรับสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าเฝ้าเลยพ่ะย่ะค่ะ” “อ้อ... งอแงสินะ” เฉินซือเยว่พยักหน้าเข้าใจ “ถอยไป ข้าจัดการเอง” นางเดินตรงไปที่ประตูบานใหญ่โดยไม่รอให้ใครเปิดให้ ตอนแรกนางจะใช้เท้าถีบ... แต่ระงับใจไว้ได้ จึงใช้มือผลักประตูเปิดออกอย่างแรง ปัง! ภาพภายในห้องคือเด็กหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าบูดบึ้ง รอบเตียงเต็มไปด้วยหมอนและผ้าห่มที่ถูกปาทิ้งระเกะระกะ ฮ่องเต้หลี่จิงเงยหน้าขึ้นมองผู้บุกรุกด้วยแววตาเกรี้ยวกราด “ใครกล้า...!” แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร คำด่าที่เตรียมไว้ก็จุกอยู่ที่คอโดยอัตโนมัติ ภาพของแม่เลี้ยงผู้จืดจางที่วันนี้ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ชุดสีแดงสดและเครื่องหัวอลังการทำให้นางดูเหมือนเทพธิดาแห่งสงครามมากกว่าแม่พระ "เสด็จแม่?" หลี่จิงขมวดคิ้วมุ่น "เหตุใดจึงเสด็จมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง? แล้วแต่งองค์ทรงเครื่องอันใดของท่าน... นี่คิดจะไปเปิดโรงงิ้วที่ใดกัน?" เฉินซือเยว่ไม่ตอบ แต่เดินข้ามกองหมอนเข้าไปหยุดที่ข้างเตียง มองดูสภาพของ ผู้เล่นคนสำคัญ ที่ Statusตอนนี้ติดสถานะ “Lazy” ขี้เกียจ และ “Grumpy” หงุดหงิด “ลุกขึ้น” นางสั่งสั้น ๆ “ข้าไม่ลุก” หลี่จิงเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น "วันนี้ข้าประชวร! ข้าจะไม่ไปออกว่าราชการ! ข้าเบื่อขี้หน้าพวกเฒ่าหัวหงอกพวกนั้นเต็มทน คร้านจะฟังพวกมันพร่ำบ่นให้รำคาญหู!" “ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไปประชุม” เฉินซือเยว่ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้หลี่จิงรู้สึกหนาวสันหลังวาบ “ข้าจะพาเจ้าไปฟาร์ม(Farm)ผลผลิต” “ฟาร์ม? ไปทำไร่ไถนาเยี่ยงทาสเนี่ยนะ?” หลี่จิงทำหน้าเหวอ “ไม่ใช่ฟาร์มผัก แต่ไปฟาร์มทองคำต่างหาก” เฉินซือเยว่ก้มลงกระซิบ “ข้าได้ข่าวมาว่าในท้องพระคลังของเจ้า มีไอเทมขยะ... เอ้ย! ของมีค่าที่วางทิ้งไว้ฝุ่นจับอยู่เพียบ วันนี้เราจะไปเปลี่ยนขยะพวกนั้นให้เป็นทองคำ เพื่อเอามาสร้างกองทัพของเจ้าไง” คำว่า “สร้างกองทัพ” กระตุกต่อมความสนใจของเด็กหนุ่มเข้าอย่างจัง ดวงตาของเขาเป็นประกายวูบหนึ่ง แต่ยังคงวางมาด “แล้ว... แล้วจะให้ข้าทำเยี่ยงไรเล่า? ข้าเป็นถึงโอรสสวรรค์เชียวนะ! จะให้ไปรื้อค้นของเก่ามาเร่ขายเยี่ยงพ่อค้าเร่กระนั้นรึ... ศักดิ์ศรีข้ามิป่นปี้หมดหรือไร!” “เกียรติยศกินไม่ได้ แต่ทองคำจ้างทหารได้” เฉินซือเยว่พูดสวนทันควัน พลางยื่นมือส่งให้เขา “เลือกเอา... จะนอนเน่าตายซากอยู่บนเตียงให้ขุนนางหัวเราะเยาะ หรือจะลุกขึ้นมากับข้า แล้วไปเอาคืนพวกมัน?” หลี่จิงมองมือเรียวขาวซีดที่ยื่นมาตรงหน้า เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึก ปัดมือนางออกแล้วลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง “ข้าลุกเองได้! ไม่ต้องมาจูง!” เขาบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมเดินไปที่โต๊ะล้างหน้า “เช่นนั้น... เจ้าแน่ใจหรือว่าอุบายของเจ้าจะสัมฤทธิ์ผล? หากข้าไปแล้วเสียเที่ยว ข้าจะสั่งประหารเจ้า โทษฐานหลอกลวงโอรสสวรรค์เสียให้เข็ด!” “ถ้าไม่เวิร์ค...หมายถึง ไม่สำเร็จ” เฉินซือเยว่ยักไหล่ “ข้าจะยอมให้เจ้าปาแจกันใบโปรดของข้าทิ้งหนึ่งใบ ดีไหม?” “ตกลง!” หลี่จิงตอบรับทันที “เตรียมตัวเสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะไปถล่มคลังสมบัติกับเจ้า!” หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ หน้ากรมการคลัง ขบวนเสด็จของฮ่องเต้และพระพันปีเคลื่อนมาหยุดที่หน้าประตูใหญ่ของกรมการคลัง อาคารไม้หลังมหึมาที่ดูทรุดโทรมกว่าส่วนอื่นของวังหลวงเล็กน้อย ตะไคร่น้ำเกาะตามเสา และมีกลิ่นอายของความเก่าเก็บลอยออกมา ขุนนางกรมคลังสามสี่คนที่กำลังนั่งจิบชานินทาเจ้านายอยู่ข้างใน สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงประกาศก้อง “ฮ่องเต้เสด็จ! พระพันปีเสด็จ!” ถ้วยชาในมือขุนนางเฒ่าผู้ดูแลคลังร่วงลงพื้นแตกกระจาย เพล้ง! พวกเขารีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมาต้อนรับด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดเหงื่อแตกพลั่ก “ถวายบังคมฝ่าบาท! ถวายบังคมพระพันปี! ทรง... ทรงเสด็จมามีราชกิจอันใดหรือพะย่ะค่ะ? เหตุใดไม่ทรงแจ้งล่วงหน้า กระหม่อมจะได้เตรียมการต้อนรับ...” ขุนนางเฒ่าถามเสียงสั่น พลางเหลือบตามองหน้ากันเลิ่กลั่ก เฉินซือเยว่ที่ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว แววตาคมกริบกวาดมองขุนนางเหล่านั้นราวกับสแกนเนอร์ที่กำลังตรวจสอบไอเทมในตัวศัตรู ล็อกเป้าหมาย (Target): ขุนนางกรมคลัง คลาส (Class): NPC สายพ่อค้าหน้าเงิน / กังฉิน (Merchant / Corrupt) เลเวล (Level): 40 (มินิบอสสุดน่ารำคาญ ตัวสูบ Gold ของเซิร์ฟเวอร์) จุดอ่อน (Weakness): การตรวจสอบบัญชี (Audit) - หมายเหตุ: หากใช้สกิล "เรียกดูงบการเงินย้อนหลัง" หรือ "ขู่ฟ้องสรรพากร" จะทำดาเมจทะลุเกราะ 300% และติดสถานะอัมพาตชั่วขณะ! “มิต้องวุ่นวายจัดพิธีรีตองอันใดให้มากความ” เฉินซือเยว่ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “วันนี้ข้ากับฝ่าบาทมิได้มาเพื่อจิบชาชมบุปผา... ทว่าพวกเรามาทำ Inventory Clearanceหรือเอ่ยให้พวกเจ้าเข้าใจง่ายๆ ก็คือ... มาล้างสต๊อกคลังสมบัติ!” “ละ... ล้างสต๊อก?” ขุนนางเฒ่าอ้าปากค้าง “ใช่ !” เฉินซือเยว่หันไปพยักหน้าให้เสี่ยวหลินและทหารองครักษ์ที่ติดตามมา “พังประตูเข้าไป! ขนของทุกอย่างออกมาวางที่ลานกว้าง ข้าจะตรวจดูทุกชิ้นว่าอันไหนเก็บไว้ (Keep) อันไหนขายทิ้ง (Sell) อันไหนขยะ (Trash)” “ช้าก่อนพะย่ะค่ะ!” ขุนนางเฒ่ารีบเอาตัวเข้ามาขวางหน้าประตู “ทำเช่นนั้นไม่ได้นะพะย่ะค่ะ! ของในคลังล้วนเป็นสมบัติแผ่นดิน เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีขั้นตอนเบิกจ่าย ต้องมีลายเซ็นเสนาบดี ต้องมี...” “หุบปาก!” เสียงตวาดไม่ได้มาจากเฉินซือเยว่ แต่มาจากฮ่องเต้หลี่จิงที่ยืนหน้าแดงด้วยความรำคาญ เขาชักกระบี่ที่เอวออกมา ถึงแม้จะเป็นกระบี่ประดับที่ยังไม่ลับคมก็เถอะ ชี้หน้าขุนนางเฒ่า “นี่มันคลังของข้า! สมบัติของข้า! ข้าจะรื้อ จะขาย จะเผาทิ้ง มันก็เรื่องของข้า! ใครกล้าขวาง... ข้าจะถือว่ามันผู้นั้นซ่อนเร้นความผิด และจะสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรเดี๋ยวนี้!” เฉินซือเยว่ลอบยิ้มในใจ เยี่ยมมากไอ้ลูกชาย... สกิลข่มขู่ (Intimidation Skill) ทำงานได้ดี ขุนนางเฒ่าเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที ไม่ใช่แค่เพราะกลัวกระบี่ แต่เพราะรัศมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปของฮ่องเต้ และสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของพระพันปีที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง “หลีกไป!” หลี่จิงตะโกนสั่ง ข้าราชบริพารรีบแหวกทางให้ ประตูคลังสมบัติที่ถูกปิดตายมานานค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก เสียงบานพับฝืดเคืองดัง เอี๊ยด... ราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณบรรพชน ฝุ่นคลุ้งกระจายออกมาจากภายใน เมื่อฝุ่นจางลง แสงแดดส่องเข้าไปเผยให้เห็นกองสมบัติระเกะระกะ ทั้งหีบทองคำ ผ้าไหมเก่าเก็บ แจกันฝุ่นจับ และ... กองขยะที่ดูเหมือนของกำนัลไร้ค่าที่ถูกโยนทิ้งๆ ขว้างๆ เฉินซือเยว่ยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าเห็นบอสระดับแรร์ “โอ้โห...” นางอุทานเบา ๆ “นี่มันแหล่งฟาร์มชั้นยอดชัด ๆ... งานนี้รวยเละแน่พวกเรา” นางหันไปมองหน้าหลี่จิงที่ยืนตะลึงกับความรกของคลังสมบัติ “เอาล่ะ ฝ่าบาท...” เฉินซือเยว่ถลกแขนเสื้อชุดคลุมขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ผิดวิสัยสตรีชาววัง “เตรียมตัวสกปรกได้เลย วันนี้เราจะรื้อที่นี่ให้เหี้ยน!” ภารกิจกวาดล้างคลังแสง เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นทุนในการกู้ชาติ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD