แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลายเก่าคร่ำคร่า ส่องกระทบฝุ่นละอองนับล้านที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศราวกับหมอกควันในสนามรบ กลิ่นอับชื้นของไม้เก่า เชื้อรา และความโลภที่หมักหมมมานานปี โชยมาเตะจมูกจนฮ่องเต้หนุ่มต้องยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกพร้อมกับส่งเสียงไอโขลกเขลก
“แค่ก! แค่ก! นี่มันคลังสมบัติหรือสุสานบรรพชนกันแน่? ทำไมถึงได้สกปรกโสโครกเช่นนี้!”
หลี่จิงบ่นอุบอิบ ดวงตามังกรที่โผล่พ้นแขนเสื้อฉายแววรังเกียจขยะแขยง สำหรับโอรสสวรรค์ที่เติบโตมาในห้องบรรทมสะอาดเอี่ยม แม้จะชอบปาข้าวของให้รกเพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยต้องมาสัมผัสความสกปรกระดับนี้ด้วยตัวเอง สภาพของท้องพระคลังตรงหน้าคือสิ่งที่เหนือจินตนาการของเขาไปไกลโข
ตรงกันข้าม เฉินซือเยว่ในร่างพระพันปีเหรินเชวี่ย กลับยืนนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางดงฝุ่น นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางขึ้นมาผูกปิดครึ่งหน้า เหลือไว้เพียงดวงตาคมกริบที่กวาดมองไปรอบๆ ราวกับเครื่องสแกนเนอร์ที่กำลังประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
ในสายตาของคนทั่วไป นี่คือกองภูเขาเลากาของสิ่งของมีค่าที่วางระเกะระกะ แต่ในสายตาของอดีตกัปตันทีมอีสปอร์ตระดับโลก เฉินซือเยว่มองเห็นเป็นหน้าต่างช่องเก็บของขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยไอเทมรอการจัดการ
กองทางซ้ายคือแจกันลายครามที่ดูเหมือนจะร้าว กองทางขวาคือหีบผ้าไหมที่เริ่มมีราขึ้น และตรงกลางคือกองฎีกาเบิกงบประมาณที่ถูกโยนทิ้งไว้ราวกับขยะเปียก
“เละเทะ...” เฉินซือเยว่พึมพำเสียงอู้อี้ผ่านผ้าปิดหน้า “ไม่มีการจัดหมวดหมู่ ไม่มีการแยกประเภท แถมยังวางของทับกันจนค่าความทนทานลดฮวบ นี่มันระบบจัดการคลังสินค้าที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา”
“เจ้าบ่นอะไรของเจ้า?” หลี่จิงหันมาถาม คิ้วขมวดมุ่น “ข้าได้ยินแต่คำประหลาดๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ข้ากำลังประเมินสถานการณ์” เฉินซือเยว่ยกชายกระโปรงผ้าไหมราคาแพงขึ้นเล็กน้อย ก้าวเดินฝ่าดงฝุ่นเข้าไปโดยไม่ลังเล “ตามข้ามา ฝ่าบาท แล้วระวังอย่าไปเหยียบกับดักเข้าล่ะ”
“กับดัก? ในคลังของข้ามีกับดักด้วยรึ?” หลี่จิงชะงักฝีเท้า รีบมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ที่เอวแน่น
“กับดักทางบัญชีน่ะสิ” เฉินซือเยว่หันมาส่งสายตาเย็นเยียบ “ข้าได้กลิ่นตุๆ ว่าของในนี้ ดีไม่ดีจะเป็นของปลอมไปเสียครึ่งคลัง”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง โดยเฉพาะ ใต้เท้าจิน ขุนนางเจ้ากรมการคลังร่างท้วมที่เพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบตามเข้ามาถึงกับสะดุ้งโหยง เหงื่อกาฬไหลพลั่กอาบใบหน้าอูมๆ ราวกับเขื่อนแตก เขารีบกุลีกุจอเข้ามาขวางหน้ากองหีบใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“พระ... พระพันปีพะย่ะค่ะ! ทรงระวังพะย่ะค่ะ! ตรงนั้นฝุ่นหนามาก เกรงว่าจะระคายเคืองพระวรกาย ให้กระหม่อมเรียกคนมาทำความสะอาดก่อนดีไหมพะย่ะค่ะ? วันหน้าค่อยเสด็จมาใหม่...”
เฉินซือเยว่หยุดเดิน หันมาจ้องหน้าใต้เท้าจินด้วยสายตาที่ทำเอาอีกฝ่ายขนลุกซู่ มันไม่ใช่สายตาข่มขู่แบบราชวงศ์ทั่วไป แต่เป็นสายตาของผู้เล่นระดับสูงที่กำลังมอง เอ็นพีซี พ่อค้าหน้าเลือดที่พยายามจะย้อมแมวขายของ
“หลีกไป ใต้เท้าจิน” เฉินซือเยว่เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้มาเดินเล่น ข้ามาตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน”
“ตะ... ตรวจสอบบัญชี?” ใต้เท้าจินละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ “แต่บัญชีของกรมคลังซับซ้อนนัก เกรงว่าพระพันปีจะไม่เข้าพระทัย...”
“ซับซ้อน?” เฉินซือเยว่เลิกคิ้วสูง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ “เจ้าคิดว่าข้าอ่านไม่ออกรึ? งบดุลที่ตัวแดงเถือก รายรับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่รายจ่ายพุ่งทะลุเพดานเหมือนยอดคนดูตอนสตรีมล่ม... ข้าดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไส้ในมันเน่าเฟะแค่ไหน”
นางผลักไหล่หนาๆ ของใต้เท้าจินออกไปให้พ้นทางอย่างไม่ไยดี แล้วเดินตรงไปยังหีบใบใหญ่ที่เขาพยายามปกป้องเมื่อครู่ มือเรียวขาวซีดเอื้อมไปเปิดฝาหีบออก
แอ๊ด...
เสียงบานพับฝืดเคืองดังกรีดแทงแก้วหู แสงสีทองอร่ามส่องประกายวูบวาบออกมาจากในหีบ หลี่จิงที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับตาโต
“โอ้! นั่นมันปะการังทองคำที่แคว้นทางใต้ส่งมาเป็นบรรณาการเมื่อปีก่อนนี่!” หลี่จิงจำได้แม่น “ข้าจำได้ว่ามันสวยมาก แต่มันมาอยู่ในห้องเก็บของแบบนี้ได้ยังไง?”
ภายในหีบคือต้นปะการังสีทองขนาดเท่าแขน แผ่กิ่งก้านสาขางดงามดูเลอค่าสมคำร่ำลือ ใต้เท้าจินรีบแทรกตัวเข้ามาอธิบายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเกินเหตุ หวังจะกลบเกลื่อนพิรุธ
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ! นี่คือสมบัติล้ำค่า! หายากยิ่ง! กระหม่อมเก็บรักษาไว้อย่างดีในหีบนี้ เพื่อรอวันมหามงคล...”
“เก็บไว้อย่างดี?” เฉินซือเยว่ทวนคำ นางยื่นมือลงไปหยิบปะการังทองคำแท่งนั้นขึ้นมา ถือไว้ในมือแล้วชั่งน้ำหนักดู “แปลก...”
“แปลกอันใดหรือพะย่ะค่ะ?” ใต้เท้าจินเริ่มเหงื่อแตกอีกรอบ คราวนี้ไหลย้อยลงมาจนถึงคาง
“น้ำหนักมันเบาผิดปกติ” เฉินซือเยว่พึมพำกับตัวเอง “ทองคำเป็นโลหะที่มีความหนาแน่นสูง ต่อให้เป็นปะการังโปร่ง แต่ขนาดเท่านี้ น้ำหนักมันควรจะตึงมือกวานี้อย่างน้อยสองเท่า เว้นเสียแต่ว่า...”
นางใช้นิ้วชี้เคาะลงบนกิ่งปะการังเบาๆ
ป๊อก... ป๊อก...
เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงกังวานใสของโลหะ แต่เป็นเสียงทึบๆ ของวัตถุที่มีรูพรุน
“ไม้?” หลี่จิงอุทานออกมา ดวงตาเบิกกว้าง “เสียงมันเหมือนไม้ชัดๆ!”
เฉินซือเยว่ไม่รอช้า นางดึงปิ่นปักผมทองคำจากบนศีรษะของตนเองออกมา แล้วใช้ปลายแหลมของปิ่นขูดลงไปที่ฐานของปะการังอย่างแรงโดยไม่สนใจความงดงามของมัน
ครืด!
เศษสีทองหลุดร่อนออกมาตามแรงขูด เผยให้เห็นเนื้อในสีน้ำตาลเข้มที่เป็นเสี้ยนไม้ชัดเจน
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องคลังทันที ราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา ใต้เท้าจินหน้าซีดจนกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบจะลงไปกองกับพื้น ส่วนหลี่จิงอ้าปากค้าง จ้องมองปะการังทองคำที่บัดนี้กลายเป็นเพียงกิ่งไม้ทาสีด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน...” เสียงของฮ่องเต้สั่นเครือด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ “นี่มันของปลอม! เจ้ากล้าเอาไม้ผุๆ มาย้อมแมวว่าเป็นทองคำงั้นรึ!?”
“ฝะ... ฝ่าบาท! กระหม่อมไม่ทราบ! กระหม่อมไม่รู้เรื่อง!” ใต้เท้าจินรีบโขกศีรษะลงกับพื้นฝุ่นตลบ เสียงดัง ตึง! ตึง! “ตอนที่รับมา มันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว! ต้องเป็นพวกทูตแคว้นใต้ที่หลอกลวงเราแน่ๆ พะย่ะค่ะ!”
“โกหก!” เฉินซือเยว่ตวาดเสียงเย็น
นางโยนกิ่งไม้ทาสีนั้นทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี เสียงไม้กระทบพื้นดัง ตุบ แล้วกอดอกมองขุนนางเฒ่าด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ในบันทึกบรรณาการ ระบุชัดเจนว่ามีการตรวจสอบน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของทองคำก่อนนำเข้าคลัง” เฉินซือเยว่ร่ายยาวเหมือนกำลังอ่านข้อมูลบันทึกระบบ “ถ้าตอนรับมาเป็นทองคำ แต่ตอนอยู่ในคลังกลายเป็นไม้ มันจะมีคำอธิบายอื่นได้ยังไง นอกจากมีคนในนี้ สับเปลี่ยนของ เอาของจริงออกไปขาย แล้วเอาของปลอมมาวางแทน!”
“สับเปลี่ยนของ?” หลี่จิงทวนคำ หน้าเริ่มแดงก่ำด้วยโทสะ “เจ้าหมายความว่า... มีคนขโมยของจริงไป แล้วเอาขยะนี่มาวางแทนงั้นรึ?”
“ถูกต้อง” เฉินซือเยว่ดีดนิ้ว “และคนที่มีกุญแจคลัง คนที่มีอำนาจเซ็นรับของ ก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอก จริงไหมใต้เท้าจิน?”
ใต้เท้าจินตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาคำแก้ตัว แต่สายตาอำมหิตของพระพันปีและรังสีฆ่าฟันของฮ่องเต้ทำให้สมองเขาตื้อไปหมด
เฉินซือเยว่หันไปหาเสี่ยวหลินที่ยืนถือสมุดบัญชีรออยู่ด้วยท่าทางเตรียมพร้อม
“จดบันทึกไป... ปะการังทองคำ สถานะ: สูญหายและถูกสับเปลี่ยน มูลค่าความเสียหาย: ห้าร้อยตำลึงทอง ผู้รับผิดชอบ: กรมการคลัง”
“พะย่ะค่ะ!” เสี่ยวหลินรับคำแข็งขัน รีบจดขยุกขยิกลงในสมุดด้วยลายมือหวัดๆ
เฉินซือเยว่เดินหน้าต่อ นางชี้ไปที่กองแจกันลายครามสูงท่วมหัวที่วางกองระเกะระกะอยู่มุมห้อง
“แจกันพวกนั้น... ยุคราชวงศ์ก่อนใช่ไหม?”
“พะ... พะย่ะค่ะ” ใต้เท้าจินตอบเสียงอ่อย หน้าแนบพื้นไม่กล้าเงยขึ้นมาสบตา
“ทำไมมันถึงมีเยอะขนาดนั้น?” เฉินซือเยว่ถามเสียงเรียบ “ของหายากระดับตำนาน มันไม่ควรจะมีเกลื่อนกลาดเหมือนของแจกฟรีขนาดนี้สิ”
นางเดินเข้าไปใกล้ หยิบแจกันใบหนึ่งขึ้นมาส่องดูก้นแจกัน แล้วก็แสยะยิ้มมุมปากอีกครั้ง
“ตราประทับ... “ผลิตที่เตาเผาหมู่บ้านจาง ปีรัชศกปัจจุบัน” “ เฉินซือเยว่อ่านข้อความเล็กจิ๋วที่ก้นแจกัน “โอ้โห... นี่มันงานสินค้าชุมชนชัดๆ ไม่ใช่ของโบราณอะไรเลย”
“สามหาว!” หลี่จิงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเดินเข้าไปเตะแจกันใบหนึ่งจนล้มกลิ้ง เพล้ง! เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้น “พวกเจ้ากล้าเอาของกระจอกพวกนี้มาหลอกขายให้วังหลวงในราคาของโบราณงั้นรึ! มิน่าล่ะ... มิน่าเงินในท้องพระคลังถึงได้ร่อยหรอ!”
ความจริงกระแทกหน้าฮ่องเต้หนุ่มอย่างจัง เขาเพิ่งเข้าใจสิ่งที่เฉินซือเยว่เคยเปรย ๆ ไว้เมื่อเช้า ว่าเขาเป็นเหมือน วาฬ หรือพวกคนรวยหน้าโง่ที่จ่ายเงินไม่อั้นแต่เล่นไม่เป็น เขาถูกขุนนางหน้าเลือดพวกนี้สูบเลือดสูบเนื้อมาตลอด โดยที่เขาหลงคิดว่าตัวเองร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า
“ใจเย็นๆ ฝ่าบาท อย่าเพิ่งทำลายหลักฐาน” เฉินซือเยว่รีบคว้าแขนเสื้อฮ่องเต้ไว้ “แจกันพวกนี้ถึงจะเป็นของใหม่ แต่มันก็ยังขายได้ในราคาของแต่งบ้าน... อย่าเพิ่งทุบทิ้ง เก็บไว้ขายเอาทุนคืนดีกว่า”
นางหันกลับไปมองสภาพโดยรวมของคลังสมบัติอีกครั้ง ตอนนี้ในสายตาของนาง มันไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติอีกต่อไป แต่มันคือ สถานที่ก่ออาชญากรรม ที่เต็มไปด้วยหลักฐานการทุจริตคอรัปชั่น
“ฟังนะ ใต้เท้าจิน...” เฉินซือเยว่เดินกลับมายืนค้ำหัวขุนนางเฒ่าที่หมอบราบอยู่ “และขุนนางกรมคลังทุกคนที่แอบฟังอยู่ข้างนอก...”
นางเว้นจังหวะ เสียงของนางดังกังวานก้องไปทั่วห้องโถง สะท้อนกลับไปมาราวกับคำพิพากษา
“วันนี้ ข้าจะทำการ ล้างบาง ...ของทุกชิ้นในนี้ จะถูกรื้อออกมาตรวจสอบใหม่หมด ชิ้นไหนปลอม ข้าจะคิดค่าเสียหายจากพวกเจ้า ชิ้นไหนจริงแต่สภาพพัง ข้าก็จะหักเงินเดือนพวกเจ้า... และถ้าใครกล้าหนี หรือกล้าเอาของออกไปซ่อน...”
เฉินซือเยว่แสยะยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เสี่ยวหลินเคยเห็น รอยยิ้มของยมทูตที่กำลังจะลากชื่อคนลงบัญชีหนังหมา
“ข้าจะถือว่าผู้นั้นเป็นกบฏ จะถูกขับออกจากราชการ ยึดทรัพย์ และเนรเทศไปชายแดนตลอดชีวิต เข้าใจไหม?”
“ข้า... เข้าใจพะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะรีบนำบัญชีของจริง... เอ้ย บัญชีทบทวนใหม่มาถวายเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ!” ใต้เท้าจินละล่ำละลัก แทบจะกราบเท้าพระพันปี น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวตาย
“ดี” เฉินซือเยว่พยักหน้า “ตอนนี้... แยกกองของซะ”
นางชี้ไปที่พื้นที่ว่างทางซ้ายซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น “กองนี้สำหรับ ขยะ ...ของปลอม ของพัง ของไร้สาระ กองไว้ตรงนี้ ข้าจะเอาไปเลหลังขายทอดตลาด”
แล้วนางก็ชี้ไปที่พื้นที่ว่างทางขวาซึ่งเล็กกว่ามาก “กองนี้สำหรับ ของจริง ...ถ้ายังมีเหลืออยู่นะ”
หลี่จิงยืนมองดูแม่เลี้ยงของตนบัญชาการขุนนางเ*******ูพวกนี้จนหัวหด เขาเกิดความรู้สึกทึ่งปนสยอง นางไม่ได้ใช้อำนาจตะคอกข่มขู่แบบที่เขาชอบทำ แต่นางใช้ ข้อมูล และ ความรู้ ต้อนศัตรูจนจนมุมเหมือนหมาจนตรอก
“นี่สินะ... วิธีการเล่นเกมของนาง” หลี่จิงพึมพำกับตัวเอง
เฉินซือเยว่หันมาเห็นสายตาของฮ่องเต้พอดี นางขยิบตาให้หนึ่งที
“อย่าเพิ่งยืนอึ้ง ฝ่าบาท มาช่วยกันแยกของ... ข้าเห็นดาบเล่มนั้นดูเข้าท่า อาจจะเป็นระดับแรร์ไอเทม... เอ้ย ระดับตำนานก็ได้ ลองไปเช็คดูซิ” นางชี้ไปที่ดาบยาวฝุ่นเขรอะเล่มหนึ่ง
“ได้!” หลี่จิงรับคำอย่างกระตือรือร้น ลืมความสกปรกไปจนหมดสิ้น รีบวิ่งไปหยิบดาบเล่มนั้นมาขัดดู
บรรยากาศในคลังสมบัติเปลี่ยนไป จากความตึงเครียดของการตรวจสอบทุจริต กลายเป็นความสนุกสนานของการ เปิดกาชา หรือการลุ้นว่าของชิ้นไหนจะเป็นของจริง ชิ้นไหนจะเป็นเกลือ
ผ่านไปสองชั่วยาม กอง ขยะ สูงเป็นภูเขาเลากา ในขณะที่กอง สมบัติจริง มีเพียงหยิบมือเดียว
เฉินซือเยว่ยืนมองผลงานด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ แต่ก็แฝงด้วยความหวัง นางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
“เสี่ยวหลิน...” นางเรียก
“พะย่ะค่ะ พระพันปี”
“ไปป่าวประกาศให้ทั่วเมืองหลวง... พรุ่งนี้ที่หน้าประตูวัง เราจะจัดงาน ประมูลครั้งใหญ่ นำของสะสมส่วนพระองค์ออกมาขาย...” เฉินซือเยว่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “บอกไปว่า เป็นของที่ฮ่องเต้ทรงเคยหยิบจับ แม้จะแค่ครั้งเดียวตอนจะปาทิ้งก็เถอะ พวกเศรษฐีหน้าโง่ที่อยากมีส่วนร่วมกับวังหลวง ต้องยอมจ่ายหนักแน่ๆ”
“พระพันปีจะทรงขายของพวกนี้... ให้กับขุนนางและพ่อค้าพวกนั้นหรือพะย่ะค่ะ?”
“ใช่” เฉินซือเยว่ตอบ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ “เราจะขาย ขยะ คืนให้กับคนที่สร้างขยะพวกนี้ขึ้นมา... ในราคาที่บวกกำไรมหาโหด”
หลี่จิงที่กำลังเช็ดดาบอยู่เงยหน้าขึ้นมาฟัง แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! ให้พวกมันซื้อของปลอมที่พวกมันเองเป็นคนเอามาถวายกลับไป! นี่มันการแก้แค้นที่เจ็บแสบที่สุด!”
เฉินซือเยว่มองดูฮ่องเต้ที่หัวเราะร่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน นางยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ภารกิจกวาดล้างคลังแสงสำเร็จไปหนึ่งเปราะ แถมยังได้ใจลูกทีมมาอีกหนึ่งกอง
“เกมเพิ่งจะเริ่ม...” นางคิดในใจ “รอดูพรุ่งนี้เถอะ ตลาดหุ้นต้าถังจะต้องปั่นป่วนแน่”