ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอันยังคงมืดสลัว แสงดาวริบหรี่เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับแสงสีทองจาง ๆ ที่เส้นขอบฟ้า ทว่าภายในเขตพระราชฐานชั้นในกลับสว่างไสวไปด้วยโคมไฟและความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ
ณ ห้องรับรองด้านหลังท้องพระโรงใหญ่ บรรยากาศตึงเครียดยิ่งกว่าห้องพักนักกีฬาก่อนเริ่มแมตช์ชิงแชมป์โลก ฮ่องเต้หลี่จิง ในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้าเล็บเต็มยศ กำลังเดินวนไปวนมา มือทั้งสองข้างชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบ เขากำหมัดแน่นสลับกับคลายออก พยายามระงับอาการสั่นที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะความ ประหม่า
วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางเขี้ยวลากดินในการประชุมเช้า โดยมี “โค้ช” คนใหม่อย่าง พระพันปีเหรินเชวี่ย ซึ่งเฉินซือเยว่ครองร่างอยู่ คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
“ฝ่าบาท...” เฉินซือเยว่ในชุดเต็มยศเช่นกัน แต่นั่งจิบชาอย่างใจเย็นอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าท่านเดินวนอีกรอบ พื้นห้องนี้คงสึกจนต้องเสียงบซ่อมแซมอีกแน่”
“ข้า... ข้าตื่นเต้น!” หลี่จิงหันมาตอบเสียงสั่น “เจ้าไม่เข้าใจหรอก! วันนี้ตาแก่เหริน... หมายถึงมหาเสนาบดีเหริน เขาต้องเตรียมเล่นงานข้าเรื่องแม่ทัพภาคเหนือแน่ ๆ ข้าได้ข่าวว่าเขารวบรวมรายชื่อขุนนางมาบีบข้าถึงสามสิบคน!”
“สามสิบคน...” เฉินซือเยว่พยักหน้าเบา ๆ ราวกับกำลังคำนวณตัวเลขดาเมจ “ก็แค่ ครีป ที่แปลว่ามันก็แค่ลูกสมุน สามสิบตัว กับบอสใหญ่หนึ่งตัว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นตรงไหน”
“ครีป? บอส?” หลี่จิงขมวดคิ้วกับศัพท์ประหลาดที่แม่เลี้ยงชอบพูด “เจ้าเห็นพวกนั้นเป็นตัวประหลาดรึไง? พวกนั้นคือขุนนางผู้ใหญ่ที่มีอำนาจล้นฟ้านะ!”
“อำนาจล้นฟ้า แต่ถ้าระบบการเล่น... เอ้ย ตรรกะความคิดผิดพลาด ก็พ่ายแพ้ได้เหมือนกัน” เฉินซือเยว่วางถ้วยชาลง แล้วกวักมือเรียกฮ่องเต้หนุ่ม “มานี่ มาทบทวนแผนการเล่นกันอีกรอบ”
หลี่จิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย เฉินซือเยว่ยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ แต่จัดระบบความคิดไว้ดีเยี่ยมให้เขา
“จำไว้ วันนี้ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่เป็นการต่อสู้ด้วย จังหวะ” นางชี้ไปที่ข้อความบนกระดาษ “ช่วงแรกของการประชุม เรียกว่าช่วง “แบนพิก” หรือการคัดกรองและตัดตัวเลือก”
“พวกขุนนางจะพยายามแบนหรือตัดทางเลือกของเจ้า โดยการอ้างกฎมณเฑียรบาล อ้างประเพณี หรืออ้างความมั่นคง เพื่อบีบให้เจ้าเหลือทางเลือกเดียว คือการแต่งตั้งคนของพวกเขา” เฉินซือเยว่อธิบายด้วยแววตาจริงจัง “หน้าที่ของเจ้าคือ ห้ามตกหลุมพราง ห้ามหัวร้อน และห้ามรีบตอบรับ”
“แล้วข้าต้องทำเช่นใด?”
“เจ้าต้อง “ยื้อเกม”“ เฉินซือเยว่ยิ้มมุมปาก “เมื่อพวกเขาเสนอชื่อหลานชายมหาเสนาบดีมา เจ้าอย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ให้ถามกลับ... ถามถึงคุณสมบัติ ถามถึงผลงาน ถามรายละเอียดจนกว่าพวกมันจะตอบไม่ทัน ปล่อยให้พวกมันพูดจนคอแห้ง แล้วรอสัญญาณจากข้า”
“สัญญาณ?”
“ใช่ ข้าจะนั่งอยู่หลังม่านไม้ไผ่ด้านหลังบัลลังก์มังกร” เฉินซือเยว่ชี้ไปทางผนังห้องที่เชื่อมต่อกับท้องพระโรง “ถ้าข้ากระแอมหนึ่งครั้ง แปลว่าให้เจ้าเงียบแล้วฟัง... ถ้าข้าเคาะพัดสองที แปลว่าให้เจ้า สวนกลับ (Counter Attack) ด้วยข้อมูลที่ข้าเตรียมให้”
นางหยิบม้วนกระดาษอีกอันออกมา ส่งให้ เสี่ยวหลิน กงกงน้อยที่ยืนรออยู่
“เสี่ยวหลิน วันนี้เจ้าคือ “คีย์บอร์ด” ของข้า” เฉินซือเยว่สั่ง “เจ้าคอยยืนอยู่ข้างฝ่าบาท ถ้าข้าส่งกระดาษแผ่นไหนผ่านช่องม่านไป เจ้าต้องรีบส่งให้ฝ่าบาททันที ห้ามช้าแม้แต่วินาทีเดียว เข้าใจไหม?”
“รับทราบพะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะไวยิ่งกว่าลิงลม!” เสี่ยวหลินรับคำแข็งขัน
ทันใดนั้น เสียงกลองยามเช้าก็ดังกระหึ่มขึ้น ตึง! ตึง! ตึง! บอกเวลาเริ่มการประชุมขุนนาง หัวใจของหลี่จิงกระตุกวูบ
“ได้เวลาแล้ว...” เขาพึมพำ หน้าซีดลงเล็กน้อย
เฉินซือเยว่ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปจัดเสื้อคลุมมังกรของหลี่จิงให้เรียบร้อย นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเด็กหนุ่ม
“ฟังนะ หลี่จิง” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่แม่เลี้ยงหรือโค้ช แต่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทีมที่เชื่อใจได้ “ในสนามแข่งนี้ เจ้าไม่ได้สู้อยู่คนเดียว ข้าอยู่ข้างหลังเจ้า ทีมของเราอยู่ข้างหลังเจ้า... เมิ่งเหยาคุมทหารอยู่หน้าประตู อิงเยว่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มข้าราชการคอยดักฟัง และเฉียนเฉียนเตรียมเงินไว้แก้ปัญหาถ้าจำเป็น”
นางตบไหล่เขาหนัก ๆ สองที ปึก ปึก
“สูดหายใจลึก ๆ เชิดหน้าขึ้น... แล้วออกไปโชว์ให้พวกมันเห็นว่า ใครคือเจ้าของบัลลังก์ตัวจริง”
คำพูดนั้นเหมือนเวทมนตร์บัฟพลังใจ หลี่จิงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แววตาที่เคยวาดกลัวเริ่มมีประกายแห่งความมุ่งมั่น เขาพยักหน้าให้เฉินซือเยว่
“ข้าจะทำให้ดีที่สุด”
“ไม่ใช่แค่ดีที่สุด” เฉินซือเยว่ยิ้มเหี้ยม
“แต่ต้องชนะ... ไปกันเถอะ ไปตบเกรียนพวกตาแก่กัน”
ณ ท้องพระโรงใหญ่ (Taihe Hall)
ประตูบานยักษ์เปิดออก เสียงขานชื่อ “ฮ่องเต้เสด็จ! พระพันปีเสด็จ!” ดังก้องกังวาน เหล่าขุนนางนับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศสีแดงและม่วง หมอบกราบลงกับพื้นพร้อมกันเสียงดังสนั่น
“ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
หลี่จิงก้าวเดินขึ้นสู่บัลลังก์มังกรด้วยท่วงท่าที่พยายามบังคับให้มั่นคงที่สุด แม้ขาจะสั่นเล็กน้อยภายใต้ร่มผ้า เขาขึ้นนั่งบนบัลลังก์ทองคำ มองลงมายังทะเลขุนนางที่หมอบอยู่เบื้องล่าง
ส่วนเฉินซือเยว่ แยกตัวเดินไปนั่งยังตั่งทองคำที่ตั้งอยู่ด้านหลังฉากกั้นไม้ไผ่โปร่ง ซึ่งถูกจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับพระพันปีในการ “ว่าราชการหลังม่าน” ตามธรรมเนียม ที่นางขุดขึ้นมาใช้ แม้จะมองไม่เห็นตัวชัดเจน แต่เงาร่างของนางและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา ก็ทำให้ขุนนางหลายคนรู้สึกหนาวสันหลัง
“ลุกขึ้นได้” หลี่จิงเอ่ยเสียงก้อง
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เหล่าขุนนางลุกขึ้นยืนจัดแถว
บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ มันเป็นความเงียบก่อนพายุจะเข้า ทุกคนรู้ดีว่าวันนี้มีวาระสำคัญ และตัวเอกของงานก็ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่แถวหน้าสุดฝั่งขวา
มหาเสนาบดีเหริน (เหรินจงเหลียง) ชายชราวัยหกสิบเศษ ผมสีดอกเลา หนวดเครายาวเฟิ้ม แต่ดวงตายังคงวาวโรจน์ดุจพญาเหยี่ยว เขายืนนิ่งสงบ ใบหน้าเรียบเฉยที่อ่านอารมณ์ไม่ออก แต่แผ่กลิ่นอายของ “บอสใหญ่” (Final Boss) ออกมาอย่างชัดเจน
เฉินซือเยว่มองดูพ่อบังเกิดเกล้าของร่างนี้ผ่านม่านไม้ไผ่ ในใจอดชื่นชมการออกแบบคาแรคเตอร์ไม่ได้
ดูสกิลเพรสเชอร์ (Pressure) นั่นสิ... แค่ยืนเฉย ๆ ค่าความกดดันก็พุ่งปรี๊ดแล้ว มิน่าหลี่จิงถึงกลัวหัวหด
“มีราชกิจอันใดจะกราบทูล เชิญว่ามา” หลี่จิงเปิดประเด็น พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
มหาเสนาบดีเหรินก้าวออกมาหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดนภาคเหนือพะย่ะค่ะ” เสียงของเขาทุ้มลึก กังวานและทรงพลัง “ตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์อุดร ว่างเว้นมานานกว่าสามเดือนแล้ว ข้าศึกศัตรูเริ่มรุกราน ราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส จำเป็นต้องเร่งแต่งตั้งผู้มีความสามารถไปดูแลโดยเร็วที่สุดพะย่ะค่ะ”
“อืม...” หลี่จิงพยักหน้าตามบท “แล้วท่านมหาเสนาบดีเห็นว่าใครเหมาะสม?”
“กระหม่อมและเหล่าขุนนางได้หารือกันแล้ว เห็นพ้องต้องกันว่า “หลิวฟาง” บุตรชายของแม่ทัพตระกูลหลิว ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของกระหม่อม เป็นผู้มีความกล้าหาญ เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม เหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างยิ่งพะย่ะค่ะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ขุนนางฝ่ายเสนาบดีกว่าครึ่งท้องพระโรงก็ก้าวออกมาพร้อมกัน ประสานเสียงรับลูกทันที
“กระหม่อมเห็นด้วยพะย่ะค่ะ!”
“แม่ทัพหลิวฟางองอาจกล้าหาญ เหมาะสมที่สุด!”
“ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยพะย่ะค่ะ!”
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ฮ่องเต้หนุ่มเหมือนคลื่นสึนามิ นี่คือท่าไม้ตายคอมโบ (Combo Skill) ของฝ่ายขุนนางเก่า การใช้ “เสียงส่วนมาก” กดดันให้ฮ่องเต้ยอมจำนน หากเป็นเมื่อก่อน หลี่จิงคงสติแตก ตะโกนด่า หรือไม่ก็จำใจเซ็นอนุมัติไปแล้วด้วยความรำคาญ
แต่ครั้งนี้... เขากำที่วางแขนแน่น หายใจเข้าลึก นึกถึงคำสอนของเฉินซือเยว่เมื่อครู่
อย่าเพิ่งรับ อย่าเพิ่งปฏิเสธ... ถามกลับ
“หลิวฟางงั้นรึ?” หลี่จิงเอ่ยขึ้น ขัดจังหวะเสียงเชียร์ “ข้าจำได้ว่าเขาเคยประจำการอยู่ที่ค่ายทหารหลวง... ท่านเสนาบดีบอกว่าเขาเชี่ยวชาญพิชัยสงคราม ข้าอยากทราบว่า เขาเคยผ่านศึกจริงมากี่ครั้ง? ชนะกี่ครั้ง? และมีความดีความชอบอะไรเป็นที่ประจักษ์บ้าง?”
คำถามนั้นทำให้ท้องพระโรงเงียบกริบลงชั่วขณะ ทำให้มหาเสนาบดีเหรินเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติฮ่องเต้ไม่เคยสนใจรายละเอียดพวกนี้
“ทูลฝ่าบาท...” เสนาบดีเหรินตอบอย่างใจเย็น “หลิวฟางแม้จะยังไม่เคยออกศึกใหญ่ แต่ก็ได้ศึกษาตำราพิชัยสงครามซุนวูจนแตกฉาน อีกทั้งยังฝึกปรือฝีมือดาบกับยอดฝีมือมาตั้งแต่เด็ก...”
“ศึกษาตำรา?” หลี่จิงทวนคำ เลียนแบบน้ำเสียงยียวนของเฉินซือเยว่ได้เกือบเหมือน “แปลว่าเก่งแต่ในกระดาษงั้นรึ? ชายแดนภาคเหนือมีชนเผ่าเซียงหนูที่ดุร้าย พวกมันไม่ได้รบตามตำราซุนวูนะท่านเสนาบดี”
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นในหมู่ขุนนาง ฮ่องเต้เริ่มโต้ตอบ! และโต้ตอบด้วยตรรกะที่ฟังดูเข้าท่าเสียด้วย
เสนาบดีเหรินหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ วันนี้ฮ่องเต้ดู “ฉลาด” ขึ้นผิดหูผิดตา
“ฝ่าบาทตรัสมีเหตุผล” เหรินจงเหลียงแก้เกมทันควัน “แต่การรบต้องการแม่ทัพที่มีบารมี หลิวฟางมาจากตระกูลทหารเก่าแก่ ย่อมมีบารมีควบคุมไพร่พลได้ อีกทั้ง...”
เขาส่งสายตาให้ขุนนางฝ่ายกรมกลาโหมคนหนึ่งก้าวออกมา
“ทูลฝ่าบาท!” ขุนนางกรมกลาโหมรีบรับไม้ต่อ “นอกจากหลิวฟางแล้ว ก็หามีผู้ใดที่มีคุณสมบัติพร้อมเท่านี้อีกแล้วพะย่ะค่ะ หากฝ่าบาททรงประวิงเวลา เกรงว่าชายแดนจะแตกพ่าย ความเสียหายจะตกอยู่กับแผ่นดินนะพะย่ะค่ะ!”
เริ่มแล้ว... การใช้การ์ด “ความรักชาติ” และ “ความกลัว” มาข่มขู่ นี่คือสกิล CC (Crowd Control) ที่ทำให้คู่ต่อสู้ขยับตัวไม่ได้
หลี่จิงเริ่มเหงื่อตก เขาหันไปมองทางม่านไม้ไผ่แวบหนึ่ง
แกรก แกรก
เสียงพัดกระทบไม้ดังขึ้นสองครั้งเบา ๆ... สัญญาณสวนกลับ!
เสี่ยวหลินที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์ ทำท่าเหมือนก้มลงจัดชายเสื้อให้ฮ่องเต้ แต่ในมือยัดกระดาษแผ่นเล็กใส่มือหลี่จิงอย่างแนบเนียน
หลี่จิงก้มลงมองโพยแวบเดียว ข้อความสั้นๆ เขียนว่า:
“Stats don’t lie ค่าสถานะไม่โกหก - ถามเรื่องงบประมาณและการขาดลา”
มุมปากของฮ่องเต้กระตุกยิ้ม เขามีข้อมูลลับที่ อิงเยว่ สนมสายสืบ ไปหามาให้เมื่อคืน
“ท่านเจ้ากรมกลาโหมบอกว่าไม่มีใครเหมาะสมเท่าหลิวฟาง...” หลี่จิงเปิดเกมรุก “แต่จากรายงานการฝึกซ้อมของกองทัพหลวงเดือนล่าสุด... ทำไมชื่อของหลิวฟางถึงมีการขาดซ้อมถึงสิบห้าวันในหนึ่งเดือน?”
ขุนนางกรมกลาโหมหน้าซีดเผือด “อะ... เอ้อ... ทูลฝ่าบาท นั่น... นั่นอาจจะเป็นเพราะเขาป่วย...”
“ป่วย?” หลี่จิงเสียงดังขึ้น “ป่วยบ่อยขนาดนี้ จะไปทนอากาศหนาวเหน็บที่ชายแดนเหนือได้รึ? หรือว่าที่ป่วย เพราะไปเมาค้างอยู่ที่หอนางโลม “บุปผาสวรรค์” กันแน่?”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มท้องพระโรง ขุนนางหลายคนกลั้นขำไม่อยู่ ข้อมูลนี้ลึกมาก ลึกจนน่ากลัวว่าฮ่องเต้รู้ได้อย่างไร
“อีกอย่าง...” หลี่จิงไม่ปล่อยให้ตั้งตัว “งบประมาณเบิกจ่ายอาวุธของกองพันที่หลิวฟางดูแล มีตัวเลขสูญหายไปกว่าสามพันตำลึง... ท่านเสนาบดีเหริน ท่านบอกว่าหลานชายท่านซื่อสัตย์ แต่ทำไมบัญชีถึงแดงเถือกเช่นนี้? หรือว่าตำราพิชัยสงครามสอนวิชายักยอกเงินหลวงด้วย?”
Strike! โจมตีเข้าเป้าอย่างจัง
มหาเสนาบดีเหรินหน้าตึงขึ้นมาทันที เขามองหลานชายตัวเองที่ยืนหน้าซีดอยู่แถวหลังด้วยสายตาคาดโทษ ข้อมูลพวกนี้เป็นความลับภายในกรมกลาโหม ฮ่องเต้ไม่มีทางรู้ได้ เว้นแต่จะมีหนอนบ่อนไส้ หรือ... มีใครบางคนที่มีหูตากว้างไกลคอยหนุนหลัง
สายตาของเหรินจงเหลียงเลื่อนไปหยุดที่ม่านไม้ไผ่หลังบัลลังก์ เงาร่างของสตรีที่นั่งจิบชาอยู่อย่างสบายอารมณ์... ลูกสาวของเขาเอง
เหรินเชวี่ย... เจ้าเองรึ?
“ฝ่าบาท...” เหรินจงเหลียงก้าวออกมาอีกครั้ง เสียงของเขาเย็นเยียบและกดดันกว่าเดิม “เรื่องส่วนตัวเล็กน้อย อาจจะมีการเข้าใจผิดกันได้ แต่เรื่องบ้านเมืองรอช้าไม่ได้ หากฝ่าบาทไม่ทรงโปรดหลิวฟาง แล้วฝ่าบาทมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือพะย่ะค่ะ? หรือจะทรงปล่อยให้ตำแหน่งว่างเว้น จนข้าศึกบุกมาถึงเมืองหลวง?”
นี่คือการกดดันขั้นสุดท้าย (Ultimatum) ถ้าฮ่องเต้เสนอชื่อมั่วซั่ว จะโดนตีตกและโดนประณามว่าไร้ความสามารถ
หลี่จิงสูดหายใจลึก เขาจำแผนการขั้นต่อไปได้แม่นยำ... แผนการ “Counter Pick”
“ข้ามี” หลี่จิงประกาศก้อง
“ผู้ใดหรือพะย่ะค่ะ?” เหรินจงเหลียงถามท้าทาย
“ข้าเห็นด้วยที่จะแต่งตั้ง หลิวฟาง เป็นแม่ทัพภาคเหนือ...”
ประโยคนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงชะงัก เฉินซือเยว่หลังม่านยิ้มกริ่ม ดีมาก... หลอกให้ตายใจ (Bait)
“อ้าว?” เหรินจงเหลียงเลิกคิ้ว “ฝ่าบาททรงหมายความว่า...”
“ในเมื่อท่านเสนาบดียืนยันว่าเขาเก่ง ข้าก็จะให้โอกาส”
หลี่จิงกล่าวต่อ “แต่... เนื่องจากเขาขาดประสบการณ์จริง ข้าจึงจะขอแต่งตั้ง “จางโหย่ว” นายกองสังกัดกองพันทหารราบ เป็น “รองแม่ทัพ” และ “ผู้ตรวจการกองทัพ” ไปด้วย เพื่อคอยช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ให้ข้าทราบโดยตรง”
“จางโหย่ว?” เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง ไม่มีใครรู้จักชื่อนี้มาก่อน มันคือ No name คนไร้ชื่อ ชัดๆ
“และข้ามีเงื่อนไข...” หลี่จิงงัดไม้ตายออกมา “หากภายในสามเดือน กองทัพภาคเหนือไม่มีผลงาน หรือมีความผิดพลาดเกิดขึ้น... แม่ทัพใหญ่จะต้องรับผิดชอบด้วยหัวของตนเอง! และรองแม่ทัพจางโหย่ว จะได้เลื่อนขึ้นมารักษาการแทนทันที!”
นี่คือการวางระเบิดเวลาชัดๆ ยอมให้ตำแหน่ง แต่ส่ง “วอร์ด” (Ward) หรือสายสืบไปประกบ แถมตั้งเงื่อนไขที่พร้อมจะเด้งแม่ทัพได้ทุกเมื่อ
เสนาบดีเหรินนิ่งอึ้ง เขาคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ถ้าคัดค้านตอนนี้ จะดูเหมือนเขากลัวว่าหลานชายจะทำไม่ได้ แต่ถ้ายอมรับ ก็เท่ากับส่งหลานไปอยู่ใต้เงื้อมมือฮ่องเต้ที่มีสายลับประกบ
แต่สถานการณ์บีบบังคับ ฮ่องเต้ถอยให้หนึ่งก้าวแล้วยอมแต่งตั้งหลิวฟาง ถ้าเขาไม่ถอยบ้าง จะกลายเป็นการบีบคั้นกษัตริย์จนเกินงาม
“พระปรีชาสามารถล้ำเลิศพะย่ะค่ะ” เหรินจงเหลียงกัดฟันพูด โค้งคำนับ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
“ดี!” หลี่จิงตบที่วางแขน “เลิกประชุม!”
ทันทีที่หลี่จิงเดินกลับเข้ามาในห้องรับรอง เขาแทบจะทรุดลงกับพื้น ขาแข้งอ่อนแรงไปหมด แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
“ข้าทำได้! ข้าทำได้แล้วเสด็จแม่!” หลี่จิงตะโกนอย่างดีใจ
“ท่านเห็นหน้าตาแก่เหรินไหม? หน้าเขาเขียวเหมือนผักเน่าเลยตอนที่ข้าพูดเรื่องหอนางโลม!”
เฉินซือเยว่เดินออกมาจากหลังม่าน ปรบมือเบา ๆ
“GG (Good Game) ยอดเยี่ยมฝ่าบาท” นางยิ้มชมเชย
“จังหวะสวนกลับเมื่อกี้... คมมาก ถือว่าผ่านโปรเทิร์นแรกแล้ว”
“แล้ว... จางโหย่วคนนั้น จะไหวแน่หรือ?” หลี่จิงเริ่มกังวล “เขาเป็นแค่นายกองบ้านนอก ข้ากลัวจะโดนหลิวฟางกลั่นแกล้ง”
“ไม่ต้องห่วง” เฉินซือเยว่หยิบเอกสารปึกหนึ่งขึ้นมา “ข้าให้เมิ่งเหยาเตรียม “ไอเทมลับ” ให้เขาแล้ว... ทั้งชุดเกราะอย่างดี ทั้งม้าเร็ว และที่สำคัญ... จดหมายลับจากข้า ที่สอนวิธี “จับผิด” และ “บันทึกหลักฐาน” ทุกอย่างที่หลิวฟางทำพลาด”
นางแสยะยิ้มที่ทำให้หลี่จิงขนลุก
“จางโหย่วไม่ได้ไปเพื่อรบกับข้าศึก... แต่เขาไปเพื่อรบกับแม่ทัพของตัวเอง ภารกิจของเขาคือการฟาร์มหลักฐานให้ครบ แล้วรอวันที่เราจะกดปุ่ม “Report” ปุ่มสำหรับรายงานความผิดเพื่อแบนผู้เล่นท็อกซิกออกจากระบบถาวร”
หลี่จิงมองแม่เลี้ยงของเขาด้วยความทึ่งปนหวาดหวั่น เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การเมืองในแบบฉบับของนาง ไม่ใช่แค่การเจรจา แต่มันคือการวางแผนฆ่าโดยไม่ต้องใช้ดาบ
“เอาล่ะ พักผ่อนได้” เฉินซือเยว่โบกมือ “แต่เตรียมตัวไว้นะ... นี่แค่ยกแรก มหาเสนาบดีเหรินไม่ยอมจบง่ายๆ แน่ เขาต้องหาทางเอาคืน... และเป้าหมายต่อไปอาจจะไม่ใช่เจ้า แต่เป็นข้า”
หลี่จิงชะงัก “ท่านหมายความว่าไง?”
“ก็ข้าไปขัดขาเขาขนาดนี้ เขาคงรู้แล้วล่ะว่าใครคือ “กุนซือ” ของเจ้า” เฉินซือเยว่ยักไหล่ “เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย... บอสใหญ่กำลังจะเข้าสู่เฟสสอง (Phase 2) แล้ว”