แสงแดดยามบ่ายของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธ์ท้ายวังหลวง ความร้อนระอุทำให้ไอร้อนเต้นระริกอยู่เหนือพื้นดิน ทรายสีเหลืองนวลที่ถูกเกลี่ยไว้อย่างดีบัดนี้ฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นผง จากแรงกระแทกของฝีเท้าและการปะทะกันของอาวุธ
“ไม่ได้เรื่อง! ขาตาย! เอวแข็ง! แรงส่งไม่มี!”
เสียงตวาดก้องกังวานของ เมิ่งเหยา ดังสนั่นลั่นลานฝึก นางยืนเท้าสะเอว สวมชุดฝึกยุทธ์รัดกุมที่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนอันแข็งแกร่ง ใบหน้าคมเข้มเปื้อนเหงื่อเล็กน้อยแต่แววตายังดุดันเหมือนครูฝึกทหารเกณฑ์
เบื้องหน้าของนาง คือ ฮ่องเต้หลี่จิง ในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ ฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมราคาแพงขาดวิ่นเป็นริ้ว ๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเกลี้ยงเกลาบัดนี้มอมแมมไปด้วยฝุ่นและคราบเหงื่อ ฮ่องเต้หนุ่มนอนแผ่หราอยู่บนพื้นทราย หอบหายใจแฮ่ก ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ มือข้างหนึ่งยังกำดาบไม้ไว้แน่น แต่มืออีกข้างสั่นระริกจนแทบยกไม่ขึ้น
“พะ... พอ... พอก่อน...” หลี่จิงร้องประท้วงเสียงแหบแห้ง
“ข้าเป็นฮ่องเต้นะ... เจ้าจะสั่งให้ข้าลุกนั่งร้อยครั้ง แล้ววิ่งรอบสนามอีกสิบรอบ... เจ้าจะฆ่าข้าให้ตายรึไง!”
“ลุกขึ้นเพคะ!” เมิ่งเหยาไม่สนใจยศถาบรรดาศักดิ์ ในเขตฝึกซ้อมนี้ นางคือกฎหมาย “ในสนามรบ ศัตรูไม่รอให้พระองค์หายเหนื่อยหรอกนะเพคะ! ถ้าแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วจะไปสู้กับนักฆ่าได้ยังไง!”
หลี่จิงกัดฟันกรอด พยายามยันกายลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเจ็บใจ เขาเกลียดการฝึกฝนร่างกายเป็นที่สุด แต่คำพูดของเฉินซือเยว่ที่ก้องอยู่ในหัวทำให้เขายอมแพ้ไม่ได้
“ถ้าเจ้าอ่อนแอ เจ้าก็เป็นได้แค่ภาระของทีม”
ที่ปะรำพิธีด้านข้างสนามฝึก เฉินซือเยว่ ในชุดลำลองสีเขียวอ่อน นั่งไขว่ห้างจิบชาเย็นอย่างสบายอารมณ์ นางสวมแว่นกันแดดสีดำสนิทที่สั่งทำพิเศษจากช่างทำกระจกโดยอ้างว่าเป็นเครื่องรางกันปีศาจ คอยสังเกตการณ์การฝึกซ้อมราวกับโค้ชที่กำลังดูฟอร์มนักกีฬาข้างสนาม
“ค่าความอดทนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน... ค่าความแม่นยำเป็นศูนย์... ค่าการหลบหลีกติดลบ...” เฉินซือเยว่พึมพำวิจารณ์พลางส่ายหัวเบาๆ “นี่มันตัวละครขยะชัดๆ ปั้นยากชะมัด”
“พระพันปีเพคะ” เสียงหวานใสของ เฉียนเฉียน ดังขึ้นข้างกาย
“พระองค์แน่ใจหรือเพคะว่าจะให้ฝ่าบาทฝึกหนักขนาดนี้? หม่อมฉันเกรงว่าพระวรกายจะช้ำในเสียก่อน แล้วจะเสด็จงานล่าสัตว์ไม่ไหวนะเพคะ”
เฉียนเฉียนมองดูสภาพฮ่องเต้ด้วยความเวทนาปนขบขัน ในมือของนางถือสมุดบัญชีเล่มโตและพู่กัน เตรียมพร้อมจดรายการค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการฝึกซ้อม
“ไม่หนักหรอก นี่แค่ระดับบทเรียนสอนเล่นเบื้องต้นเท่านั้น” เฉินซือเยว่ตอบโดยไม่หันมามอง “ถ้าอยากจะรอดจากด่านป่าดงดิบในวันมะรืนนี้ เขาต้องอึดกว่านี้ อย่างน้อยต้องวิ่งหนีให้ทันเมิ่งเหยาก็ยังดี”
ทันใดนั้น เสียง ผัวะ! ดังสนั่นขึ้นในสนาม
ดาบไม้ของเมิ่งเหยาฟาดเข้าที่สีข้างของหลี่จิง ถึงนางจะออมแรงไว้แล้ว แต่ก็ยังเจ็บ จนฮ่องเต้หนุ่มเซถลาเกือบล้ม
“การ์ดตก!” เมิ่งเหยาตะโกน “อย่ามัวแต่มองดาบข้า มองตาข้า! อ่านทางให้ออกสิเพคะ!”
หลี่จิงน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับจุดประกายโทสะในใจ เขาคำรามในลำคอ กระชับดาบไม้ในมือแน่น แล้วพุ่งเข้าใส่เมิ่งเหยาแบบไม่คิดชีวิต ท่าทางเงื้อดาบของเขาดูเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนเด็กตีกันมากกว่าจอมยุทธ์
“ย้าก!”
เมิ่งเหยาเพียงแค่เบี่ยงตัวเล็กน้อย แล้วใช้เท้าขัดขาเบาๆ
โครม!
หลี่จิงหน้าทิ่มลงไปจูบพื้นทรายอีกครั้ง ฝุ่นฟุ้งกระจายจนสำลัก
“เฮ้อ...” เฉินซือเยว่ถอนหายใจยาว วางถ้วยชาลง “พอได้แล้ว เมิ่งเหยา พักยกก่อน... ดูท่าทางวันนี้คงไม่ได้ค่าสถานะอะไรเพิ่มขึ้นนอกจากแผลถลอก”
เมิ่งเหยาหยุดมือทันที นางยื่นมือไปดึงฮ่องเต้ให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดายราวกับดึงตุ๊กตาผ้า
“ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันมือหนักไปหน่อย”
หลี่จิงปัดมือเมิ่งเหยาออกอย่างแง่งอน เดินกระเผลกๆ เข้ามาที่ปะรำพิธี รับผ้าเย็นจากนางกำนัลมาเช็ดหน้าอย่างแรง
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ถนัดสายบู๊!” หลี่จิงบ่นกระปอดกระแปด ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเฉินซือเยว่ “ข้าถนัดใช้สมอง! ข้าเป็นฮ่องเต้นะ ทำไมต้องมาฝึกวิชากรรมกรพวกนี้ด้วย!”
“เพราะสมองของเจ้ากันลูกธนูไม่ได้ไงล่ะ” เฉินซือเยว่สวนกลับนิ่มๆ นางถอดแว่นกันแดดออก จ้องตาฮ่องเต้เด็กหนุ่ม “ฟังนะ... ข้ารู้ว่าเจ้าสู้เมิ่งเหยาไม่ได้ในระยะประชิด และข้าก็ไม่ได้หวังให้เจ้าไปดวลดาบกับนักฆ่า สิ่งที่ข้าต้องการคือให้เจ้ามีสัญชาตญาณ... รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหลบ เมื่อไหร่ควรวิ่ง”
"เช่นนั้นจะให้ข้าทำเยี่ยงไรเล่า?" หลี่จิงผายมือทั้งสองข้างออกอย่างจนใจ "ในเมื่อฝีมือของข้าอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ เวลาเพียงสองวันสั้นราวพลิกฝ่ามือ จะไปทันการได้อย่างไร!"
เฉินซือเยว่ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของกัปตันทีมที่กำลังจะงัดไม้ตายออกมาใช้
“ในเมื่อฝีมือ (Skill Play) มันกาก... เราก็ต้องใช้ทางลัด” นางดีดนิ้วดังเปาะ หันไปหาเฉียนเฉียน “เปิดร้านค้าได้!”
“รับทราบเพคะ!” เฉียนเฉียนตาเป็นประกาย นางปรบมือสองครั้ง
ทันใดนั้น ขบวนขันทีนับสิบคนก็เดินเรียงแถวเข้ามาในลานฝึก แต่ละคนถือหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรตระการตา พวกเขาวางหีบลงตรงหน้าฮ่องเต้ แล้วเปิดออกพร้อมกัน
วิ้ง!
แสงสีทองและสีเงินระยิบระยับกระแทกตาจนหลี่จิงต้องยกมือขึ้นบัง สิ่งที่อยู่ในหีบคือสารพัดศาสตราวุธและเครื่องป้องกันที่ดูหรูหราอลังการที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้
“นี่คือ...” หลี่จิงอ้าปากค้าง
“เชิญทัศนาเพคะ” เฉียนเฉียนก้าวออกมาทำหน้าที่พนักงานขายดีเด่น นางผายมือไปที่หีบใบแรก “นี่คือ “ชุดเกราะไหมฟ้าหมื่นปี” ถักทอจากเส้นใยหนอนไหมหิมะผสมลวดเงินบริสุทธิ์ น้ำหนักเบาดุจปุยนุ่น แต่เหนียวยิ่งกว่าหนังแรด ดาบธรรมดาฟันไม่เข้า ธนูยิงไม่ทะลุ เหมาะสำหรับสายเปย์ที่รักตัวกลัวตายเป็นที่สุดเพคะ”
หลี่จิงลูบไล้ชุดเกราะสีเงินยวบยาบนั้นด้วยความทึ่ง
“เบาจริงด้วย...”
“หีบใบที่สอง” เฉียนเฉียนเดินต่อไป “นี่คือ “หน้าไม้กลไกสิบดอก” สั่งทำพิเศษจากช่างฝีมือแคว้นตะวันตก ไม่ต้องใช้แรงดึงสาย แค่กดปุ่มกลไก ลูกธนูอาบยาชาจะพุ่งออกไปสิบดอกพร้อมกันแบบกระจายตัว ต่อให้ฝ่าบาทจะเล็งไปที่ดวงจันทร์ ก็ต้องมีสักดอกแหละเพคะที่โดนศัตรู”
“โอ้โห...” หลี่จิงตาลุกวาว หยิบหน้าไม้ขึ้นมาลองเล็ง มันดูเท่และอันตรายมาก “อันนี้ข้าชอบ!”
“และหีบสุดท้าย...” เฉียนเฉียนเปิดหีบใบเล็กสุด เผยให้เห็นขวดกระเบื้องเคลือบหลายใบวางเรียงราย “นี่คือ “โอสถทิพย์สารพัดนึก” มีทั้งยาสมานแผล ยาแก้พิษ ยาเพิ่มพละกำลังชั่วคราว และ... ระเบิดควันพรางตัวสำหรับหนีเพคะ”
เฉินซือเยว่มองดูฮ่องเต้ที่ตื่นเต้นกับของเล่นใหม่ราวกับเด็กได้ของขวัญวันเกิด นางยิ้มอย่างพอใจ
“เห็นไหมล่ะ” เฉินซือเยว่เอ่ยขึ้น “ในโลกนี้ ถ้าฝีมือไม่ถึง ก็ต้องพึ่งอุปกรณ์ (Pay to Win) นี่แหละคือกฎธรรมชาติ”
“ข้าเอาหมดเลย!” หลี่จิงประกาศก้อง “เฉียนเฉียน ข้าจะซื้อทั้งหมดนี่!”
“ด้วยความยินดีเพคะ” เฉียนเฉียนยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ นางหยิบลูกคิดขึ้นมาดีดรัวเร็วปานสายฟ้าแลบ “รวมเบ็ดเสร็จ ค่าวัสดุ ค่าช่าง ค่าขนส่งเร่งด่วน และค่าดำเนินการ... ทั้งหมดห้าหมื่นตำลึงทองเพคะ ฝ่าบาทจะทรงชำระด้วยการหักบัญชีท้องพระคลังหรือทรัพย์สินส่วนพระองค์ดีเพคะ?”
“ห้าหมื่น!” หลี่จิงหน้าถอดสี
“ทำไมมันแพงขนาดนี้! นี่เจ้าปล้นข้ารึ?”
“ของดีไม่มีถูกเพคะ” เฉียนเฉียนตอบหน้าตาย “ชีวิตของฝ่าบาทมีค่าประเมินมิได้ ห้าหมื่นตำลึงแลกกับความปลอดภัย ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะเพคะ”
หลี่จิงหันมาขอความช่วยเหลือจากเฉินซือเยว่ แต่พระพันปีกลับยักไหล่
“จ่าย ๆ ไปเถอะ ฝ่าบาท เงินที่หามาได้จากการประมูลของเก่า ก็ต้องเอามาลงทุนแบบนี้แหละ... หรือท่านอยากจะเก็บเงินไว้ใช้ในโลกหน้า?”
หลี่จิงกัดฟัน จำใจพยักหน้า “ก็ได้! หักจากบัญชีส่วนตัวข้า! แต่เจ้าต้องแถมลูกธนูให้ข้าอีกร้อยดอกนะ!”
“ตกลงเพคะ!” เฉียนเฉียนรับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนฮ่องเต้จะเปลี่ยนใจ
เมื่อได้อุปกรณ์ครบครัน (Full Item) หลี่จิงก็ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ สวมเกราะไหมฟ้าทับด้วยชุดล่าสัตว์สีน้ำเงินเข้ม สะพายหน้าไม้กลไกที่เอว และพกขวดยาเต็มกระเป๋า ดูผิวเผินเหมือนจอมยุทธ์เจ้าสำราญ แต่ภายในคือป้อมปราการเคลื่อนที่
“ทีนี้ก็เหลือแค่แผนการ” เฉินซือเยว่กล่าวขึ้น พลางหันไปมองที่เงาไม้ด้านหลังปะรำพิธี
“อิงเยว่ ออกมาได้แล้ว เอาข้อมูลแผนที่มาดูหน่อย”
เงาจาง ๆ เคลื่อนไหววูบหนึ่ง ร่างเล็กของ อิงเยว่ ก็ปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ ทำเอาหลี่จิงสะดุ้งโหยงจนเกือบทำหน้าไม้ลั่นใส่
“ฝ่าบาททรงพระเจริญ” อิงเยว่ถวายความเคารพสั้น ๆ ก่อนจะกางแผนที่แผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะกลางปะรำพิธี
มันคือแผนที่ภูมิประเทศของ ป่าล่าสัตว์หลวงภูเขาประจิม ที่วาดไว้อย่างละเอียดผิดปกติ มีการลงสีระบุความสูงต่ำของพื้นที่ เส้นทางน้ำไหล และจุดอับสายตา
“หม่อมฉันไปสำรวจมาแล้วเพคะ” อิงเยว่ชี้ไปที่จุดสีแดงหลายจุดบนแผนที่ “นี่คือจุดที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้สำหรับเป็นซุ้มพักผ่อน และจุดปล่อยสัตว์... แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือตรงนี้เพคะ”
นิ้วเรียวเล็กชี้ไปที่หุบเขาแคบๆ ทางทิศตะวันตก
“หุบเขาผาขาด... ปกติจะเป็นเขตหวงห้ามเพราะอันตราย แต่ปีนี้กรมพิธีการกลับระบุให้เป็นหนึ่งในเส้นทางล่าสัตว์พิเศษ โดยอ้างว่ามีกวางเผือกปรากฏตัวที่นั่น”
“กวางเผือก?” เฉินซือเยว่เลิกคิ้ว “มุกตลกโบราณชะมัด เอาสัตว์หายากมาล่อให้เหยื่อเดินเข้าไปในกับดัก”
“ใช่เพคะ” อิงเยว่พยักหน้า “และที่น่าสงสัยกว่านั้น หม่อมฉันพบร่องรอยการตัดต้นไม้และขุดหลุมพรางในบริเวณนั้นเมื่อสองวันก่อน ทั้งที่ยังไม่มีคำสั่งให้เตรียมพื้นที่... แถมคนที่ทำก็ไม่ใช่ทหารช่าง แต่เป็นกลุ่มคนชุดดำที่สวมรองเท้าสานแบบชาวบ้าน แต่ฝีเท้าเบาเหมือนมือสังหาร”
“ชัดเจน...” เฉินซือเยว่แสยะยิ้ม เหยียดนิ้วเคาะลงบนแผนที่
“ตรงนี้คือจุดซุ่มโจมตี (Ambush Point) สินะ”
หลี่จิงหน้าซีดลงเมื่อเห็นจุดสีแดงที่อิงเยว่วงไว้
“งั้น... งั้นเราก็ไม่ต้องไปทางนั้นสิ! เราเลี่ยงไปทางทิศตะวันออกก็ได้”
“ไม่ได้” เฉินซือเยว่ส่ายหน้า “ถ้าเจ้าไม่เดินเข้ากับดัก พวกมันก็จะไม่ออกมา แล้วเราก็จะจับตัวการไม่ได้ อีกอย่าง... ถ้าเจ้าหนี ข่าวลือก็จะบอกว่าฮ่องเต้ขี้ขลาด ไม่กล้าล่ากวางเผือก”
“แล้วจะให้ข้าทำเช่นใด? เดินเข้าไปให้มันยิงหัวเล่นรึ?”
“เราจะเดินเข้าไป... แต่เราจะเดินเข้าไปแบบมีแผน” เฉินซือเยว่หยิบพู่กันขึ้นมา วาดเส้นทางใหม่ลงบนแผนที่
“ฟังนะทุกคน นี่คือแผนการเล่นสำหรับด่านนี้...”
เฉินซือเยว่เริ่มร่ายยาวเหมือนกัปตันทีมบรีฟแผนก่อนเริ่มเกม
“เมิ่งเหยา เจ้าจะเป็นตัวล่อ (Bait) เป้าใหญ่ คอยคุ้มกันฝ่าบาทอย่างเปิดเผย ทำให้พวกมันสนใจแต่เจ้า”
“อิงเยว่ เจ้าไม่ต้องอยู่ใกล้ขบวน แต่ให้กระจายกำลังซุ่มอยู่บนที่สูงรอบ ๆ หุบเขา คอยส่องดูว่าพวกมือสังหารซ่อนอยู่ตรงไหน พอพวกมันโผล่หัวออกมา... ให้ส่งสัญญาณ”
“เฉียนเฉียน เจ้าเตรียมหน่วยพยาบาลและหน่วยสนับสนุนรอไว้ที่ตีนเขา ห้ามให้ใครสงสัย เตรียมรถม้าที่เร็วที่สุดไว้เผื่อฉุกเฉิน”
“ส่วนเจ้า... ฝ่าบาท” เฉินซือเยว่หันมามองฮ่องเต้ที่ยืนกลืนน้ำลาย
“ข้าทำอะไร?”
“เจ้ามีหน้าที่เดียว คือ “การแสดง”“ เฉินซือเยว่ยิ้ม “แสดงเป็นฮ่องเต้ผู้หยิ่งผยองที่อยากได้กวางเผือกจนตัวสั่น เดินอาด ๆ เข้าไปในดงกระสุน... แต่ทันทีที่ข้าส่งสัญญาณ เจ้าต้องกดปุ่มหน้าไม้กลไกสาดกระสุนใส่ทุกพุ่มไม้ที่ขยับ แล้วหมอบลงให้ต่ำที่สุด เข้าใจไหม?”
“ข้า... ข้าจะพยายาม” หลี่จิงเสียงสั่น แต่ในแววตากลับมีความเชื่อมั่นบางอย่างเมื่อมองหน้าเฉินซือเยว่
“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะไปอยู่ตรงไหน?”
“ข้าเหรอ?” เฉินซือเยว่หัวเราะเบาๆ หยิบพัดด้ามจิ้วขึ้นมาโบก
“ข้าก็จะนั่งสวย ๆ อยู่บนหลังม้าข้าง ๆ เจ้านั่นแหละ... ในฐานะพระพันปีผู้แสนดีที่ตามมาดูแลลูกเลี้ยง”
“แต่ความจริงแล้ว...” นางลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
“ข้าจะเป็นคนคุมเกม (Game Master) ทั้งหมด... ใครที่กล้าแหยมกับปาร์ตี้ของข้า มันต้องเจอดี”
บรรยากาศในลานฝึกเปลี่ยนไป จากความร้อนระอุของแดดบ่าย กลายเป็นความร้อนแรงของไฟสงครามที่กำลังจะปะทุ
หลี่จิงมองดูสตรีทั้งสี่รอบกาย เมิ่งเหยาผู้แข็งแกร่ง อิงเยว่ผู้ลึกลับ เฉียนเฉียนผู้มั่งคั่ง และเฉินซือเยว่... ผู้เป็นสมองของทีม เขาไม่เคยรู้สึกปลอดภัยขนาดนี้มาก่อน ทั้งที่กำลังจะเดินเข้าสู่แดนประหาร
“เอาล่ะ!” เฉินซือเยว่ปรบมือ “แยกย้ายกันไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปภูเขาประจิม... คืนนี้นอนให้หลับ กินให้อิ่ม”
“รับทราบเพคะ!” สามสาวรับคำพร้อมกันแล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่
เหลือเพียงหลี่จิงที่ยังยืนนิ่งอยู่ เขาขยับชุดเกราะไหมฟ้าให้เข้าที่ แล้วหันมาถามเฉินซือเยว่เบา ๆ
“เสด็จแม่...”
“หือ?”
“ขอบใจนะ” เขาพูดโดยไม่สบตา “ที่ช่วยข้า... ทั้งที่ข้าเป็นแค่ฮ่องเต้ที่ไม่ได้เรื่อง”
เฉินซือเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากใบหน้าเย็นชาของนาง นางเอื้อมมือไปตบไหล่ฮ่องเต้เด็กหนุ่มเบาๆ
“อย่าเพิ่งซึ้ง... เก็บคำขอบคุณไว้พูดตอนชนะเถอะ” นางเดินผ่านเขาไป “แล้วก็... อย่าลืมจ่ายเงินเฉียนเฉียนให้ครบล่ะ นางคิดดอกเบี้ยโหดนะจะบอกให้”
เฉินซือเยว่เดินจากไป ทิ้งให้หลี่จิงยืนยิ้มอยู่คนเดียวท่ามกลางลานฝึกร้าง แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดยาวลงมา เงาของฮ่องเต้หนุ่มทอดยาวไปบนพื้นทราย ดูสูงใหญ่และองอาจกว่าทุกครั้ง
เขากระชับหน้าไม้ในมือแน่น
“งานล่าสัตว์พรุ่งนี้... ข้าจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีกต่อไป”
ดวงตามังกรฉายแวววาวโรจน์เป็นครั้งแรก พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่สนามรบจริง!