ลู่หยวนซีนั่งกอดเข่าส่งเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจ เวลานี้นางไม่สามารถแยกโลกแห่งเรื่องราวในนิยายและโลกของความจริงออกจากกันได้ ตลอดเวลาที่นางอยู่กับเขาลู่หยวนซีค่อยๆ รู้สึกผูกพันกับกู้จิ่งเหยียนและไม่คิดว่าเขาเป็นเพียงตัวละครในนิยายเท่านั้น เหตุการณ์ต่างๆ ที่ทั้งสองได้ร่วมผ่านไปด้วยกันมันผุดขึ้นมาในหัวของนางตลอดเวลา
ลู่หยวนซีได้เปลี่ยนความคิดและความรู้สึกของนางไปจนหมดสิ้น มันช่างน่าประหลาดใจที่ความผูกพันที่นางมีต่อเขานั่นมันลึกซึ้งยิ่งกว่าที่นางคิดเอาไว้ เมื่อไม่มีเขานางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร ไม่ว่าจะโลกที่นางจากมาหรือโลกในนิยาย เวลานี้นางล้วนแต่ตัวคนเดียว
ลู่หยวนซีใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายในโลกของจินตนาการ สิ่งของทุกอย่างที่นางเก็บเอาไว้มันเป็นข้าวของที่นางเคยใช้ร่วมกับเขา ไม่ว่าจะเป็นผ้านวมหรือที่นอนของเขา ลู่หยวนซีนอนกอดมันเอาไว้และดมกลิ่นของเขาราวกับว่าตัวตนของเขายังคงอยู่ที่นี่
แม้กระทั่งตะเกียบและจานชามที่เขาเคยใช้นางก็ทะนุถนอมพวกมันเป็นอย่างดี เมื่อนางมองไปที่สิ่งของที่เขาเคยหยิบจับลู่หยวนซีก็อดที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้งมิได้ ความรู้สึกเช่นนี้มันช่างทรมานเหลือเกิน แต่นางก็ไม่สามารถหลีกหนีจากมันได้
เพราะคิดว่าเขาจะต้องอยู่กับนางไปอีกนานจึงทำให้ลู่หยวนซีมองข้ามความรู้สึกที่นางมีต่อเขาไป หลังจากที่สูญเสียกู้จิ่งเหยียนไปตลอดการลู่หยวนซีพึ่งจะคิดได้ว่าที่ผ่านมาที่นางเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา มิใช่ว่านางต้องการกลับไปยังโลกของนาง แต่เป็นเพราะตัวนางเองได้ตกหลุมรักบุรุษที่แสนเย่อหยิ่งและเย็นชาอย่างกู้จิ่งเหยียนไปเสียแล้ว
ลู่หยวนซีขังตนเองเอาไว้กับความเจ็บปวดในโลกแห่งจิตอยู่เป็นเวลานาน ไม่รู้ว่าวันคืนได้ล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใด วันหนึ่งนางก็สามารถทำใจได้และกลบฝังความคิดถึงและความเจ็บปวดเอาไว้ส่วนลึกของจิตใจ
ดวงตากลมโตกะพริบถี่ๆ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะชัดเจนขึ้น เสียงที่ดังอยู่ไม่ไกลทำให้นางหันไปมอง เด็กสาวนางหนึ่งที่อายุไม่น่าจะมากไปกว่าร่างนี้ กำลังยกถังไม้เข้ามาในห้อง
“เจ้าเป็นใคร”
“เอ๊ะ!!ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ รอสักครู่ ข้าจะรีบไปตามท่านปู่มาตรวจดูอาการของท่าน”
ลู่หยวนซีมองตามร่างเล็กที่รีบวิ่งออกจากห้องไปด้วยความสงสัย ต่อมาความสงสัยของนางก็ได้รับการเฉลย เพราะหมอชราที่กำลังก้าวอย่างเร่งรีบตามเด็กสาวนางนั้นเข้ามาภายในห้อง
“ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว ถ้าเจ้ายังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก ตัวข้าก็คงหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว”
ลู่หยวนซีไม่เข้าใจว่าคำพูดที่หมอชราเอ่ยหมายถึงสิ่งใด
“ข้าหลับไปนานเท่าใดเจ้าคะท่านหมอ”
นางที่ทำใจเรื่องของกู้จิ่งเหยียนได้บ้างแล้ว ถามชายชราด้วยใบหน้าเรียบเฉย เสียงตอบจากทางด้านหลังทำให้คนทั้งหมดหันกลับไปมองพร้อมกัน
“หนึ่งเดือน”
ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีฟ้าก้าวเข้ามาภายในห้อง ด้านหลังยังมีองครักษ์ผู้ติดตามที่นางรู้สึกคุ้นหน้าอยู่สองคน หลังจากที่นางสลบไปเขาได้ให้คนไปสืบดูเกี่ยวกับตัวตนของนางและบุรุษที่ชื่อกู้จิ่งเหยียนที่นางเอ่ยถึง
และได้รู้ความจริงอันน่าเศร้าใจว่าบุรุษผู้นั้นคือบุตรชายที่เกิดจากอนุที่ถูกทอดทิ้งของตระกูลกู้ และยังเป็นอดีตชายที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน แต่ช่วงเวลาที่เขาตายจากไปกลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
แม้ตนจะให้คนไปแจ้งยังจวนตระกูลกู้แล้วแต่ดูเหมือนพวกเขามิได้ใส่ใจเกี่ยวกับการตายของชายหนุ่มผู้อาภัพคนนี้เลยสักนิด เขารู้สึกว่าตนเองได้มองคนตระกูลกู้เปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้เช่นกัน
“เจ้าคงรู้สึกดีขึ้นแล้วกระมัง”
ลู่หยวนซีพยักหน้ารับด้วยท่าทางเฉยเมย ถึงแม้นางจะทำใจเรื่องที่กู้จิ่งเหยียนตายจากไปได้แล้ว แต่นางก็ยังไม่เลิกกล่าวโทษว่าที่เขาต้องตายไป เป็นเพราะนางทิ้งเขาเอาไว้ในเรือนเพียงลำพัง
“เราได้ให้คนไปแจ้งยังจวนตระกูลกู้แล้ว ส่วนนี่เป็นหนังสือสัญญาขายตัวของเจ้า รับเอาไว้สิ ต่อไปนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว”
ลู่หยวนซียื่นมือออกไปรับกระดาษแผ่นนั้นมาไว้ในมือ นางมองร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาขอบคุณปนสงสัยอยู่ในใจ เขาเป็นใครกันแน่ถึงได้มีอำนาจสั่งคนตระกูลกู้ได้
“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณชาย”
ลู่หยวนซีเอ่ยของคุณจ้าวหลี่เสวียนเบาๆ ชายหนุ่มปักหลักอยู่ที่นี่หนึ่งเดือนเพื่อรอให้นางฟื้นทั้งที่เขามีภารกิจที่ต้องทำ
“เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไปอย่างนั้นหรือ หากไม่มีที่ไปแล้วลองมาติดตามเราดูดีหรือไม่ วิชาการแพทย์ของเจ้าดีเยี่ยมเช่นนี้ เราว่าต่อไปความสามารถของเจ้าจะต้องมีประโยชน์ต่อแคว้นจ้าวเป็นแน่”
ลู่หยวนซีมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาสงสัย
“ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร ตัวตนของท่านคือใครกันแน่”
จ้าวหลี่เสวียนโบกมือให้คนเหล่านั้นออกจากห้องไป ก่อนลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้านาง
“เราก็หมายความว่า เราต้องการให้เจ้าติดตามเรากลับไปยังเมืองหลวงเพื่อทำงานให้เรา และตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือ รัชทายาทแห่งแคว้นจ้าว จ้าวหลี่เสวียน”
ลู่หยวนซีรู้สึกตกใจไม่น้อย นางไม่คิดว่าตัวละครหลักของนิยายจะมานั่งอยู่ตรงหน้าตน ทั้งนางยังเคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ร่างบางคิดที่จะลุกขึ้นคุกเข่าคำนับ แต่จ้าวหลี่เสวียนได้รีบห้ามนางเอาไว้
“ไม่ต้อง สำหรับเจ้าที่เป็นดั่งผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ทั้งครั้งนี้และครั้งต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเราเจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่าอีก”
ลู่หยวนซีพยักหน้ารับ ที่นางตัดสินใจติดตามจ้าวหลี่เสวียนกลับไปยังเมืองหลวง หนึ่งเป็นเพราะนางคิดว่าเขาค่อนข้างมีอำนาจ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมากกว่าคนตระกูลกู้ สองคือนางจะใช้เส้นสายของเขาสืบหาว่าใครกันแน่ที่ส่งมือสังหารมาตามฆ่าพวกนางครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อรู้ว่ามันเป็นผู้ใด นางจะเป็นคนลงมือปลิดชีพของพวกมันด้วยตนเอง เพื่อแก้แค้นให้กู้จิ่งเหยียน
ต่อมาหลังจากที่ลู่หยวนซีตกลงยินดีที่จะติดตามเขา จ้าวหลี่เสวียนก็นำคณะออกเดินทางไปยังเมืองฝางเพื่อทำภารกิจของตนเองต่อ ที่นั่นพวกเขาได้เข้ากวาดล้างอำนาจมืดของเจ้าเมืองที่สมคบคิดกับโจรป่า เพื่อปล้นสะดมพ่อค้าที่เดินทางผ่านเมืองนี้
เมื่อก่อนไม่ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่มาปราบปรามเท่าใด ก็เหมือนกับว่าพวกมันมีพรายกระซิบเก็บตัวเงียบไม่ออกมาให้เห็น ทำให้ไม่สามารถจับตัวได้ แต่ครั้งนี้จ้าวหลี่เสวียนรับพระราชโองการลับปกปิดตัวตนและเดินทางมายังเมืองฝางด้วยตนเองในฐานะพ่อค้า
หลังจากทลายรังโจรและหัวหน้าของพวกมันก็ได้ให้การซัดทอดไปยังเจ้าเมือง หลังจากนั้นไม่นานการสำเร็จโทษโดยไม่ต้องรอพระราชโองการก็เกิดขึ้นใจกลางเมืองฝาง