อารมณ์ที่ไม่มั่นคงของกู้จิ่งเหยียน

1575 Words
หลังจากคนทั้งแปดเดินทางมาถึงที่พักที่เฮ่อเหวินเจ๋อ เรือนหลังหนึ่งก็ถูกมอบให้เป็นที่พักชั่วคราวของลู่หยวนซีและกู้จิ่งเหยียน คราแรกเฮ่อเหวินเจ๋อคิดที่จะจ้างสาวใช้มาช่วยนางดูแลกู้จิ่งเหยียนเพื่อให้นางได้มีเวลาพักผ่อน แต่ลู่หยวนซีก็ได้ตอบปฏิเสธไปเพราะนางรู้ดีว่ากู้จิ่งเหยียนไม่มีทางยอมเปิดใจให้ใครง่ายๆ ตัวนางเองยังใช้เวลาตั้งนานกว่าเขาจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามและฟังที่นางพูด “คุณชาย ข้าอาบน้ำสระผมให้ท่านดีหรือไม่ ท่านจะได้นอนหลับสบาย หรือว่าจะทานอาหารก่อนดี ข้าลืมไปเลยว่าท่านยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง” ลู่หยวนซีพยายามพูดเอาใจบุรุษที่นั่งทำหน้าตูมอยู่บนเก้าอี้เอนหลังที่ตั้งอยู่หน้าเรือน ก่อนหน้านี้หลังจากที่คนทั้งสองมาถึงที่นี่ นางก็จัดแจงวางเบาะนุ่มเอาไว้ให้เขาเป็นอย่างดี เผื่อว่าครั้งหน้าจะได้พาเขามานั่งรับแดดที่หน้าเรือนอีกครั้ง ไร้เสียงหรือสัญญาณตอบกลับใดๆ รังสีที่เปล่งออกมารอบกายบ่งบอกว่าเขากำลังโกรธเป็นอย่างมาก มันดูออกได้อย่างง่ายดายถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาก็ตาม ร่างบางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นางควรทำอย่างไรดีนะให้เขาลืมเรื่องในวันนี้ไป หรือจะลองทุบหัวเขาดู เผื่อว่าความทรงจำในวันนี้ของเขาจะหายไปแบบในหนัง “อืม” ร่างสูงที่เอนหลังหลับตาอยู่ส่งเสียงออกมาเบาๆ ลู่หยวนซีไม่แน่ใจนักนางจึงขยับเข้าใกล้ชายหนุ่มแล้วเอียงหูเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขา กลิ่นหอมที่โชยออกมาจากกายนางทำให้กู้จิ่งเหยียนลืมตาขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่ลู่หยวนซีหันมามองเขาเช่นกัน สองสายตาสบประสานกันชั่วอึดใจ ก่อนที่ลู่หยวนซีจะร้องขึ้น “ว้าว!! คุณชาย ท่านรู้หรือไม่ว่าดวงตาของท่านไม่ได้เป็นสีม่วงแล้ว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ใบหน้าของท่านอีกข้าไม่ทันได้สังเกตเลยสักนิด รอยตะขาบไฟพวกนั้นหายไปแล้ว” ลู่หยวนซีจับใบหน้าที่ขาวนวลเนียนของกู้จิ่งเหยียนหมุนไปมาอย่างตื่นเต้น แม้จะใกล้เพียงนี้แต่กลับมองไม่เห็นรูขุมขนของเขาเลยสักนิด ช่างน่าอิจฉาเสียจริง กู้จิ่งเหยียนที่ยังคงตกตะลึงที่ตนเองอยู่ใกล้กับหญิงสาวจนริมฝีปากของทั้งสองเกือบจะแตะกัน จึงไม่ทันได้ขัดขืนการกระทำของนาง “คุณชาย ท่านรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ หรือว่ามองเห็นจุดสีขาวเล็กๆ บ้างไหม บางทีนี่อาจเป็นนิมิตหมายอันดีที่บ่งบอกว่าร่างกายของท่านกำลังจะหายดี” ลู่หยวนซีหัวเราะออกมาเสียงดังราวกับคนเสียสติ นางใกล้จะได้เป็นอิสระกลับไปยังโลกเดิมของตนแล้ว ถ้าหากกู้จิ่งเหยียนหายดีนางก็จะได้โบกมือลาภารกิจห่วยแตกที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงนี่เสียที “ข้าหายดีทำให้เจ้าดีใจมากเพียงนั้นเชียวหรือ” ลู่หยวนซีพยักหน้าขึ้นลง แต่นางพึ่งนึกขึ้นได้ว่าเขามองไม่เห็นจึงส่งเสียงอืมอย่างอารมณ์ดี “แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ท่านเองก็จะได้ทำตามความฝันของตนอีกครั้งมิใช่หรือ หน้าที่การงานของท่านและสตรีที่ท่านรัก หลังจากที่คุณชายหายดีก็จะสามารถกลับไปยังจวนตระกูลกู้ได้อย่างสง่าผ่าเผย และตัวข้าก็จะได้เป็นอิสระเสียที” นั่นเป็นเรื่องที่เขาเฝ้าฝันอยู่ทุกเวลา แต่เหตุใดเมื่อคำพูดเหล่านั้นออกจากปากของนาง มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและวูบโหวงอย่างไรบอกไม่ถูก เหมือนกับว่านางกำลังจะทิ้งเขาไปหลังจากที่เขาหายเป็นปกติดี “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเองยังเป็นสาวใช้ของตระกูลกู้อยู่ หลังจากที่ข้าหายดีตัวเจ้าก็ยังต้องกลับไปพร้อมข้าด้วยเช่นกัน เพราะหนังสือขายตัวของเจ้ายังอยู่ที่ฮูหยินใหญ่กู้” เมื่อกู้จิ่งเหยี่ยนเอ่ยออกมาเช่นนั้น ลู่หยวนซีที่กำลังตื่นเต้นดีใจก็ตระหนักได้ว่าตนเองคงจะคิดน้อยไปหน่อย ที่นี่เป็นยุคโบราณใช่ว่าจะเดินเพ่นพ่านไปที่ใดก็ได้ หากไม่มีหนังสือยืนยันตัวตนมีหรือจะสามารถเข้าเมืองหรือเดินทางไปยังแคว้นอื่นได้ โชคร้ายครั้งที่สองได้มาเยือนนางอีกครั้ง คงไม่ใช่ว่านางต้องมาเป็นสาวใช้ไปตลอดชีวิตหรอกนะ ลู่หยวนซีหันกลับไปมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ก่อนส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างแห้งแล้ง “แน่นอนว่าข้าไม่ได้ลืม จะลืมได้อย่างไร เอาเถอะเรื่องนี้เราค่อยคุยกันอีกทีหลังจากที่หาทางรักษาท่านจนหายดีแล้ว ข้าว่าตอนนี้ข้าทำอาหารให้ท่านทานดีกว่าเจ้าค่ะ” ใบหน้าที่แสนเศร้าสร้อยของนาง กู้จิ่งเหยียนล้วนเห็นอยู่ในสายตา นางมิใช่สาวใช้ตัวจริงของเขาแน่นอนว่านางย่อมต้องจะไม่ยินดีตามเขากลับไปที่ตระกูลกู้แน่นอน หรือว่าเขาจะขอหนังสือสัญญาขายตัวของนางจากฮูหยินใหญ่กู้มา เพื่อให้นางได้เป็นอิสระดี เมื่อกู้จิ่งเหยียนคิดได้ดังนั้นความคิดสายหนึ่งก็เอ่ยปฏิเสธขึ้นภายในหัว ถ้าเขายอมปล่อยนางไปเขาคงไม่มีวันได้พบกับนางอีก เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นหรือ แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่!! ความคิดเหลวไหลบางอย่างก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าเขาไม่หายดี เช่นนั้นก็หมายความว่านางก็จะต้องอยู่กับเขาตลอดไป ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดความคิดบ้าๆ นั้นทิ้งไป เขาคือกู้จิ่งเหยียนเขามีวิธีอีกมากมายเพื่อให้นางไม่สามารถจากไปได้ เช่นการแต่งงาน แต่เขาไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใครมาจากไหนแล้วนางจะยอมแต่งงานกับเขาอย่างนั้นหรือ ดูจากท่าทางของนางแล้วมิใช่ผู้ที่จะยอมทำตามความคิดของผู้อื่นได้ง่ายๆ กู้จิ่งเหยียนที่ยังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน ไม่ทันได้สนใจว่าลู่หยวนซีเดินเข้ามาใกล้ จนกระทั่งนางแตะไปที่ข้อมือของเขาแผ่วเบา ทำให้ร่างสูงหันกลับไปมองนางอย่างไม่รู้ตัว และปฏิกิริยาของเขาทำให้ลู่หยวนซีนึกสงสัย “คุณชายท่าน...มองเห็นข้าหรือเจ้าคะ” กู้จิ่งเหยียนรีบมองไปด้านหน้าเพื่อกลบเกลื่อนอาการของตน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ลู่หยวนซีเห็นสายตาที่เขามองไปด้านหน้า นางก็ยกมือขึ้นโบกไปมาเพื่อทดสอบดูว่าเขามองเห็นหรือไม่ แต่ดวงตากู้จิ่งเหยียนไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวัง “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าคงจะคิดมากไปเอง เห็นดวงตาของคุณชายกลับมาเป็นสีปกติ คิดว่าท่านอาจจะกลับมามองเห็นได้แล้วเสียอีก” ท่าทางของนางทำให้กู้จิ่งเหยียนรู้สึกเจ็บแปลบลึกๆ ในใจ หรือว่านางเบื่อที่จะดูแลคนพิการอย่างเขาแล้ว ร่างสูงที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางน้อยใจ “เจ้าเหนื่อยอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ไม่ต้องดูแลข้าแล้ว พาข้ากลับไปที่เตียงแล้วเจ้าก็ไปพักเถอะ” ลู่หยวนซีมองชายหนุ่มด้วยสายตาไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ก็เห็นนั่งเงียบไม่ตอบโต้อะไร พอมาตอนนี้กลับพูดเสียยาวเหยียด ทั้งยังแสดงท่าทางห่วงใยกลัวว่านางจะเหนื่อยอีก คนผู้นี้ยังใช่กู้จิ่งเหยียนคนเดิมอยู่หรือไม่ ท่าทางของเขาช่างดูแปลกตานัก ลู่หยวนซีไม่กล้าขัดใจคุณชายผู้เอาแต่ใจของนาง หลังจากพาร่างสูงไปส่งยังเตียงนอนในห้องใหญ่ นางก็ออกมาข้างนอกเพื่อยกชามโจ๊กที่ทำเสร็จแล้วตามเข้าไปข้างใน “ก่อนนอนคุณชายทานโจ๊กรองท้องสักหน่อยนะเจ้าคะ มื้อสุดท้ายของท่านผ่านไปนานแล้ว เดี๋ยวข้าป้อนให้เอง” ลู่หยวนซียังไม่ลดละความพยายามของตน นางยื่นช้อนที่ตักโจ๊กไปด้านหน้าของกู้จิ่งเหยียนแล้วเอ่ยกับเขาอย่างเอาใจ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งเฉย เมื่อลู่หยวนซีรบเร้าหลายครั้งเข้าเขาก็ปัดช้อนที่อยู่ในมือของนางจนหลุดกระเด็นไป ร่างบางชะงักไปเล็กน้อยแต่สีหน้าของนางก็ไม่ได้แปลเปลี่ยนนางมิได้ชักสีหน้าหรือแสดงท่าทางไม่พอใจออกมา ลู่หยวนซีเดินไปเก็บช้อนกลับมาจากนั้นจึงยกชามโจ๊กออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD