กู้จิ่งเหยียนรู้ว่านางมิได้ทำสิ่งใดผิดและตนเองกำลังเอาอารมณ์ความรู้สึกของตนไปลงที่นาง แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้เมื่อคิดว่าในอนาคตนางจะต้องจากเขาไป ความรู้สึกเช่นนี้มันคืออะไรกัน เหตุใดเขาถึงได้หวงแหนสตรีที่เขาเคยรังเกียจเข้ากระดูกดำเช่นนางมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่สินางมิใช่สาวใช้ผู้นั้น นางก็คือนาง สตรีที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอด
ลู่หยวนซีเข้าใจว่าที่กู้จิ่งเหยียนอารมณ์เสียเช่นนั้นเป็นเพราะคำพูดของเถียนอวี้ซวน นางได้แต่เตะลมด่าฟ้าว่านางน่าจะทำให้เขาเป็นปุ๋ยอยู่ในป่านั่นซะ ไม่อย่างนั้นนางคงขาดทุนแน่ที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
ในระหว่างที่ลู่หยวนซีกำลังระบายอารมณ์อยู่ที่ลานเรือน ร่างสูงของเฮ่อเหวินเจ๋อก็เดินเข้ามาพอดี เขาทันได้ยินนางด่าใครบางคนที่จับใจความได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ร่างสูงยกยิ้มมุมปากให้กับท่าทางน่ารักของนาง ก่อนกระแอมไอนำทางไปเพื่อให้นางรู้ตัว
“คุณชาย ท่านมาที่นี่มีธุระกับข้าหรือ”
ลู่หยวนซีหันไปมองผู้มาใหม่ ก่อนที่จะเก็บอารมณ์โกรธของตนที่กำลังปะทุเองเอาไว้ เฮ่อเหวินเจ๋อพยักหน้าให้นางก่อนเอ่ยถึงธุระที่เขามาที่นี่
“ข้ามีสองสามเรื่องที่ต้องมาบอกกับเจ้า เราไปนั่งคุยกันในศาลาเถอะ”
เฮ่อเหวินเจ๋อเดินนำไปยังมุมหนึ่งของลานเรือนที่มีต้นอู๋ถงปลูกเอาไว้ ใกล้กันมีศาลาเล็กๆ ตั้งอยู่ ลู่หยวนซีก้าวตามร่างสูงไปด้วยความสงสัย เขามีธุระสำคัญอะไรกับนางกันแน่
“เรื่องแรกที่ข้าจะต้องพูดกับแม่นาง...เอ่อ”
“ลู่.....ไม่ใช่สิ ชื่อของข้าคือเฉียนฟางหนิงเจ้าค่ะ”
ลู่หยวนซียิ้มออกมาแหยๆ เพราะนางเกือบจะเอ่ยชื่อจริงๆ ของตนออกมา
“ออ แม่นางเฉียน เจ้าเรียกข้าว่าเฮ่อเหวินก็ได้ เอาล่ะเช่นนั้นเรามาเข้าเรื่องสำคัญเลยแล้วกัน เรื่องแรกที่ข้าอยากจะพูดกับเจ้าคือเรื่องของมือสังหารก่อนหน้านี้ คนของข้าเข้าไปพบศพหกศพอยู่ห่างออกไปจากจุดที่เราพบกับพวกเจ้า ศพพวกนั้น....ใช่ฝีมือของเจ้าหรือไม่”
ลู่หยวนซีไม่คิดปิดบังเพราะนางเองก็ได้เห็นพวกเขาฆ่าคนไปแล้วเช่นกัน ถือว่าทั้งสองเสมอกันดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับ
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นฝีมือของข้าเอง”
เฮ่อเหวินเจ๋อเริ่มมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อยว่านางจะต้องมิใช่สาวใช้ธรรมดาแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีมือสังหารมาตามฆ่านางเช่นนี้
“เช่นนั้นข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงได้มีคนต้องการให้เจ้าตาย อีกอย่างเรื่องที่เจ้ารักษาบาดแผลของข้าโดยที่ทิ้งเอาไว้เพียงรอยแผลเป็นเท่านั้นทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ต่อให้เป็นหมอเทวดาที่เก่งที่สุดในทวีปนี้ก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้แน่ แม่นางเฉียน เจ้ากำลังปิดบังสิ่งใดอยู่ใช่หรือไม่”
ลู่หยวนซีไม่คิดว่าตนจะถูกถามออกมาตรงๆ เช่นนั้น นางอึ้งไปเล็กน้อยก่อนกระแอมไอเพื่อขับไล่ความอึดอัด เพราะนางมิได้เตรียมคำตอบสำหรับเรื่องเหล่านี้เอาไว้ ความจริงนางเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเฉียนฟางหนิงเป็นใคร ทั้งที่นางเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่งที่เติบโตมาในจวนขุนนาง เหตุใดเลือดของนางถึงได้ช่วยชีวิตของกู้จิ่งเหยียนได้
ลู่หยวนซีลูบไปที่มือของตนที่มีรอยกัดของกู้จิ่งเหยียนหลงเหลืออยู่เบาๆ ก่อนมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้าของตน
“คุณชาย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร เท่าที่ข้าจำได้ตัวข้าถูกเลี้ยงดูและเติบโตอยู่ภายในจวนสกุลกู้ เรื่องมือสังหารข้าก็ไม่รู้ว่าแท้จริงพวกมันต้องการฆ่าใครกันแน่ ระหว่างข้ากับคุณชายของข้า ท่านก็เห็นแล้วว่าอาการป่วยของเขาเป็นอย่างไร บางทีคงมีคนไม่ต้องการให้เขาอยู่เพื่อให้เนื้อเรื่องไม่ออกทะเลไปไกลก็เป็นได้”
เฮ่อเหวินเจ๋อขมวดคิ้วอย่างสงสัยในประโยคสุดท้ายของนาง
“ขะ...ข้าหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง”
ลู่หยวนซีลืมตัวพูดถึงเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในนิยาย นางทำได้เพียงหาเรื่องพูดเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าของตน แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้บอกเฮ่อเหวินเจ๋อว่าทั้งหมดเป็นเพราะฝีมือของผู้เขียน และนางเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเริ่มไม่เหมือนเรื่องราวในนิยายเข้าไปทุกที
สิ่งที่ระบบยังไม่ทันได้บอกลู่หยวนซีก่อนที่เขาจะหายไปคือ การมาของเฮ่อเหวินเจ๋อเป็นตัวแปรอีกตัวแปรหนึ่งที่กำลังจะทำให้เนื้อเรื่องในนิยายเปลี่ยนไป
ลู่หยวนซีพูดคุยกับเฮ่อเหวินเจ๋ออยู่ภายในศาลาหน้าเรือนอยู่นาน นางพยายามพูดวกไปวนมาเพื่อให้เขาลืมเรื่องการรักษาของนาง และก็เป็นไปตามที่ลู่หยวนซีต้องการ เขาไม่เซ้าซี้ถามนางอีกว่าเหตุใดบาดแผลของเขาถึงได้หายดีในชั่วพริบตา
แต่กลับมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่นอนกระสับกระส่ายอยู่ภายในห้อง การมาของเฮ่อเหวินเจ๋อเขาสามารถรับรู้ได้ก่อนลู่หยวนซีเสียอีก ฝีเท้าแผ่วเบาที่ก้าวอย่างมั่นคงเข้ามาในลานเรือน เขารู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้มีวรยุทธ
กู้จิ่งเหยียนสามารถจดจำเสียงฝีเท้าของบุรุษทั้งหกที่เข้าไปในป่าก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทั้งร่างกายและประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาเฉียบคมขึ้นทุกที ตั้งแต่......ตั้งแต่ที่เขาดื่มเลือดของนางเข้าไป ทุกอย่างที่ผ่านตาของและเสียงทั้งหมดที่ได้ยินเขาสามารถจดจำและรับรู้ได้ไม่ลืม ความรู้สึกนี้มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
“ข้าสั่งให้พักผ่อนเหตุใดถึงได้ยังนั่งคุยกับผู้อื่นอยู่อีก”
กู้จิ่งเหยียนเอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิด สตรีผู้นี้ดูแล้วเหมือนจะเชื่อฟังในสิ่งที่เขาพูด แต่ความจริงนางนั้นดื้อรั้นเสียยิ่งกว่าอะไร เป็นสตรียังมิทันได้ออกเรือนแต่กลับไปนั่งคุยอยู่กับบุรุษสองต่อสองเช่นนี้ นางไม่กลัวว่าผู้คนจะเอาไปนินทาว่าร้ายหรืออย่างไร
กู้จิ่งเหยียนลืมไปว่าสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คือเรือนของเฮ่อเหวินเจ๋อ แน่นอนว่าย่อมต้องไม่มีผู้อื่นนอกจากคนของเขาแน่นอน แต่เพราะความหึงหวงทำให้เขาขาดความสุขุมและรอบคอบที่เคยมีไป
เขานอนฟังเสียงของคนทั้งสองพูดคุยกันอยู่นาน แต่แล้วแผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ถ้าหากเจ้าไม่ยอมจากไปเช่นนั้นข้าก็จะทำให้นางไม่ว่างไปคุยกับเจ้าเอง
เสียงตุ๊บ! ดังขึ้นภายในห้องทำให้คนทั้งสองหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกัน เฮ่อเหวินเจ๋อยังไม่ทันได้ขยับตัวหรือเอ่ยสิ่งใด ร่างเล็กของลู่หยวนซีก็พุ่งเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็วราวกับมีดบิน นางถีบประตูเข้าไปอย่างแรงก่อนจะมองเห็นร่างของกู้จิ่งเหยียนนอนอยู่บนพื้น นางรีบเขาไปพยุงเขาด้วยท่าทางเป็นห่วง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“ท่านต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะคุณชาย เหตุใดไม่เรียกใช้ข้า ลงมาจากเตียงเองเช่นนี้มันอันตรายมากรู้หรือไม่”
ลู่หยวนซีพยุงกู้จิ่งเหยียนกลับขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง ร่างสูงแอบยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ สุดท้ายนางก็เห็นเขาเป็นที่หนึ่งเสมอ ไม่ว่านางจะทำสิ่งใดหรืออยู่กับใครก็ตาม นางก็จะรีบมาหาเขาทุกครั้งเมื่อเขาต้องการนาง
เฮ่อเหวินเจ๋อที่ตามเข้ามาทีหลังทันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น และด้วยดวงตาที่เฉียบคมของคนที่ฝึกวรยุทธมานานทำให้เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มของกู้จิ่งเหยียนด้วยเช่นกัน ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วอย่างสงสัยในรอยยิ้มนั้น แต่เพราะคุณชายรูปงามผู้ตกยากตรงหน้าทั้งเดินไม่ได้และดวงตามองไม่เห็น ทำให้เขาละทิ้งความสงสัยนั้นไป
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
ลู่หยวนซีหันไปมองบุรุษที่พึ่งเดินตามเข้ามา ก่อนที่จะส่ายหน้าพร้อมกับกระซิบกับเฮ่อเหวินเจ๋อเสียงเบา
“ท่านกลับไปก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าต้องดูแลคุณชายของข้าก่อน เขาไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่ต้องอยู่ต่อหน้าผู้อื่น”
เฮ่อเหวินเจ๋อหันไปมองกู้จิ่งเหยียนเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับจากนั้นจึงก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้คนทั้งสองอยู่กันตามลำพัง
“ข้าไม่ชอบเขา ต่อไปเจ้าเองก็อยู่ให้ห่างจากเขาด้วยเหมือนกัน”