ครึ่งชั่วยามต่อมา ร่างบางในชุดสีกลีบบัวก็เดินออกมาด้านนอกด้วยท่าทางอิดโรย นางยกยิ้มเล็กน้อยก่อนมองไปทางชายชุดดำที่ยืนกอดกระบี่ด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“ท่าน เข้าไปเปลี่ยนชุดใหม่ให้.....เขา”
เอ่ยยังไม่ทันจบลู่หยวนซีก็ล้มลงไปตรงนั้นทันที แต่ร่างโชกเลือดที่เคยนอนหายใจรวยรินอยู่ด้านในกลับพุ่งออกมารับนางเอาไว้ได้ทัน ทำให้ลู่หยวนซีไม่หงายหลังลงไปกระแทกพื้น บุรุษผู้นั้นมองใบหน้าที่ดูซีดเซียวของนางจากนั้นจึงอุ้มร่างบางเข้าไปด้านในอีกครั้ง ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มาเห็น คงจะคิดว่าคนที่บาดเจ็บเป็นหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาเป็นแน่
“ท่านเข้าไปตรวจดูอาการของนาง”
ร่างสูงใหญ่เดินออกมาด้านนอกสั่งหมอชรา ก่อนจะย้อนกลับเข้าไปในห้องพร้อมกัน ไม่นานหมอชราก็เดินออกมาเพียงคนเดียวเพื่อเขียนใบสั่งยาบำรุงให้กับลู่หยวนซี จากนั้นจึงสั่งให้ผู้ช่วยไปต้มมา
บุรุษร่างสูงในชุดขาดวิ่นที่นั่งอยู่ด้านข้างเตียง มองใบหน้ายามหลับของหญิงสาวผู้ช่วยชีวิตตนอย่างสงสัย ความจริงตั้งแต่ที่ถูกหามเข้ามาภายในห้องนี้เขาไม่ได้หมดสติไปเสียทีเดียว เพราะยังคงสัมผัสและรับรู้ได้ถึงทุกอย่างที่นางกระทำแม้จะมองไม่เห็นก็ตามที สตรีผู้นี้นางเป็นใครกันแน่
เฮ่อเหวินเจ๋อสัมผัสไปยังจุดที่เคยมีบาดแผลของตนที่สมานเข้าหากันเรียบร้อยแล้ว ธนูสี่ดอกถูกยิงเข้าจุดตายทุกจุด นักฆ่าที่ถูกส่งมาลอบสังหารต้องการให้เขาตายอยู่ที่แคว้นจ้าวแห่งนี้ หากไม่ได้รับภารกิจที่แสนสำคัญจากเสด็จแม่เขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปเด็ดขาด
การเดินทางมายังแคว้นจ้าวเป็นความลับแต่กลับยังมีคนรู้เรื่องเช่นนี้ แสดงว่าข้างกายของเสด็จแม่จะต้องมีหนอนบ่อนไส้แน่ เฮ่อเหวินเจ๋อบีบไปที่แขนของตนแน่นด้วยท่าทางโกรธแค้น ผ่านไปนานหลายปีเพียงนี้พวกกบฏก็ไม่สามารถกวาดล้างให้สิ้นซากได้เสียที คนของเสด็จลุงนี่ช่างมีความจงรักภักดีเสียเหลือเกิน
เสียงเปิดประตูจากด้านนอกทำให้เฮ่อเหวินเจ๋อหลุดจากภวังค์ เขาไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าผู้ที่เข้ามาเป็นใคร เป็นหมอชราที่กำลังยกถ้วยยาบำรุงเดินเข้ามา เขายืนรอว่าชายหนุ่มจะเอ่ยสิ่งใดหรือไม่ แต่แล้วเขากลับยังคงนั่งเงียบอยู่เช่นเดิม หมอชราจำต้องเอ่ยบางอย่างกับเขาก่อนที่ยาในถ้วยจะเย็นไปเสียก่อน
“คุณชายท่านจะเป็นผู้ป้อนยานางด้วยตนเอง หรือจะให้ข้าเป็นคนป้อนขอรับ”
เฮ่อเหวินเจ๋อหันไปมองชายชราชั่วอึดใจก่อนจะรับถ้วยยามาเอาไว้ในมือ แต่หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงยังไม่ได้สติเขาจะป้อนยาให้นางอย่างไร ท่าทางเก้ๆ กังๆ ของชายหนุ่ม ทำเอาหมอชราถึงกับส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้คุณชายป้อนยานางก็แล้วกัน”
เอ่ยจบชายชราก็เดินออกจากห้องไป เฮ่อเหวินเจ๋อที่เป็นทั้งเชื้อพระวงศ์และนักรบมีหรือที่เขาจะเคยดูแลผู้อื่นเช่นนี้ เมื่อไม่รู้ว่าตนควรทำเช่นไรจึงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่เขาพอจะนึกได้ ร่างสูงประคองนางให้พิงกับอกของตน ก่อนจะยกถ้วยยาขึ้นมาแล้วอมเอาไว้ในปาก ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปหาใบหน้าเล็กช้าๆ กำลังจะประกบปากเพื่อป้อนยาให้ลู่หยวนซี แต่แล้วนางก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ด้วยความตกใจร่างบางจึงต่อยไปที่ใบหน้าของเขาอย่างแรง
ท่าทางตื่นตระหนกของนางทำเอาเขาเองก็ตกใจจนเผลอกลืนยาลงไป ไม่คิดว่าตนจะถูกจับได้ว่ากำลังทำเรื่องไม่ดีกับหญิงสาวที่ช่วยชีวิตตนเอาไว้ เฮ่อหวินเจ๋อยกนิ้วโป้งแตะมุมปากที่มีเลือดไหลของตน ก่อนกระแอมไอเบาๆ อย่างอึดอัด
“ข้ามิได้มีเจตนาทำไม่ดีกับเจ้า แม่นางอย่าได้เข้าใจผิด”
ลู่หยวนซีที่กระโดดไปยืนอยู่ตรงมุมห้องมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง ในใจคิดเพียงว่านางได้ช่วยชีวิตงูพิษเอาไว้หรือไม่ หลังจากหายดีเขาถึงได้หันมาแว้งกัดตนเองเช่นนี้
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ากำลังคิดจะทำอันใดกับข้ากันแน่ ถึงได้เอาหน้าเข้ามาใกล้เช่นนั้น”
เฮ่อเหวินเจ๋อชี้ไปยังถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะอธิบายกับลู่หยวนซีอีกครั้ง
“เจ้าหมดสติไป ท่านหมอบอกว่าร่างกายของเจ้าเหน็ดเหนื่อยและอ่อนแอ จึงได้ต้มยาบำรุงมาให้ แต่เจ้าหมดสติอยู่ข้าไม่มีทางเลือกจึงได้....”
เฮ่อเหวินเจ๋อพูดประโยคต่อไปออกมาไม่ได้ ได้แต่ทำไม้ทำมือให้นางเข้าใจ จากนั้นจึงชี้ไปที่ริมฝีปากของตน ลู่หยวนซีถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้จะมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแต่นางก็มิใช่เด็กเรื่องเหล่านี้ย่อมต้องเคยมาบ้าง อีกทั้งเขายังเป็นคนที่นางพึ่งจะยื้อแย่งชีวิตมาจากมือของพญามัจจุราช จนทำให้นางเองก็เกือบเอาชีวิตตนเองไม่รอดเช่นกัน ถึงจะตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แต่ลู่หยวนซีก็ไม่คิดตำหนิเขาอีก
“ช่างเถอะ ข้าไม่ได้เป็นอะไร ไม่ต้องดื่มยา ในเมื่อท่านหายดีแล้ว เช่นนั้นเราก็แยกย้ายเถอะ ข้ายังมีคนที่บ้านรออยู่ ขอตัวก่อน”
เอ่ยจบ ลู่หยวนซีก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เฮ่อเหวินเจ๋อยืนอยู่ภายในห้องอย่างโดดเดี่ยวและสับสนมึนงง เขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อน นางเห็นใบหน้าของเขาแล้วมิใช่หรือ ทั้งนางยังเป็นคนช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ด้วย นางสามารถเรียกร้องสิ่งใดจากเขาก็ได้ แต่นางกลับเมินเฉยทั้งยังแสดงออกว่าไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเขาอีก เป็นไปได้อย่างไร
ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้ เฮ่อเหวินเจ๋อนั้นมั่นใจในบุคลิกและหน้าตาของตนเป็นอย่างมาก ไม่มีสตรีนางใดที่สบตากับเขาแล้วไม่แสดงท่าทางเอียงอายออกมา แต่สตรีนางนี้กลับสงบนิ่งดุจสายน้ำในทะเลสาบ มิได้แสดงท่าทีและความรู้สึกใดๆ ออกมาทางสีหน้าแม้สักนิด
เฮ่อเหวินเจ๋อไม่รู้ว่าที่ลู่หยวนซีเป็นเช่นนั้นเพราะนางได้เห็นบุรุษที่หล่อเหลามากกว่าเขาหลายเท่าอยู่ทุกวี่วัน มิใช่ว่าเขารูปไม่งามแต่ยังมีผู้ที่เหนือกว่าเขาอยู่ข้างกายนาง และลู่หยวนซีก็ได้รับเกราะป้องกันเรื่องหน้าตาของบุรุษมาจากเขาคนนั้นอย่างไม่รู้ตัว
ร่างบางเดินตัวปลิวออกไปจากจี้หมิงถังอย่างไม่เหลียวหลัง นางไม่อยากต้องเพิ่มความยุ่งยากให้กับตนเองอีก เรื่องที่บุรุษผู้นั้นจะต้องกลายมาเป็นผู้หนุนหลังของกู้จิ่งเหยียนหรืออะไรก็ช่าง เวลานี้นางแค่ต้องการช่วยให้เขาหายดี แล้วกลับไปยังโลกเดิมของนางก็เท่านั้นเอง
หลังจากที่กลับมายังเรือนหลังน้อยบนเนินเขา ลู่หยวนซีก็แวะเข้าไปดูกู้จิ่งเหยียนก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าเขายังคงหลับอยู่นางจึงหันไปเก็บข้าวของที่พึ่งซื้อมากลับเข้าที่ แล้วทำอาหารเที่ยงเพื่อรอให้คนในห้องตื่นขึ้นมารับประทาน แต่ในระหว่างนั้นลู่หยวนซีได้ลองสแกนดูร่างกายของกู้จิ่งเหยียนดูอีกครั้ง พบว่าระบบขึ้นสัญลักษณ์ตกใจตัวสีแดงแล้วเสียงตี๊ดๆ ก็ดังขึ้น ทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!! ระบบ!! คุณรู้ไหมว่าทำไมระบบรักษาถึงได้ขึ้นแจ้งเตือนแบบนี้”
ลู่หยวนซีเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางตกใจ
“ผมยังคุยเรื่องนี้กับคุณไม่ได้ แต่ดูเหมือนผู้เขียนกำลังเข้าแทรกแซงเรื่องราวที่ไม่ได้เกิดขึ้นในนิยาย เธอกำลังเปลี่ยนบทและเร่งเขียนเนื้อเรื่องให้กู้จิ่งเหยียนตาย... ℗♯ºº₪¤큐Ω ж фю Ю√ $ @ * & # ※**々∞Ψ ∪∩∈∏ の℡ ぁ §∮ เร็ว...ขึ้น....รีบพาเขาหนีไป!!”
“คุณพูดอะไร ฉันฟังไม่รู้เรื่อง ระบบ!! กลับมาก่อน!!”
ไม่ว่าจะเรียกยังไงลู่หยวนซีก็ไม่ได้ยินเสียงของระบบตอบกลับมาอีกเลย มีเพียงเสียงดังซ่าๆ เหมือนกับเสียงของทีวีที่ไม่มีสัญญาณ นางหันกลับไปมองกู้จิ่งเหยียนที่กำลังนอนไม่ได้สติ เสียงหอบหายใจของเขาแรงขึ้น ร่างของกู้จิ่งเหยียนกระตุกและชักเกร็งท่าทางดูทรมานเป็นอย่างมาก เหมือนกับคนที่จะหมดลมหายใจลงไปได้ทุกเมื่อ ลู่หยวนซีรีบเข้าไปจับตัวเขาเอาไว้เพราะเกรงว่าชายหนุ่มจะตกลงมาจากเตียง
นางไม่รู้ว่าตนเองจะต้องทำยังไงต่อไปเพราะนางเองก็ไม่ใช่หมอ ไม่มีความรู้เรื่องการรักษาแม้แต่น้อย ที่พึ่งเดียวของนางอย่างระบบเวลานี้ก็ไม่รู้หายไปที่ไหนแล้ว วันนี้ถ้ากู้จิ่งเหยียนตายชีวิตของนางเองก็คงจะรอดด้วยเช่นกัน แต่แล้วลู่หยวนซีก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เปิดระบบรักษาอัตโนมัติ รักษาพิษที่อยู่ในร่างของเขา”
แต่แล้วสัญลักษณ์ตกใจตัวสีแดงก็เด้งขึ้นมา และมีเสียงดังขึ้นภายในหัวของนางว่า ระบบยังไม่ได้รับการอัพเกรดไม่สามารถรักษาได้ ลู่หยวนซีได้ยินดังนั้นถึงกับแข้งขาอ่อน นางจะปล่อยให้เขาตายไปอย่างนี้เช่นนั้นหรือ ไม่มีทางช่วยเขาได้เลยหรืออย่างไร
ในเนื้อเรื่องของนิยายบอกเอาไว้ว่า พี่ชายของกู้จิ่งเหยียนได้รับยาถอนพิษที่มีเพียงเม็ดเดียวจากหมอเทวดา ถ้าเช่นนั้นเขาก็ต้องรู้ว่าส่วนประกอบในการทำยาถอนพิษมีอะไรบ้าง ถ้าหากนางหาตัวเขาพบ กู้จิ่งเหยียนก็น่าจะยังมีทางรอด แต่คนผู้นี้นางจะไปตามหาเขาได้ที่ไหน
อีกอย่างคำพูดสุดท้ายของระบบบอกว่าให้นางพาเขาหนีไปจากที่นี่ นางควรจะทำตามที่เขาบอกดีหรือไม่ ตอนนี้ลู่หยวนซีไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่นมีทางเดียวคือต้องเชื่อคำพูดของระบบเท่านั้น นางรีบเก็บข้าวของที่พึ่งซื้อมารวมถึงสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆ จากนั้นจึงเปลี่ยนชุดที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อของกู้จิ่งเหยียนออก รีบแบกเขาออกไปทางด้านหลังเรือนตรงเข้าไปในภูเขาทันที
หลังจากที่ลู่หยวนซีพาร่างที่อาการร่อแร่ของกู้จิ่งเหยียนออกจากเรือนไป ตกดึกมือสังหารนับสิบก็ตรงมายังเรือนหลังน้อยบนเนินเขาของนาง พวกมันพุ่งเข้าไปด้านในอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัว เพราะได้รับรายงานมาว่าที่นี่มีเพียงกู้จิ่งเหยียนและสาวใช้ของเขาเท่านั้นที่อาศัยอยู่
แต่เมื่อค้นหาจนทั่ว กลับพบว่าข้างในว่างเปล่าไร้สิ่งมีชีวิตอื่นใดอาศัยอยู่ที่นั่น ภายในเรือนไม่มีข้าวของหลงเหลืออยู่แล้ว แต่เรือนที่ได้รับการทำความสะอาดเป็นอย่างดี มีข้าวของตกระเกะระกะเล็กน้อยเหมือนกับว่าพวกเขาออกไปจากที่นี่อย่างรีบร้อน
“บ้าจริง พวกเขารู้ตัวก่อนได้อย่างไรถึงได้หนีไปจากที่นี่แล้ว แยกกันออกตามหาเร็วมีเพียงสตรีและคนป่วยเท่านั้นน่าจะยังหนีไปได้ไม่ไกล จงระวังอย่าให้องค์รัชทายาทได้ตัวพวกเขาก่อน”
บุรุษชุดดำเหล่านั้นรับคำจากหัวหน้าของตน จากนั้นจึงรีบแยกกันออกเป็นสองกลุ่มก่อนที่จะหายลับไปในความมืด ห่างออกไปราวหนึ่งลี้ (500เมตร) สามร่างที่แอบซุ่มดูอยู่บนต้นไม้ มองการกระทำของมือสังหารเหล่านั้นด้วยความสงสัย พวกมันมาทำอันใดที่เรือนของชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่งกัน
“ถ้าไม่ได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของพวกมันก่อนหน้านี้ คงไม่รู้ว่านอกจากข้าแล้วพวกมันยังมีเป้าหมายอื่นอยู่อีก ให้คนของเราไปสืบมาว่าผู้ใดกัน ที่อาศัยอยู่ภายในเรือนหลังนั้น”
เอ่ยจบเฮ่อเหวินเจ๋อก็ใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไปจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ