ดิ้นรนเอาชีวิตรอด

1418 Words
ในระหว่างที่ลู่หยวนซีและกู้จิ่งเหยียนนอนหลับพักผ่อนอย่างอบอุ่นอยู่ภายในถ้ำเล็ก เหล่ามือสังหารพวกนั้นก็ออกตามรอยของคนทั้งสองอย่างไม่ลดละ เมื่อตามรอยเท้ามาถึงช่วงหนึ่ง สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ภารกิจออกตามรอยเป้าหมายจำต้องยุติลง ทางด้านเฮ่อเหวินเจ๋อ คนของเขาได้ส่งรายงานมาให้แล้ว ทำให้เขาได้รู้ว่าเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่บนเนินเขานั้นเป็นของสตรีที่เคยช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ เรื่องบาดแผลที่หายสนิทของตนยังมิทันได้คลายความสงสัย กลับมีปริศนาเพิ่มขึ้นมาอีก เหตุใดมือสังหารเหล่านั้นต้องตามฆ่านางด้วย “ซือจิ่ง ให้คนของเราที่แฝงตัวอยู่ที่นี่ออกตามรอยพวกเขา ต้องถึงตัวนางก่อนนักฆ่าพวกนั้นให้ได้ สั่งการลงไปว่างานนี้สำคัญมากห้ามมีสิ่งใดผิดพลาดโดยเด็ดขาด” ชายชุดดำที่เคยถือกระบี่ชี้หน้าของลู่หยวนซียกมือขึ้นประสานกัน ก่อนเดินออกจากห้องไปทำภารกิจของตนที่ได้รับมอบหมาย สามวันผ่านไป สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักก็ได้ซาลง โชคดีที่ลู่หยวนซีเก็บฟืนใส่เอาไว้ภายในช่องว่างอากาศของนาง ทำให้ยังมีฟืนเหลือเฟือสำหรับหุงหาอาหาร สามวันแล้วเช่นกันที่นางไม่สามารถติดต่อกับระบบได้เลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง ลู่หยวนซีแอบเรียกหาระบบในใจอยู่ตลอดแต่ก็ยังคงไม่ได้รับการตอบกลับมา “เจ้า...เล่าเรื่องซุนหงอคงให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่” เป็นครั้งแรกที่กู้จิ่งเหยียนเอ่ยปากกับนางก่อนตั้งแต่ที่วิญญาณของนางเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ ลู่หยวนซียกยิ้มอย่างพอใจอย่างน้อยความลำบากของนางที่ผ่านมาก็ไม่เสียเปล่าไปซะทีเดียว คุณชายผู้หยิ่งยโสได้โน้มตัวลงมาหานางแล้ว “ได้แน่นอนเจ้าค่ะ แต่เรื่องราวหลังจากนี้เป็นตอนที่ซุนหงอคงออกเดินทางไปยังชมพูทวีปพร้อมกับพระถังซัมจั๋งและศิษย์น้องทั้งสอง” ลู่หยวนซีเล่าเรื่องซุนหงอคงที่นางพอจะจำได้ให้ชายหนุ่มฟัง น้ำเสียงที่สม่ำเสมอและขึ้นลงตามจังหวะของเหตุการณ์ในเรื่องเล่า ทำให้กู้จิ่งเหยียนคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับหญิงสาวตรงหน้าไปด้วย นางจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ระดับนักปราชญ์เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเล่าเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่านางเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง กู้จิ่งเหยียนจะไม่มีทางพูดเช่นนี้แน่ถ้าหากเขาได้ดูซีรีส์ที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์เหมือนอย่างที่ลู่หยวนซีได้ดู ผ่านไปอีกสามวัน ตอนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสโปร่งโล่งมีก้อนเมฆสีขาวลอยเอื่อยเฉื่อยไปมาผืนดินที่เคยชื้นแฉะก็เปลี่ยนเป็นแห้งสนิท ลู่หยวนซีไม่อยากรอระบบอีกแล้ว นางคิดที่จะย้อนกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์ความเคลื่อนไหว แต่ก็ยังรู้สึกไม่วางใจที่จะให้กู้จิ่งเหยียนอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ดังนั้นหลังจากที่เก็บข้าวของเข้าในช่องว่างอากาศแล้ว นางก็แบกกู้จิ่งเหยียนขึ้นหลัง พาเขาย้อนกลับไปยังทางเดิมที่นางเคยเดินมา ลู่หยวนซีไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดมากมาย เพราะเมื่อก่อนนางเดินขึ้นเขาเป็นประจำตอนอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าฉือชุน ต่อให้ที่นี่มิใช่ป่าที่นางเคยเดินมาก่อน แต่นางก็รู้วิธีแกะรอยจากสัญลักษณ์ที่ตนเองทำทิ้งเอาไว้ แน่นอนว่ามือสังหารเหล่านั้นย่อมจะต้องมองไม่เห็นเพราะมีเพียงนางและเด็กๆ ในบ้านเด็กกำพร้าฉือชุนเท่านั้นที่รู้ แต่ความซวยของนางยังไม่หมด เมื่อลู่หยวนซีเดินย้อนกลับไปได้เพียงครึ่งทาง คนชุดดำนับสิบก็กระโดดออกมาขวางพวกนางเอาไว้ ถึงแม้จะรู้วิธีต่อสู้เพราะโรงฝึกกังฟูอยู่ข้างบ้านเด็กกำพร้าที่นางเติบโตมา แต่นั่นคือกระบี่ที่มีคม อาวุธย่อมไร้ดวงตาถ้าหากถูกฟันถูกแทงก็เจ็บและตายได้เหมือนกัน นางต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ตนเองได้กลับไปยังโลกเดิมมาถึงขนาดนี้แล้ว กลับต้องมาพบจุดจบอย่างน่าอนาถเพราะปลายปากกาของผู้เขียนอย่างนั้นหรือ นางไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่ ลู่หยวนซีวางกู้จิ่งเหยียนเอาไว้ข้างโคนต้นไม้ใหญ่ นางคิดว่ายังไงวันนี้ตนเองก็ไม่มีทางหนีไปจากพวกเขาได้แน่ แต่ก็ไม่คิดที่ยอมให้ตนเองตายอย่างเสียเปล่า “เจ้าสองคนทำให้พวกเราเสียเวลาออกตามหาตั้งหลายวัน ไม่คิดว่าจะโง่ย้อนกลับมาตายด้วยน้ำมือตนเองเช่นนี้” ลู่หยวนซีไม่สนใจคำเหยียดหยามที่ออกมาจากปากคนที่กำลังคิดฆ่านาง นางทำเพียงสะบัดมือเบาๆ ในมือก็มีขวดแก้วขนาดใหญ่สองขวด หลังจากที่ขว้างมันออกไปทางชายชุดดำเหล่านั้น ขวดแก้วก็แตกกระจายพลันในมือของนางก็มีขวดแก้วออกมาเพิ่มไม่หยุด ชายชุดดำเหล่านั้นกระโดดหลบไปคนละทาง เพราะคิดว่าสิ่งที่นางปาใส่พวกตนคือยาพิษหรืออะไรบางอย่างที่สามารถสังหารพวกเขาได้ หลังจากที่ขวดแก้วแตกกระจายกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงกลิ่นฉุนที่ลอยเข้าจมูก พลันเสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังขึ้นสนั่นป่า พวกเขาไม่รู้ว่านางไปนำของเหล่านี้มาจากที่ใดแต่ท่าทางการดิ้นรนเอาตัวรอดของนางช่างดูน่าสมเพชเสียจริง ลู่หยวนซียังคงไม่คิดหยุดการกระทำของตน นางปาขวดแก้วเหล่านั้นไปอีกสิบกว่าขวด ก่อนเดินถอยห่างออกมาทางกู้จิ่งเหยียน ชายชุดดำทั้งสิบเห็นดังนั้นก็เดินย่างสามขุมตรงมาทางคนทั้งสอง เมื่อพวกเขาหยุดยืนอยู่ท่ามกลางน้ำที่ลู่หยวนซีปาออกไป นางก็ดึงเอากระบอกจุดไฟออกมาก่อนโยนไปทางมือสังหารเหล่านั้น เพียงไม่นานเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ดังก้องสะท้านป่า แม้แต่กู้จิ่งเหยียนเองยังตกใจไม่คิดว่าน้ำสีใสนั่นจะสามารถจุดไฟติดได้ ลู่หยวนซีไม่มีเวลามาอธิบายว่าสิ่งนั้นคือแอลกอฮอล์สำหรับล้างแผล นางรีบแบกกู้จิ่งเหยียนขึ้นหลังแล้ววิ่งหนีออกไปจากที่นั่นทันที ชายชุดดำบางคนที่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในอาณาเขตของวงล้อมแห่งเปลวเพลิง จึงทำให้รอดไปได้ แต่ยังมีอีกหกชีวิตที่กำลังถูกย่างสดอยู่ข้างใน รวมถึงหัวหน้ามือสังหารคนที่หัวเราะการกระทำของลู่หยวนซีด้วย “ช่วยพวกเขาไม่ทันแล้ว รีบตามเป้าหมายไปเร็วเข้า” ชายชุดดำที่หายจากอาการตกตะลึง รีบออกคำสั่งให้พวกของตนรีบตามคนทั้งสองไป ลู่หยวนซีออกวิ่งเต็มกำลังแต่ก็ไม่สามารถหนีพ้นสี่คนที่ใช้วิชาตัวเบาทะยานตามมาได้ กระบี่สีขาววาววับที่สะท้อนแสงแดดส่องกระทบดวงตาของนาง ร่างบางที่แบกกู้จิ่งเหยียนเอาไว้ ด้านหลังหลับตาลงคิดว่าตนเองคงจะหลบการแทงนี้ไม่พ้นแล้ว แต่เสียงเคร้ง!!ก็ดังขึ้นข้างหูของนาง อาวุธลับสีนิลลอยกระเด็นไปปักอยู่บนต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป ลู่หยวนซีที่เตรียมใจตายเอาไว้แล้วหรี่ตาขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้า พบว่าชายชุดดำทั้งสี่ถูกปลิดชีพลงอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของใครบางคน และเมื่อลู่หยวนซีได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เป็นท่านเองหรือ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD