ขอสงบศึกชั่วคราว

1321 Words
ลู่หยวนซีที่พึ่งอาบน้ำเสร็จ แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีเทาและสายฝนที่กำลังพรมละอองบางๆ ลงมาไม่ขาดสาย หมอกสีขาวปกถูกคลุมไปทั่วบดบังทัศนวิสัยรอบด้าน เพราะเรือนของนางตั้งอยู่บนเชิงเขาทำให้มองลงไปทางหมู่บ้านเห็นเพียงแค่เงาเลือนราง สายลมด้านนอกเริ่มพัดกระโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความหนาวสะท้านให้กับร่างบางที่ยืนอยู่ชานเรือน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าบ่งบอกถึงพายุที่กำลังใกล้เข้ามา “คุณชาย ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนซีมองชามโจ๊กที่ยังเหลือเกินกว่าครึ่ง นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนยกชามโจ๊กนั้นออกจากห้องไป ช่างเถอะ อย่างน้อยเขาก็ยังทานเข้าไปบ้าง เอาไว้ลองทำอาหารอย่างอื่นให้เขาทานดู เผื่อว่าเขาจะเจริญอาหารมากกว่านี้ เพราะบางทีคนป่วยมานานนางเดาว่าลิ้นอาจจะไม่ค่อยรับรส ลู่หยวนซีทึกทักไปเองว่าที่เขาไม่ยอมทานอาหาร เป็นเพราะอาการป่วย นางเดินเข้าไปภายในห้องกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ที่นางใช้ เป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาใช้ก่อนหน้านี้ เมื่อกู้จิ่งเหยียนได้กลิ่นจากกายของนางทำให้ความรู้สึกของเขาปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก เขารออยู่นานว่าเมื่อใดนางจะออกไปจากห้องนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินเสียงขยับตัวเสียที ทำให้เขาจำต้องเอ่ยปากไล่นางตรงๆ ทั้งที่ไม่คิดจะพูดกับนางอีก “เหตุใดเจ้ายังอยู่ในห้องนี้ ออกไปเสียข้าต้องการพักผ่อน” แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะฟังดูกระด้างเล็กน้อย แต่ก็แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ลู่หยวนซีมองใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยตะขาบไฟพาดผ่าน ก่อนขยับเข้าไปใกล้อีกนิด นางจ้องมองดวงตาคมที่กลายเป็นสีม่วงไปแล้วในยามนี้พลางทอดถอนใจอย่างเวทนา หลังจากนี้ไปนางจะหาทางรักษาเขาอย่างไรดี แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญเป็นอันดับแรก ก่อนอื่นคงต้องทำให้เขาเชื่อในตัวของนางเสียก่อน “คุณชายเจ้าคะ ความจริงนี่เป็นห้องของข้า ห้องที่ท่านเคยอยู่คงไม่สามารถเข้าอยู่ได้อีกสักพัก เรือนหลังนี้มีเพียงสามห้อง ห้องของท่าน ห้องของข้า แล้วก็ห้องเก็บของ อีกอย่างตอนนี้ข้างนอกฝนตก ข้าคงไปอยู่ที่อื่นไม่ได้ ถึงท่านจะไม่พอใจแต่ก็อดทนอีกสักสองสามวันเถอะ ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบข้า ข้าเองก็ไม่ชอบใจนักที่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นเราสองคนมาสงบศึกชั่วคราวจนกว่าท่านจะหายดี ดีหรือไม่ หลังจากนั้นข้าจะไปตามทางของข้าเอง ไม่อยู่ให้ท่านรู้สึกระคายอารมณ์แน่นอน” เอ่ยจบลู่หยวนซีก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากช่องว่างในอากาศ หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายที่ระบบส่งให้นางก่อนหน้านี้ คงต้องเอาออกมาอ่านฆ่าเวลาอันแสนน่าเบื่อนี้ไปก่อน จากนั้นค่อยหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เนื้อเรื่องในนิยายดำเนินไปถึงไหนแล้ว ตั้งแต่ที่ลู่หยวนซีเอ่ยขึ้น จนกระทั่งเสียงหน้ากระดาษถูกเปิดเป็นระยะ กู้จิ่งเหยียนมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ เขายังคงเงี่ยหูฟังอากัปกิริยาของนาง ทั้งยังรู้สึกสงสัยว่าสตรีนางนี้รู้หนังสือด้วยอย่างนั้นหรือ หรือว่านางแค่แสร้งทำไปอย่างนั้น หลังจากอ่านนิยายเล่มนั้นไปได้สักพัก แสงสว่างรำไรที่อยู่ภายนอกก็เริ่มหายไป นางเดินไปหยิบตะเกียงน้ำมันมาวางที่โต๊ะข้างเตียงก่อนจุดมันขึ้นด้วยหั่วเจ๋อจื่อหรือกระบอกจุดไฟ จากนั้นจึงหันไปถามคุณชายที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง “ท่านหิวหรือไม่ ถ้าไม่อยากทานโจ๊ก หรือจะเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่นแทน ข้ากำลังจะเข้าครัว เดี๋ยวทำเผื่อท่านเพิ่มอีกสักหน่อย” ไร้เสียงตอบกลับมา มีเพียงเสียงของสายฝนที่เริ่มซาตกกระทบพื้นดินและใบหญ้าเสียงดังเปาะแปะ กลิ่นดินที่ถูกน้ำฝนโชยมาทำให้รู้สึกสดชื่น “ถ้าท่านไม่ตอบ เช่นนั้นข้าก็จะทำตามใจตนเองนะ” เอ่ยจบนางก็เดินออกจากห้องไป ในใจก็ได้แต่แอบบ่นเขาอยู่คนเดียว คนผู้นี้เอาใจยากเสียยิ่งกว่าเด็กสามขวบที่บ้านเด็กกำพร้าฉือชุนเสียอีก ลู่หยวนซีหายออกจากห้องไปเพียงไม่นาน นางก็กลับมาพร้อมอาหารสามอย่าง นั่นก็คือผัดผัก ไข่เจียว และน้ำแกงกระดูกหมูพร้อมด้วยข้าวสวยร้อนๆ สองชาม ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำย่อยในกระเพาะให้ทำงาน สิ่งของเหล่านี้ล้วนถูกซ่อนเอาไว้ภายในห้องของนาง ดูเหมือนตัวประกอบหญิงที่ไร้ค่าคนนี้จะซ่อนอาหารเอาไว้ทานเพียงคนเดียวไม่น้อยเลย ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ ทั้งที่เป็นเพียงตัวประกอบในนิยายที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ กลับมีผลต่อการมีชีวิตรอดของตัวร้ายมากกว่าใคร “คุณชาย ข้าป้อนให้ท่านดีหรือไม่ รับรองว่าอาหารที่ข้าทำต้องอร่อยถูกปากท่านแน่นอน เพราะน้องๆ ของข้าพูดเสมอว่าข้าทำอาหารเก่ง” ลู่หยวนซีพยายามพูดตะล่อมเอาใจให้เขารู้สึกถึงความเป็นมิตรของนาง แต่กู้จิ่งเหยียนกลับยังคงนิ่งเฉย ตอนนี้นางไม่รู้แล้วว่าควรทำเช่นไรต่อไปดีให้เขารู้สึกว่านางไม่ได้มาร้าย ถ้าหากจะให้บังคับนางก็กลัวว่าเขาจะตั้งกำแพงกับนางสูงมากกว่าเดิม “หรือไม่อย่างนั้น ถ้าไม่ชอบให้ข้าป้อนท่านก็ทานเองดีหรือไม่ มาเถอะข้าช่วยพยุง” ลู่หยวนซีมองปฏิกิริยาเล็กน้อยที่เขาตอบสนองด้วยใบหน้าพอใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ตั้งแง่กับนางมากจนเกินไป ลู่หยวนซีจับมือของกู้จิ่งเหยียนให้จับชามและตะเกียบ จากนั้นนางคีบอาหารลงไปในชามให้เขา กู้จิ่งเหยียนรอสักพักก่อนจะยอมทานอาหารแต่โดยดี ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพราะเขารอให้ได้ยินเสียงขยับตะเกียบทานอาหารในชามของนางก่อน ทั้งข้าวในชามและน้ำแกงกระดูกหมูที่นางทำ กู้จิ่งเหยียนยอมทานเข้าไปทั้งหมด หลังจากนางยกชามเปล่าออกจากห้องไปนางก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง ร่างบางนั่งอ่านหนังสือนิยายที่ยังคงอ่านค้างเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียงเงียบๆ มีเพียงเสียงเปิดหน้ากระดาษเบาๆ ให้รู้ว่านางยังคงนั่งอยู่ในห้องนั้น ถึงแม้นางจะดูเหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือนิยายตรงหน้า แต่ลู่หยวนซีก็เงยหน้ามองกู้จิ่งเหยียนเป็นระยะ ตอนนี้เขาเองก็นั่งพิงหัวเตียงเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา “คุณชายท่านนอนพักผ่อนดีหรือไม่ อาหารที่ทานเข้าไปคงจะย่อยไปบ้างแล้ว อีกสองสามวันข้าจะสั่งทำรถเข็นให้ท่านสักตัว เวลาเบื่อๆ จะได้ออกไปนั่งเล่นหน้าเรือนอาบแดดบ้าง” ลู่หยวนซีช่วยพยุงร่างของกู้จิ่งเหยียนให้นอนลง ก่อนที่ตัวนางเองจะกลับมาอ่านนิยายช่วงสุดท้ายให้จบ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD