เหตุผลที่ดูคลุมเครือ

1395 Words
คำแรกที่ชายหนุ่มเอ่ยกับนางหลังจากที่แสดงท่าทีมึนตึงมาทั้งวัน ลู่หยวนซีเข้าใจในอารมณ์แปรปรวนของคนป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายของนางถึงได้ไม่ชอบคุณชายเฮ่อเหวิน ทั้งที่เขาพึ่งจะช่วยชีวิตพวกตนเอาไว้ “คุณชาย ท่านช่วยบอกเหตุผลกับข้าได้หรือไม่เจ้าคะว่าเพราะเหตุใด” กู้จิ่งเหยียนอ้ำอึ้งไปเล็กน้อยก่อนตอบคำถามของนาง “เจ้ามองไม่ออกหรือว่าพวกเขาน่าสงสัยมากเพียงใด เจ้าคิดว่าคนธรรมดาจะสามารถฆ่าคนได้ในดาบเดียวอย่างนั้นหรือ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวของพวกเขานั้นมีแต่เพียงการฆ่าฟันและกลิ่นคาวเลือด ถ้าหากไม่อยากเดือดร้อนเจ้าก็อยู่ให้ห่างจากคนประเภทนี้ซะ ถึงข้าจะตาบอดแต่มิได้หูหนวกและหูของข้าก็ดีกว่าคนทั่วไปนัก ถึงจะแอบฟังอยู่ข้างนอกข้าก็ได้ยิน” กู้จิ่งเหยียนเอ่ยเสียงไม่เบานักเพื่อให้คนที่อยู่นอกห้องรู้ตัว เฮ่อเหวินเจ๋อที่ยังไม่ทันได้จากไปก็แอบสะดุ้งเล็กน้อย เขาประมาทคุณชายรูปงามผู้นี้มากเกินไปเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงคนพิการเท่านั้น บางทีเขาอาจสัมผัสบางอย่างจากพวกตนได้ ถึงได้แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรออกมา “ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะคุณชาย” ลู่หยวนซีที่ไม่รู้ว่ายังมีอีกคนที่แอบหลบอยู่ด้านนอกเรือน นางมองไปยังกู้จิ่งเหยียนอย่างไม่เข้าใจ “ไม่มีอะไร เอาเป็นว่าต่อไปเจ้าทำตามที่ข้าสั่งก็พอ” กู้จิ่งหยียนล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ก่อนจับมือของลู่หยวนซีเอาไว้ นางมองไปยังร่างสูงด้วยความอ่อนใจ ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีก็แอบมีมุมที่คล้ายเด็กน้อยเหมือนกัน แม้เขาจะมิได้เอ่ยออกมาแต่นางก็เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ลู่หยวนซีนั่งลงข้างเตียงก่อนที่จะเล่านิทานให้เขาฟัง ผ่านไปนาน นางเองก็รู้สึกง่วงขึ้นมาเล็กน้อยเพราะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาหลายวัน ท่าทางนั่งสัปหงกของนางเรียกสายตาเอ็นดูจากคนที่นอนอยู่บนเตียง กู้จิ่งเหยียนปล่อยมือของนางก่อนประคองร่างเล็กให้นอนลงด้านข้างตน จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็เข้าสู่นิทรารมณ์ไปพร้อมกัน สองเดือนที่ลู่หยวนซีและกู้จิ่งเหยียนได้เข้ามาพักอาศัยอยู่ที่เรือนของเฮ่อเหวินเจ๋อ นางฟังคำเตือนของคุณชายที่บอกให้อยู่ห่างๆ จากพวกเขา แต่บางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบปะพูดคุยได้ เพราะถึงอย่างไรเฮ่อเหวินเจ๋อก็เป็นเจ้าของเรือน และเป็นสองเดือนที่นางไม่ได้ยินเสียงของระบบอีกเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา นางรู้สึกหวั่นใจว่าตนเองอาจจะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป หากไม่หาทางทำอะไรสักอย่าง ร่างบางนั่งหันหน้าออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเหม่อลอย เสียงถอนหายใจของนางดังลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้กู้จิ่งเหยียนผู้ที่ตัวติดกับนางตลอดเวลารู้สึกว่าช่วงนี้เหมือนนางกำลังมีเรื่องหนักใจอะไรบางอย่าง แต่นางมิได้เล่ามันออกมาให้เขาฟัง “เจ้ามีเรื่องหนักใจอะไรอย่างนั้นหรือ” ร่างสูงที่นั่งอยู่บนรถเข็นที่ลู่หยวนซีขอร้องให้เฮ่อเหวินเจ๋อหาช่างมาสร้างเป็นการเฉพาะเมื่อเดือนก่อน เข็นล้อตรงมาทางร่างเล็กที่นั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง ลู่หยวนซีหันกลับไปมองคุณชายของตนเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกเดินมาทางเขา “เปล่าเจ้าค่ะ ข้ามิได้เป็นอะไร คุณชายรู้สึกคุ้นชินกับรถเข็นนี้หรือยังเจ้าคะ รออีกหน่อยข้าจะพาท่านออกไปข้างนอก จะได้ไม่ต้องเอาแต่อุดอู้อยู่แค่ภายในเรือน” ลู่หยวนซีมิได้ตอบคำถามของเขา นางพูดเรื่องอื่นขึ้นเพื่อเบี่ยงประเด็นคำถามของเขาออกไป และกู้จิ่งเหยียนรู้ว่านั่นเป็นเรื่องที่นางถนัดนัก เขาที่รู้ทันก็มิได้เปิดโปงหรือเอ่ยเซ้าซี้นางอีก เอาเถอะเอาไว้รอให้นางพร้อมเมื่อใดนางคงจะพูดออกมาเอง “ได้ เรื่องนี้ข้าให้เจ้าตัดสินใจ” ตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ทั้งสองคนพูดคุยกันมากขึ้น กู้จิ่งเหยียนเองก็เหมือนจะเปิดใจให้นางมากกว่าเดิม บางครั้งต่อให้นางยังไม่ได้พูดกับเขา เขาก็จะเป็นฝ่ายที่เริ่มประโยคสนทนาขึ้นมาก่อน เรื่องนี้ทำให้ลู่หยวนซีเบาใจลงไม่น้อยเพราะในอนาคตยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางอาจจะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงคุณชายจากจวนขุนนาง หากวันหน้าเขาหายดีนางก็คงจะถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อเขาอยู่กระมัง “ข้าหิวแล้ว เจ้าทำอาหารง่ายๆ สักสองสามอย่างมาทานด้วยกันดีหรือไม่” กู้จิ่งเหยียนเองก็พยายามเพื่อนางเช่นกัน เขาไม่อยากให้สตรีผู้นี้รู้สึกไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ หาอะไรให้นางทำเผื่อว่านางจะลืมเรื่องที่อยู่ในใจไปได้บ้าง “ท่านหิวแล้วหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนซีมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเบี่ยงไปอีกด้านเล็กน้อย นางก็อุทานออกมาเสียงดัง “ตายแล้ว!! นี่มันบ่ายแล้วนี่นา คุณชายยังไม่ได้ทานอะไรเลย รอสักครู่นะเจ้าคะข้าจะรีบเข้าครัวเดี๋ยวนี้” ร่างเล็กรีบกระวีกระวาดเดินออกนอกเรือนไปทางด้านหลังที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะเพื่อพวกเขาสองคน ต้องขอบคุณเฮ่อเหวินเจ๋อที่ทำตามคำขอร้องของนางทุกอย่าง ลู่หยวนซีจึงไม่ต้องใช้ห้องครัวร่วมกับบ่าวในเรือนหลังนั้น กู้จิ่งเหยียนมองตามร่างเล็กของนางไป มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขารู้สึกอารมณ์ดีทุกครั้งที่นางนึกถึงเขาเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเพียงใดนางก็จะทำเหมือนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การที่ได้รับความสำคัญมันเป็นความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง ลู่หยวนซีออกจากห้องไปเพียงไม่นาน นางก็กลับมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูยุ่งยากเล็กน้อย กู้จิ่งเหยียนที่แสร้งมองไม่เห็นแต่ก็เอ่ยถามนางออกไปอย่างหยอกเย้า “อาหารเที่ยงเสร็จเร็วเพียงนี้เชียว ดูเหมือนฝีมือของเจ้าจะยอดเยี่ยมขึ้นทุกวันแล้ว” เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยทักจากกู้จิ่งเหยียนลู่หยวนซีก็ถึงกับอึ้งไป นางไม่คิดว่าคุณชายผู้เอาแต่ใจจะเอ่ยหยอกล้อนางเหมือนเช่นคนปกติ ทำเอานางถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูก ยังดีที่เขามองไม่เห็นไม่อย่างนั้นคงต้องหัวเราะท่าทางของนางเป็นแน่ “มิใช่เจ้าค่ะ ข้าลืมไปเลยว่ายังมิได้ซื้ออาหารมาเตรียมเอาไว้ ทั้งที่ใช้วัตถุดิบทุกอย่างหมดไปตั้งแต่เมื่อเช้า เป็นความผิดของข้าเอง” ลู่หยวนซีก้มหน้าสำนึกผิด ท่าทางของนางทำเอากู้จิ่งเหยียนมองแล้วรู้สึกใจเหลวเป็นน้ำ เขาไม่คิดที่จะตำหนินางแม้สักนิดแต่ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กนี่จะเสียใจไม่น้อยที่ตนเองทำพลาด “ไม่เป็นไร ถ้ายังไม่ได้ซื้อก็ออกไปซื้อเถอะ ข้าก็ยังมิได้หิวขนาดนั้น รออีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร” ร่างสูงเอ่ยปลอบนางเล็กน้อย ก่อนเข็นรถเข็นหันไปทางหน้าต่างเพื่อมิให้นางสังเกตเห็นท่าทางที่พยายามกลั้นหัวเราะของเขา ลู่หยวนซีเงยหน้าขึ้นก่อนพยักหน้ารับ จากนั้นจึงพุ่งออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD