ลู่หยวนซียืนกอดอกมองเถียนอวี้ซวนแหกปากร้องตะโกนจนลั่นตลาด ชาวบ้านที่ชอบดูเรื่องสนุกของผู้อื่นต่างก็ทยอยเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ ลู่หยวนซียกมือปิดปากหาวเล็กน้อย นางเบื่อจริงๆ เรื่องน้ำเน่าประเภทนี้ ไม่ว่าในนิยายเรื่องไหนไหน ก็ต้องมีผู้หญิงถูกใส่ร้ายอยู่เป็นประจำ นี่มันไม่ใช่เส้นเรื่องหลักของนิยายซะหน่อย ทำไมต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้
ชาวบ้านที่กำลังมุงดูคนทั้งสอง ต่างก็มองมายังลู่หยวนซีเป็นตาเดียว ไม่ต้องถามนางนางก็มองออกว่าสายตาเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร รังเกียจ เป็นคำที่ถูกสาดมายังลู่หยวนซีเวลานี้ แต่นางมิได้แยแสต่อสายตาของคนเหล่านั้น
“พูดพอหรือยัง ดูสารรูปของตนเองเสียบ้าง ถ้าที่เรือนของเจ้าไม่มีคันฉ่องเช่นนั้นก็ควรชะโงกดูเงาตนเองในน้ำ เจ้าคิดว่าตัวเจ้าที่เป็นบัณฑิตพูดสิ่งใดออกไปคนก็จะเชื่อทุกอย่างเช่นนั้นหรือ สอบถิงเซิงระดับอำเภอยังไม่ผ่านยังจะกล้าเรียกตนเองว่าบัณฑิต เหอะ!!ทุเรศสิ้นดี ออกมาป่าวประกาศต่อหน้าผู้คนมากมายเพียงนี้เจ้าไม่กลัวว่าภรรยาที่แท้จริงของเจ้าจะมาลากคอเจ้ากลับไปซ้อมที่เรือนหรืออย่างไร เถียนอวี้ซวน เจ้าในฐานะบัณฑิตกลับไปเกาะตระกูลคหบดีเพื่อให้ตนเองมีเงินใช้จ่าย เจ้าต่างหากที่ไม่มียางอาย”
หลังจากที่ลู่หยวนซีเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทุกสายตาต่างก็หันกลับไปมองเถียนอวี้ซวนพร้อมกัน ท่าทางลนลานของเขาพร้อมกับเหงื่อที่หลั่งออกมาจนแผ่นหลังเปียกชุ่ม บ่งบอกว่าเขากำลังหวาดกลัว
“จะ...เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด อย่าได้คิดเปลี่ยนเรื่องเราสองคนแต่งงานกันแล้ว ตัวเจ้าต่างหากที่มีชู้”
ลู่หยวนซีพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างหงุดหงิด นางอยากจะซัดหน้าเขาให้สลบไปเสียตอนนี้เลย ไม่อยากได้ยินเสียงอันน่ารำคาญหูนี้อีก
“เจ้าบอกว่าใครแต่งงานกับเจ้ากัน แล้วใครกันที่มีชู้”
เสียงที่ดังขึ้นทางด้านหลังของผู้ชุมนุมทำให้ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันเงียบเสียง ร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนอยู่ด้านหลังเข็นรถเข็นที่มีชายหนุ่มรูปงามราวกับภาพวาดนั่งอยู่ ใบหน้าที่บึ้งตึงของเขาดูแล้วไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากแต่ก็ไม่มีผลกับใบหน้าอันหล่อของเขาเลย สตรีมากมายที่อยู่ตรงนั้นต่างมองไปยังกู้จิ่งเหยียนด้วยดวงตาเหม่อลอย
ถัดจากคนทั้งสองไปยังมีบุรุษชุดดำอีกสองคนที่เอวของพวกเขาเหน็บกระบี่เอาไว้ดูท่าทางอันตรายไม่น้อย ลู่หยวนซีเห็นรถเข็นของกู้จิ่งเหยียนถูกเข็นเดินเข้ามา นางก็รู้แล้วว่าตนเองต้องถูกต่อว่าอย่างแน่นอน แต่ทุกอย่างกลับผิดคาดไปทั้งหมด นอกจากชายหนุ่มจะไม่ต่อว่านางแล้วเขายังจับมือของนางเอาไว้แน่น ก่อนมองจ้องไปยังเถียนอวี้ซวนด้วยสายตาราวกับจะสังหารคนเสียให้ได้
“ข้าถามว่าใครกันที่แต่งงาน ใครกันที่มีชู้”
เถียนอวี้ซวนจำกู้จิ่งเหยียนได้ เขาคือคุณชายง่อยที่เฉียนฟางหนิงดูแลอยู่ แต่นั่นไม่เท่าไหร่ สามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขานั้นดูอันตรายยิ่งกว่า ร่างผอมแห้งในชุดบัณฑิตสีขาวหดคอเล็กน้อยก่อนที่จะหลบสายตา
“คุณชายท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้ากำลังจะกลับเรือนพอดี แต่ว่าเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน ตอนนี้ท่านคงจะหิวแย่แล้วกระมัง”
ลู่หยวนซีหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยท่าทางสำนึกผิด กู้จิ่งเหยียนผู้ไม่ชอบตกอยู่ในสายตาของผู้คนกลับออกมาตามนางด้วยตนเองเช่นนี้ หมายความว่าเขาเองก็ให้ความสำคัญกับนางมากเช่นกัน เฮ่อเหวินเจ๋อมองคนทั้งสองที่กำลังจ้องตากันก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เฮ่อ!!ข้าหมดหวังแล้วสินะ ช่างเถอะ อย่างน้อยเวลานี้ก็ได้มีมิตรภาพที่ดีกับนาง เป็นคนรักไม่ได้เช่นนั้นก็เป็นพี่น้องก็แล้วกันและเขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายพี่น้องของเขาเป็นอันขาด
เฮ่อเหวินเจ๋อพยักหน้าให้คนของตนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายฉกรรจ์ทั้งสองรับคำสั่งกำลังจะก้าวเข้าไปจัดการกับเถียนอวี้ซวน แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งวิ่งเข้ามาขวางทางทั้งสองเอาไว้
“หยุดนะ!! เจ้าคิดที่จะตีใครกัน เขาเป็นสามีของข้าพวกเจ้ากล้าลงมือหรือ”
ทุกสายตาจับจ้องไปยังสตรีร่างท้วมที่แต่งกายด้วยชุดหลากสี ราวกับว่าเวลานี้กำลังมีเทศกาลอะไรบางอย่าง ใบหน้าของนางตอนนี้ดูไม่ออกแล้วว่าหน้าเดิมเคยเป็นเช่นไร เพราะนางประโคมเครื่องประทินโฉมและเรื่องประดับเข้าไปจนแน่นเอี้ยด มองไม่ออกว่าเป็นคนหรือตู้เครื่องประดับเคลื่อนที่กันแน่ ลู่หยวนซีก้าวออกไปด้านหน้าของสองสามีภรรยา ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า!!!ท่านบัณฑิต นางบอกว่าตนเองเป็นฮูหยินของท่านแน่ะ มิใช่ก่อนหน้านี้เจ้าใส่ร้ายว่าข้าแต่งงานกับเจ้าแล้วแอบไปมีชู้อย่างนั้นหรือ หรือว่าเจ้าทักคนผิด ความจริงแล้วเจ้าหมายถึงนาง”
ลู่หยวนซีชี้นิ้วไปยังสตรีร่างท้วมที่อ้างว่าตนเองคือภรรยาของ เถียนอวี้ซวน ร่างผอมแห้งที่หลบอยู่ด้านหลังของสตรีที่มาใหม่ใบหน้าหดเหลือสองนิ้ว เมื่อลู่หยวนซีเอ่ยถึงเรื่องก่อนหน้านี้ขึ้นมา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรเขาคือสามีที่แต่งเข้าบ้านข้า เราแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามประเพณี เขาจะมีสตรีอื่นได้อย่างไร เจ้าอย่าได้ว่าร้ายสามีของข้านะ”
ลู่หยวนซีไม่ถือสาท่าทางกราดเกรี้ยวของสตรีร่างท้วม แต่นางชี้นิ้วไปรอบๆ ก่อนเอ่ยออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เช่นนั้นเจ้าก็ถามพวกเขาดูว่าเขาพูดว่าอย่างไรก่อนหน้านี้ ทั้งที่ข้าปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยมีอะไรกับเขาแต่สามีของเจ้าก็ไม่ยอม ยังกล่าวหาว่าข้าแต่งงานกับเขาแล้วหนีไปกับชายชู้ ทั้งยังทำร้ายเขาบาดเจ็บจนทำให้เขาพลาดการสอบ”
ชาวบ้านที่กำลังมุงล้อมต่างก็พยักหน้าเป็นพยานให้ลู่หยวนซี สตรีร่างท้วมหันกลับไปมองสามีของตนที่ตอนนี้ก้มหน้าหลบสายตาของนางจนแทบจะแทรกเข้าไปอยู่ในอกแล้ว
“ที่นางพูดเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”
สตรีร่างท้วมหันไปเล่นงานสามีของตน บัณฑิตหน้าขาวพูดสิ่งใดไม่ออก ทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักออกมา
“ข้า....ข้าเลอะเลือนไปเอง ฮูหยินเจ้าอย่าได้ใส่ใจเลยนะ แต่เรื่องที่นางทำร้ายข้าเป็นความจริง เจ้าก็รู้ว่าเกือบสามเดือนที่ข้าไม่สามารถเดินเหินได้ ทั้งยังพลาดการสอบที่ท่านพ่อของเจ้าคาดหวังในตัวข้า ทั้งหมดก็เป็นเพราะนาง”
เถียนอวี้ซวนชี้มายังลู่หยวนซีอีกครั้ง เขาพยายามพูดบ่ายเบี่ยงและเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นเพื่อไม่ให้สตรีร่างท้วมเอาเรื่องตน
“เจ้าบัณฑิตนั่นเปลี่ยนเรื่องเก่งไม่ต่างจากเจ้าเลย”
กู้จิ่งเหยียนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นเสียงเบา ทำเอาลู่หยวนซีหันไปส่งค้อนให้เขาวงใหญ่ ก่อนจะหันไปเอาเรื่องเถียนอวี้ซวนอีกครั้ง
“ข้าเคยพูดไปแล้วมิใช่หรือว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมาจะต้องมีหลักฐานและพยานด้วย มิใช่มากล่าวหาข้าลอยๆ เช่นนี้ ก่อนหน้าก็พยายามใส่ร้ายข้าให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง ตอนนี้ก็ยังมากล่าวหาว่าข้าทำร้ายเจ้า พวกท่านว่าภายหน้าจะยังมีใครกล้ามาสู่ขอข้าอีก ร่างกายของข้าผอมบางเพียงนี้จะทำร้ายบุรุษที่โตเต็มวัยอย่างเขาได้อย่างไร แม้แต่แรงฆ่าไก่ข้าก็ยังไม่มี หากวันนี้ข้ายอมรับผิดโดยที่ถูกขู่บังคับ วันหน้าเขาได้ใจคงไปทำกับสตรีบ้านอื่นเป็นแน่ พวกท่านว่าจริงหรือไม่”
ลู่หยวนซีแสร้งบีบน้ำตาให้คนที่มามุงดูรู้สึกสงสาร แล้วก็ได้ผล สาวงามเมื่อใดที่หลังน้ำตามักจะดูน่าเวทนาเสมอ ชาวบ้านต่างชี้ไม้ชี้มือไปยังเถียนอวี้ซวนและภรรยาพร้อมทั้งตะโกนขับไล่พวกเขา คนทั้งสองไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้อีกแล้ว สองสามีภรรยารีบฝ่าวงล้อมชาวบ้านหนีออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกรุมประชาทัณฑ์
หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป ลู่หยวนซีก็มองกู้จิ่งเหยียนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นางรู้สึกว่าตั้งแต่กลับมาที่เรือนสายตาของเขาคอยมองตามนางไปทุกที่ แต่เมื่อนางหันกลับไปกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ บางครั้งนางก็รู้สึกว่าคุณชายของนางอาจจะมองเห็นแล้ว จนกระทั่งทดสอบเขานางก็เคยลองทำมาแล้ว
ลู่หยวนซีแอบอยู่นอกเรือนเพื่อเฝ้ามองการกระทำของกู้จิ่งเหยียนอยู่หลายวัน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจับความผิดปกติอะไรได้ นางไม่รู้ว่าทุกการกระทำของตนล้วนอยู่ในสายตาของชายหนุ่มตลอดมา ร่างสูงยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจกับท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่านของนาง แต่กู้จิ่งเหยียนก็ยังไม่ยอมเปิดเผยว่าดวงตาของตนเองนั้นสามารถมองเห็นแล้ว
ตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขที่ได้นางมาดูแล จนกระทั่งลืมไปแล้วว่าตนเองเคยเคียดแค้นทุกสิ่งทุกอย่างและคนในตระกูลกู้เพียงใด แม้แต่เจียงจื่ออิ๋งสตรีที่เขาเคยปักใจรักมาก่อนก็ไม่เคยนึกถึงนางอีกเลย