ตนเองก็เป็นสายเลือดที่เขาให้กำเนิด แต่แล้วเหตุใดบิดาของเขาถึงได้ทอดทิ้งในยามที่เขาเจ็บป่วย เพราะเขาเป็นบุตรที่เกิดจากอนุอย่างนั้นหรือ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมกับเขาเสียเลย กู้จิ่งเหยียนที่รู้สึกสิ้นหวังต่อโชคชะตาของตนเองก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
หากเขาตายไปซะ ความเจ็บปวดทุกอย่างก็คงจะยุติลงเช่นกันใช่หรือไม่ สิ้นความคิดของตนร่างผอมแห้งก็คลำสะเปะสะปะไปทั่ว เพื่อหาสิ่งของบางอย่างที่สามารถปลิดชีพตนเองได้ เขาไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เช่นนี้อีกต่อไปแล้ว หากต้องมากลายเป็นคนพิกลพิการไปตลอดชีวิต เขายอมตายเสียดีกว่า
เสียง เพล้ง!! ดังสนั่นขึ้นภายในห้อง ชามโจ๊กที่เคยวางอยู่บนโต๊ะเวลานี้ตกลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น กู้จิ่งเหยียนคลำหาเศษชิ้นส่วนที่แตกออกของชามกระเบื้องไปมาบนพื้น ทำให้มือทั้งสองข้างถูกบาดจนเลือดอาบ
กู้จิ่งเหยียนหยิบเศษชามที่เหมาะมือขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะกรีดมันลงไปที่ข้อมือของตนอย่างไม่ลังเล เลือดสีดำคล้ำสายหนึ่งพุ่งออกมาจากบาดแผล ความรู้สึกเจ็บแปลบเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ จากนั้นกู้จิ่งเหยียนก็ทิ้งตัวลงนอนหงายอยู่บนพื้น ดวงตาสีม่วงเหม่อลอยราวกับจิตหลุดออกจากร่าง เวลานี้เขาไม่ต้องการคิดถึงเรื่องใดอีก เพียงนอนรอให้ความตายมาเยือนซึ่งเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
ลู่หยวนซีที่เดินลงมาจากเนินเขามุ่งตรงไปทางด้านหน้าหมู่บ้าน เพื่อโดยสารเกวียนวัวไปยังตัวอำเภอ แต่ก่อนที่นางจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว นางก็จำต้องหยุดชะงักลงเมื่อเสียงของระบบดังขึ้นภายในหัวอย่างร้อนรน
“ลู่หยวนซีรีบกลับบ้านเร็ว กู้จิ่งเหยียนกำลังจะตาย”
สิ้นเสียงของระบบ เท้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าก็เบี่ยงทิศทางหมุนกลับไปยังเรือนหลังน้อยที่อยู่บนเนินเขาทันที
“บ้าจริง!! กู้จิ่งเหยียนเจ้าอย่าพึ่งตายนะ ข้ายังต้องพึ่งเจ้าอยู่”
ฝีเท้าที่รวดเร็วของนาง พุ่งขึ้นไปบนเนินเขาราวกับดาวหางบนท้องฟ้า ลู่หยวนซีถีบประตูเรือนเสียงดังโครม ก่อนวิ่งตรงไปยังห้องนอนที่มีร่างผอมแห้งของกู้จิ่งเหยียนนอนหมดสติอยู่
ก่อนจะเห็นเลือดสีดำคล้ำเจิ่งนอนไปทั่วพื้นเรือน นางไม่ใช่หมอไม่เคยปฐมพยาบาลให้ใครมาก่อน แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าทำให้ลู่หยวนซีแทบประคองสติตนเองไม่ได้ เขาเกิดบ้าคลุ้มคลั่งอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าเมื่อเช้าอาการยังดีๆ อยู่ไม่ใช่หรือ
“ลู่หยวนซี เลิกมองดูแล้วช่วยเขาซะที เธอคงไม่อยากตายตามกู้จิ่งเหยียนไปอีกคนหรอกใช่ไหม”
เสียงดุดันของระบบดังขึ้นภายในหัวของนาง เจ้าบ้านี่กล้าขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ใครขอให้ส่งข้ามาที่นี่กันเล่าเก่งจริงทำไมไม่มาทำเอง ลู่หยวนซีแอบบ่นในใจทั้งที่รู้ว่าเจ้าระบบจะต้องได้ยินแน่ แต่นางก็ไม่ได้สนใจ
“แล้วจะต้องทำยังไง คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่หมอ ไม่รู้วิธีช่วยชีวิตคน”
ระบบเองก็พึ่งนึกขึ้นได้ ว่าเขายังไม่ได้สอนวิธีใช้ระบบรักษาให้ลู่หยวนซีเลย
“พูดตามผมนะ เปิดระบบรักษา”
“เปิดระบบรักษา”
ฟังก์ชันมากมายโผล่ขึ้นมาตรงหน้าเธอ
“เลือกฟังก์ชันบาดแผล จากนั้นกดปุ่มลงไป ระบบจะทำงานของมันเองอัตโนมัติ คุณไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เพ่งสมาธิไปยังบาดแผลตรงหน้าเท่านั้น ทุกอย่างจะถูกวินิจฉัยด้วยระบบรักษาอัจฉริยะ”
ลู่หยวนซีทำตามคำสั่งในหัวอย่างเร่งรีบ ไม่นานบาดแผลที่ข้อมือของกู้จิ่งเหยียนก็ค่อยๆ สมานเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ ลู่หยวนซีมองดูภาพตรงหน้าด้วยอาการตกตะลึง แต่บาดแผลที่ข้อมือของเขาก็กินพลังกายของนางไปไม่น้อย เหงื่อเม็ดโตได้ผุดขึ้นตามกรอบหน้าและแผ่นหลังของนางจนเปียกชุ่ม เสียงหอบหายใจของลู่หยวนซีดังชัดขึ้นเรื่อยๆ นางยกมือขึ้นปาดเหงื่อของตนก่อนจะเอ่ยพึมพำเสียงเบา
“นี่ถ้ามีระบบรักษาที่ไฮเทคขนาดนี้ บางทีโอกาสรอดตายจากอุบัติเหตุร้ายแรงของมนุษย์โลกคงเพิ่มขึ้นไปมากโขเลยนะ นายคิดเหมือนฉันไหม”
ลู่หยวนซีพูดกับระบบก่อนล้มตัวลงนั่งด้านข้างอย่างหมดแรง แผลเล็กแค่นี้แต่เล่นเอานางเกือบเป็นลมแน่ะ ไม่ง่ายเลยที่จะใช้งานเจ้าระบบรักษานี่
“คงจะไม่ได้หรอก โปรแกรมระบบรักษาชุดนี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง ดูจากอาการของคุณตอนนี้ก็น่าจะรู้ อีกอย่างผมเคยบอกคุณไปแล้วว่าโลกของคุณนั้นยังล้าหลังอยู่มาก ทั้งเทคโนโลยีและด้านจิตใจ หากได้ครอบครองบางสิ่งที่มีค่ามากเกินไป นอกจากจะฆ่ากันเพื่อชิงมาเป็นของตัวเองแล้ว พวกคุณก็มีเพียงใช้มันหาผลประโยชน์จากคนอื่นเท่านั้น นั่นเป็นความจริงของโลกที่คุณเคยอยู่”
ลู่หยวนซีไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ระบบเอ่ยกับนางนั้นล้วนแต่เป็นความจริง วันนี้คิดจะเข้าเมืองไปซื้อของเห็นทีคงต้องหยุดเอาไว้ก่อน รอให้เขาฟื้นขึ้นมาเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว ไม่อย่างนั้นถ้ายังปล่อยให้ผู้ชายคนนี้มีความรู้สึกในด้านลบ อีกไม่นานเขาคงจะฆ่าตัวตายอีกครั้งแน่
ลู่หยวนซีอาศัยจังหวะที่กู้จิ่งเหยียนยังคงหมดสติอยู่ หลังจากนั่งพักจนมีกำลังกลับคืนมา นางจึงทำความสะอาดร่างกายให้กับเขาก่อนพากลับขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง
ดวงตาที่เคยปิดสนิทค่อยๆ ขยับไปมาเล็กน้อยก่อนจะเปิดขึ้นช้าๆ กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยเข้ามาในจมูกกู้จิ่งเหยียนที่พึ่งได้สติกลับมากำลังคิดว่าตนเองตายไปแล้วหรือยัง แต่เมื่อเสียงของลู่หยวนซีดังขึ้นข้างหูเขาก็อดที่จะรู้สึกผิดหวังไม่ได้
“คุณชาย ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
ลู่หยวนซีรีบเข้าไปดูอาการของกู้จิ่งเยียนทันที แต่เขากลับยังคงนอนนิ่งไม่ยอมเอ่ยปากออกมาเช่นเคย ร่างบางได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ จากนั้นจึงเอ่ยความคิดในใจของตนกับเขา
“คุณชาย ท่านคิดทำอะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้ทำร้ายตนเองเช่นนั้นเจ้าคะ หรือท่านคิดว่าชีวิตของตนไร้ค่าจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว”
ลู่หยวนซีหยุดพูดเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่นางก็เห็นว่าหัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ร่างบางเอ่ยกับเขาอย่างใจเย็น เพราะคิดว่าเขาเองก็คงมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้
“ถึงแม้ท่านจะไม่เห็นค่าของชีวิตตน แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าข้ามิได้คิดเช่นนั้น คุณชายข้าบังอาจขอร้องท่านสักเรื่องได้หรือไม่ ไม่ว่าท่านจะประสบกับเรื่องที่หนักหนาเพียงใด ขอให้ท่านอย่าได้ทำร้ายตนเองเช่นนี้อีก ต่อให้ท่านโมโห ท่านโกรธแค้น หรือไม่พอใจสิ่งใด ขอให้มาลงที่ข้า ถึงแม้ข้าจะเป็นเพียงสาวใช้ที่ต่ำต้อย แต่เรื่องทุกอย่างของท่าน ขอให้ข้าเป็นคนแบกรับเอาไว้เองได้หรือไม่”
ลู่หยวนซีจับมือผอมแห้งที่ขาวซีดของกู้จิ่งเหยียนมากุมเอาไว้ จากนั้นจึงตบลงไปเบาๆ เพื่อให้กำลังใจแก่เขา นางไม่รู้ว่าคำพูดของนางจะซึมลึกเข้าไปในจิตใจของเขาได้หรือไม่ หรือต่อให้เขาตั้งกำแพงกับนางสูงเสียดฟ้านางก็ไม่สน
ขอเพียงเขาไม่ทำร้ายตนเองในยามที่นางไม่อยู่เท่านั้นเป็นพอ เพราะถ้าเขาตายตัวนางเองก็คงไม่สามารถกลับไปยังโลกเดิมของตนได้ แล้วสัญญาที่นางเคยให้ไว้กับผอ.ฟางว่าจะสร้างบ้านเด็กกำพร้าฉือชุนขึ้นมาใหม่ คงจะกลายเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น