ใครคือน้องชายของเจ้า

1245 Words
“เอาไว้เราหาทางออกไปจากที่นี่ได้เมื่อใด ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟัง” เมื่อเอ่ยจบร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนคว้าร่างของกู้จิ่งเหยียนขึ้นพาดบ่า ราวกับว่าอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้เป็นเพียงการแสดงของเขาเท่านั้น สามวันต่อมา เฮ่อเหวินเจ๋อได้พากู้จิ่งเหยียนไปยังสถานที่นัดพบที่เขานัดแนะเอาไว้ก่อนแยกตัวกัน ทุกคนกลับมาพร้อมกับบาดแผลเต็มตัว แต่มิได้ร้ายแรงจนไม่สามารถเดินทางต่อได้ จากนั้นพวกเขาก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยังแคว้นจิ้นทันที “ทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่ ข้าไม่คิดที่จะตามพวกเจ้าไป” กู้จิ่งเหยียนเอ่ยออกมาเสียงเรียบ เมื่อเห็นรถม้าคันใหญ่วิ่งมาหยุดที่ด้านหน้าของตน แต่รัชทายาทแคว้นจิ้นผู้เป็นพี่ชายมีหรือที่จะยอมฟังคำพูดของเขา กู้จิ่งเหยียนถูกจับยัดเข้าไปด้านในก่อนตัวเขาจะก้าวตามเข้าไป “เวลานี้ที่นั่นเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังห่วงสิ่งใด คนของข้าได้ย้อนกลับไปที่อำเภอถงอันแล้ว อีกไม่นานพวกเขาจะพานางตามมาแน่นอน” เฮ่อเหวินเจ๋อไม่รู้ว่าลู่หยวนซีนั้นเวลานี้ยังคงสลบไสลไม่ได้สติและอีกเรื่องที่เขาไม่รู้คือนางอยู่ที่เรือนของจ้าวหลี่เสวียน มีเพียงหมอชราและหลานสาวของเขาเท่านั้นที่อยู่เฝ้าดูอาการของนางที่นั่น ต่อให้พวกเขาพลิกแผ่นดินตามหานางอย่างไรก็ไม่มีทางหานางพบแน่นอน ย้อนกลับมายังช่วงเวลาปัจจุบัน กู้จิ่งเหยียนในชุดคลุมจิ้งจอกสีแดงเพลิง กำลังฝึกเดินอยู่ภายในตำหนักอันโอ่อ่าที่มีกระถางไฟลวดลายวิจิตรตั้งอยู่เป็นระยะเพื่อให้ความอบอุ่น ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำทมิฬเดินเข้ามาด้านในด้วยท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้น เฮ่อเหวินเจ๋อมองน้องชายของตนเดินไปมาท่าทางโงนเงนคล้ายเด็กทารกที่กำลังหัดเดิน พลันกู้จิ่งเหยียนก็ล้มไปด้านหน้าแต่ร่างสูงในชุดคลุมสีดำรวดเร็วกว่า เขาพุ่งเข้าไปรับร่างของชายหนุ่มเอาไว้ได้ทันท่วงที “เจ้าควรพักผ่อนเสียบ้าง แม้เวลานี้ท่านหมอเทวดาจะบอกว่าอาการของเจ้าดีขึ้นมากแล้ว แต่เจ้าไม่ควรหักโหมเช่นนี้” กู้จิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่ ก่อนสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขา “ใครคือน้องชายของท่าน ข้าผู้ต่ำต้อยไหนเลยจะกล้าอาจเอื้อมเป็นพี่น้องกับเชื้อพระวงศ์แห่งแคว้นจิ้นได้” เฮ่อเหวินเจ๋อถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เจ้าเด็กคนนี้ยังไม่หายโกรธที่ตนล้อเลียนเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนอีกอย่างนั้นหรือ สิบวันก่อน การเดินทางอันยาวนานที่กินเวลาถึงสองเดือนก็ได้สิ้นสุดลง รถม้าคันโตวิ่งเข้าสู่ประตูเมืองหลวงของแคว้นจิ้นได้อย่างปลอดภัย แม้จะมีการลอบสังหารอยู่เป็นระยะแต่พวกเขาทั้งหมดก็สามารถกลับมาได้โดยที่ไม่มีการสูญเสียชีวิตผู้ใดไป ทันทีที่เฮ่อเหวินเจ๋อกลับมาถึงตำหนักรัชทายาทของตน เขาก็รีบตรงดิ่งไปเข้าเฝ้าเซี่ยฮองเฮาเพื่อกราบทูลเรื่องที่ตนได้รับมอบหมายทันที เมื่อพระนางเซี่ยฮองเฮาได้พบหน้าพระโอรสองค์โต พระนางก็อดที่จะหลั่งน้ำตาออกมามิได้ ใบหน้าและร่างกายของเขาล้วนมีบาดแผลที่ยังมิได้ทำการรักษา แต่เขากลับรีบมาที่ตำหนักใหญ่เพื่อพบมารดาของตนเสียก่อน “เหตุใดเสด็จแม่ถึงได้ทรงกันแสงเล่าพ่ะย่ะค่ะ ลูกกลับมาได้อย่างปลอดภัยพระองค์มิทรงยินดีอย่างนั้นหรือ” เมื่อเห็นผู้เป็นมารดาร้องไห้เขาก็อดที่จะเย้าแหย่ตามประสาบุตรชายมิได้ เซี่ยฮองเฮาส่งค้อนให้บุตรชายวงใหญ่ก่อนที่ดึงให้เขาลุกขึ้นและกอดชายหนุ่มเอาไว้ พระนางหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นก่อนจะหวนนึกถึงช่วงเวลายี่สิบกว่าปีก่อน แม้จะล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้แต่พระนางก็มิเคยลืมเลยว่าตนเองและบุตรชายคนนี้ต้องหนีตายจากการไล่ล่าสังหารอย่างไร “แม่ดีใจที่ลูกปลอดภัยกลับมา หากครั้งนี้หาน้องชายของลูกไม่พบก็ช่างเถิด มิต้องย้อนกลับไปที่นั่นอีกแล้ว แม่คนนี้ใจจะขาดเมื่อเห็นลูกชายคนเดียวต้องได้รับบาดเจ็บเพราะความเอาแต่ใจตน จากนี้ไปถือเสียว่าสวรรค์ไม่ต้องการให้พวกเราแม่ลูกได้อยู่พร้อมหน้า แม่จะไม่ดึงดันอีกต่อไปแล้ว” เมื่อต้องเอ่ยถึงบุตรชายคนเล็กของตนที่จำต้องแยกจากตั้งแต่ยังเป็นเพียงทารก เซี่ยฮองเฮาก็อดที่จะกรรแสงอีกครั้งมิได้ เฮ่อเหวินเจ๋อ กอดพระมารดาของตนเอาไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม เขาเองก็จดจำได้เป็นอย่างดีว่าพระมารดานั้นใช้ร่างกายเพื่อป้องกันคมหอกคมดาบให้ตนอย่างไร “พ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้ลูกคงมิได้กลับไปที่นั่นอีกแล้ว” เฮ่อเหวินเจ๋อดันร่างบางของมารดาออกห่าง ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้พระนางฟังแล้วดีใจขึ้นมา “เพราะลูกหาน้องชายพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ และเขาก็พักอยู่ที่ตำหนักของลูกแล้วในเวลานี้” คำพูดของบุตรชายคนโตของนางทำให้เซี่ยฮองเฮาแทบหูดับ ยี่สิบปีมานี้พระนางส่งคนไปที่แคว้นจ้าวนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งบุตรชายคนโตของนางเติบใหญ่ เขาจึงได้อาสาออกตามหาน้องชายของตน ไม่คิดว่าครั้งนี้เขาจะพาเด็กคนนั้นกลับมาด้วยตนเอง หยาดน้ำตาเม็ดโตของเซี่ยฮองเฮาไหลออกมาราวกับสร้อยไข่มุกสายขาด พระนางละล่ำละลักถามบุตรชายด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ขะ...เขาเป็นอย่างไรบ้าง โตขึ้นหน้าตาเหมือนแม่หรือว่าเสด็จพ่อของเจ้า” เฮ่อเหวินเจ๋อยกยิ้มก่อนส่งเสียงหึ!ออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหล่าแต่กลับมีนิสัยกวนบาทาจนทำให้คนอดที่จะแยกเขี้ยวใส่วันละหลายรอบมิได้ “เขามีใบหน้าที่เหมือนท่านมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มากความสามารถ เพียงแต่...” เฮ่อหวินเจ๋อมิได้เอ่ยต่อ เพราะไม่ต้องการให้พระมารดาของตนต้องมารู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเด็กหนุ่มในอดีต “เอาเป็นว่าเขาหล่อเหลาไม่แพ้กระหม่อม แต่นิสัยไม่ค่อยดีนิดหน่อย อีกอย่างลูกยังมิได้บอกเขาเรื่องชาติกำเนิดเพราะคิดว่าให้เขามาได้ยินจากปากของเสด็จแม่เองน่าจะดีกว่า” พระนางเซี่ยฮองเฮาพยักหน้าทั้งน้ำตา ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ภูเขาไท่ซานที่ทับอยู่ในใจของนางมายี่สิบกว่าปีเวลานี้ได้ถูกยกออกแล้ว หลังจากที่สองแม่ลูกได้พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน เฮ่อเหวินเจ๋อก็ขอตัวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาที่ห้องทรงงาน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD