ยามห้าย (21.00-22.59) ท้องนภากระจ่างใสไร้เมฆหมอกดวงดารานับล้านกระจายเกลื่อนทั่วท้องฟ้า เสียงหวีดหวิวเป็นท่วงทำนองคล้ายเพลงพิณแว่วมาตามสายลมมองขึ้นไปไร้ที่สิ้นสุด ดวงตาสีดำสนิททอประกายแวววาวไม่ต่างจากสีของท้องนภาในยามนี้กะพริบขึ้นลงทำให้ขนตางอนยาวของนางกระพือตาม มองดูคล้ายปีกผีเสื้อสีดำกำลังโบยบิน ดวงหน้างามเด่นขาวราวหยกเหมันต์ชั้นดีตัดกับความมืดยามราตรีเห็นเด่นชัด
ซินเยว่ในชุดสีดำรวบผมตึงด้วยผ้าผูกผมสีแดงยืนอยู่หน้าร้านขายตำราร้านเล็กท้ายตลาดในเมืองเยว่กว่าง นางยกผ้าสีดำขึ้นมาปิดใบหน้าครึ่งล่างเห็นเพียงดวงตาดำขลับ ซินเยว่กระตุกยิ้มร้ายเมื่อนึกถึงสีหน้าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ในวันพรุ่งนี้
ซินเยว่ทะยานตัวขึ้นไปบนหลังคาของร้านหนังสือ ไต่ไปตามแนวหลังคากระโดดลงไปในสวนที่น่าจะเป็นด้านหลังของร้านหนังสือ ไฟในห้องหลังร้านหนังสือดับลงไปนานแล้ว เพื่อความไม่ประมาทซินเยว่ได้จุดกำยานยาสลบโยนเข้าไปให้ห้องอีกที
"หึหึ รับรองหลับยันเช้าแน่"
ซินเยว่หัวเราะเบาๆ แล้วค้นหาตำรารายชื่อสมุนไพรปราณเล่มเก่าที่นางหมายตาทันที นางจำได้ว่าตาเฒ่าหยิบตำรามาจากตรงนี้นี่นา ซินเยว่มองไปที่ชั้นตำรารอบๆ ตัวนาง ตอนนี้ซินเยว่ไม่จำเป็นจะต้องจุดตะเกียงเพราะตั้งแต่นางสามารถฝึกฝนพลังปราณได้ก็ทำให้สายตาของนางมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจนคล้ายกำลังมองเวลากลางวัน
ความรู้สึกเย็นวาบเกิดขึ้นที่ด้านหลัง ซินเยว่สะดุ้งสุดตัวความรู้สึกเมื่อหลายเดือนก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัว วันที่นางเข้าไปขโมยของในโรงเตี๊ยมผุดขึ้นมาทันที แรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้นางอึดอัดแทบหายใจไม่ออก ซินเยว่ยืนแข็งค้างแต่ก็ปลอบใจตัวเองในใจว่าตอนนี้นางมีพลังปราณแล้วไม่ต้องกลัว ซินเยว่หมุนกายมาด้านหลังช้าๆ คล้ายหุ่นยนต์
ร่างกายที่แข็งเกร็งอยู่แล้วกลับแข็งขึ้นไปอีก นางแทบหยุดหายใจ บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีเข้มหน้าตาคมคายยืนมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย เขาจะเป็นใครไปได้อีกนอกซะจากเจ้าคนที่เคยเอากระบี่พาดคอนางที่โรงเตี๊ยมเทียนหลง
ทุกอย่างยังคงเงียบไม่มีแม้เสียงลมหายใจ ทั้งสองยืนมองหน้ากันแต่ต่างความคิด ซินเยว่จำชายคนนี้ได้แต่เยี่ยจื่อคงจำนางไม่ได้เพราะวันที่ซินเยว่ถูกจับได้ที่โรงเตี๊ยมเทียนหลง นางทาหน้าด้วยหลัววั่งจื่อใบ หน้าของนางกระดำกระด่างแถมยังผอมแห้งเป็นโครงกระดูกเดินได้ อีกทั้งตอนนี้นางมีผ้าปิดหน้าเขาไม่น่าจะจำนางได้ใช่หรือไม่
แต่ซินเยว่ก็ยังรู้สึกกระวนกระวายในใจแต่ไม่แสดงออกมา ชั่วเวลาอึดใจซินเยว่ตัดสินใจซัดลูกไฟใส่เยี่ยจื่อ แล้วกระโดดออกนอกหน้าต่างทะยานขึ้นบนหลังคากระโดดสองทีหายตัวออกไปนอกเมืองยืนอยู่ในป่าห่างจากที่เดิมนับสิบลี้ นางดึงผ้าปิดหน้าลงถอนหายใจแรงปัดๆ ชุดตัวเองแล้วบ่นพึมพำ
"เฮ้อ!!เสียแผนหมดเจ้าบ้านั่นเป็นใครกันนะเป็นสโตกเกอร์หรือไงไม่ว่าไปไหนก็เจอ"
บ่นจบกำลังจะเดินกลับหมู่บ้านต้งเถียนนางก็แทบหัวใจหยุดเต้นอีกรอบ เยี่ยจื่อยืนอยู่บนต้นไม้ห่างจากนางไม่ไกล ข้างกายมีบุรุษชุดขาวรูปร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามราวอิสตรี ผิวขาวราวหิมะคิ้วเข้มโก่งได้รูป จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตานั้นที่ดึงดูดลึกล้ำทำให้ไม่อาจละสายตาได้ ปากหยักได้รูปเม้มเป็นเส้นตรงเส้นผมสีเงินปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้าเรียบเฉยที่มองมายังนางแลดูสูงส่งราวกับทวยเทพ รูปลักษณ์เป็นหนึ่งในใต้หล้า
สายตาที่เขามองมานั้นเหมือนไม่เห็นสิ่งใดในโลกนี้อยู่ในสายตานางกำหมัดน้อยๆ ด้วยความโมโห เจ้าหนุ่มรูปงามคนนี้กำลังดูถูกนาง รูปงามแล้วอย่างไรโลกก่อนนางเคยเจอพวกดารานายแบบมาไม่น้อย หน้าตาดีกว่าหน่อยนางไม่ตื่นเต้นหรอกซินเยว่คิดในใจ นางขยับอย่างระวังตัวเล็กน้อย
"พวกเจ้าต้องการอะไร"
ซินเยว่กลั้นใจตะโกนถามออกไป กำมือที่ชื้นเหงื่อเเน่นด้วยความตื่นเต้น นางคิดไม่ออกว่านางเคยล่วงเกินพวกเขามาก่อน วันนั้นนางก็ไม่ได้ขโมยของของพวกเขาไม่ใช่หรือไงแล้วทำไมพวกเขาต้องตามติดเป็นเจ้ากรรมนายเวรเช่นนี้
"เจ้าทำร้ายข้า"
เยี่ยจื่อเอ่ยเสียงเข้มมองมาที่นางหน้าใบหน้าเรียบเฉยต่างจากน้ำเสียงที่ตะคอกนาง ซินเยว่กลอกตาไปมาคิดหาคำตอบ
"เจ้าเข้าไปทำอะไรที่ร้านหนังสือนั่น"
เยี่ยจื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ข้าจะไปทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า"
ซินเยว่เถียงคอเป็นเอ็น นางไม่เข้าใจเลยว่านางได้เคยไปทำลายสุสานบรรพบุรุษของพวกเขาหรือไงถึงได้ตามอาฆาตกันเช่นนี้
"เจ้ารู้จักตาเฒ่าเจ้าของร้านหนังสือนั่นหรือไงถึงต้องมายุ่งเรื่องของข้า หึ!!ข้าคิดว่าเจ้าเองก็แอบเข้าไปที่นั่นเหมือนกันน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองต่างคนต่างไปเถอะ ลาก่อน"
พูดจบซินเยว่ก็ทำท่าจะทะยานออกไป แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวพลังปราณสีดำก็พุ่งตรงมาที่นาง!!!ปรมาจารย์ยอดยุทธตายแน่นางหลบไม่ทันแล้วซินเยว่อุทานในใจ
นางหลับตาเค้นพลังออกมารอรับแรงปะทะ ลูกไฟสีแดงสว่างจ้าออกมาจากสัญลักษณ์รูปดอกหางหงส์กลางหน้าผากของนาง จากนั้นมีแสงสีดำปะทะเข้ากับพลังของเยี่ยจื่อ นางมองเห็นเพียงเท่านั้นสติพลันดับวูบไปทันที
ความรู้สึกเปียกชื้นที่บริเวณแก้มทำให้ซินเยว่ลืมตาตื่นขึ้น เจ้าก้อนขนสีดำดวงตาปูดโปนหยาดน้ำใส ๆ ร่วงเผาะลงกระทบใบหน้าของนาง ซินเยว่ตะลึงงันรีบลุกขึ้นนั่งดวงตาน้อย ๆ กำลังมองนางอย่างน้อยอกน้อยใจแววตาของมันเต็มไปด้วยการตัดพ้อต่อว่า ภาพที่เจ้าก้อนขนร้องไห้ทำให้หัวใจของซินเยว่รู้สึกบีบรัดอย่างบอกไม่ถูก แม้นางจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่นางก็คว้าเจ้าก้อนขนตัวน้อยเข้ามากอดพลางเอ่ยปลอบ
"ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรไม่ร้องไห้นะ"
ซินเยว่เงยหน้าขึ้นมองรอบๆ จึงพบว่าตอนนี้ตัวนางอยู่ที่ไหน ซินเยว่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ที่นี่น่าจะเป็นมิติที่นางเคยมานั่นเองเพราะที่นางกำลังนั่งอยู่คือเตียงนอนในกระท่อมเล็กที่นางเคยเข้ามาก่อนหน้านี้ ซินเยว่ก้มลงมองเจ้าก้อนขนแล้วลูบหัวมันเบา ๆ
"เจ้าช่วยข้าไว้ใช่หรือไม่เจ้าตัวน้อย ตัวเล็กเท่านี้เก่งจริงๆ"
ซินเยว่มองสำรวจร่างกายของตนเองว่าถูกเจ้ายักษ์นั่นทำร้ายเอาหรือไม่
"น่าจะมีคู่มือใช้งานเจ้ามิตินี่จะดีมากเลยนะข้าจะได้เข้ามาในนี้ได้โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากเจ้า"
เจ้าก้อนขนมองหน้าซินเยว่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะแล้วกระโดดไปที่ชั้นตำรา มันใช้อุ้งเท้าหน้าสองข้างอุ้มตำราเก่าเล่มหนึ่งส่งให้นาง
"ตำราอะไร"
ซินเยว่รับตำรามาเปิดดู
"นี่ นี่!!!......"
คู่มือการใช้มิติจิต
ซินเยว่ถึงกับคิ้วกระตุก
อะไรจะสะดวกขนาดนั้นอย่างกับซื้อของออนไลน์แล้วแถมคู่มือการใช้งานแบบนั้นเลย ซินเยว่อ่านวิธีใช้มิติจิตของนางคร่าว ๆ คือถ้าพลังเพิ่มในนี้ก็อุดมสมบูรณ์ เข้าออกโดยการใช้จิตควบคุม น้ำในบ่อ คือน้ำทิพย์มรกตใช้ดื่มเพื่อเพิ่มพลังปราณ ใช้ปรุงโอสถจะทำให้เม็ดยาที่หลอมขึ้นมามีคุณภาพมากกว่าเดิมห้าเท่า
ขวดที่วางบนชั้นคือโอสถหายากที่แผ่นดินชิวหลิงนี้ที่เคยบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณ แต่ไม่เคยมีใครสามารถหลอมมันขึ้นมาได้มาก่อนตำราบนชั้นคือตำราสมุนไพรปราณธรรมดาหาง่ายไปจนถึงสมุนไพรปราณในตำนาน ถ้ารู้ว่าที่นี่มีตำราสมุนไพรตั้งแต่แรกนางคงไม่ต้องไปเสี่ยงตายที่ร้านตาเฒ่าคนนั้น และตำราฝึกพลังจิต
หืม!!!
"พลังจิตหรือ"
ซินเยว่ให้ความสนใจตำราเล่มนี้เป็นพิเศษนางใช้เวลาในกระท่อมไปนานเท่าใดไม่รู้จนกระทั่งรู้สึกถึงเจ้าก้อนขนที่ตอนนี้ ใช้อุ้งเท้าหน้าเขี่ยๆ ที่ขาของนาง
"ว่าอย่างไรเจ้าตัวน้อย ......ไม่สิเจ้ามีชื่อหรือไม่"
ซินเยว่ถามมัน เจ้าก้อนขนส่ายหน้าทำตาปริบๆ
"เช่นนั้นให้ข้าตั้งชื่อให้เจ้าดีหรือไม่ ชื่ออะไรดีนะที่ฟังดูแล้วไพเราะและจำได้ง่าย”
ซินเยว่นิ่งคิดเล็กน้อย
“เจ้าชื่อเสี่ยวเป่าดีหรือไม่เป่า (*)ที่แปลว่าพิทักษ์เพราะเจ้าปกป้องข้าจากคนเลว”
เจ้าก้อนขนพยักหน้าขึ้นลงเร็วๆ ท่าทางของมันช่างน่าเอ็นดูนักเอ็นดู เสี่ยวเป่ากระโดดขึ้นมาบนบ่าของซินเยว่แล้วใช้ปากจุ๊บที่แก้มของนางจนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย มันกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจซินเยว่เรียนรู้วิธีการฝึกฝนพลังจิต และนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับพลังปราณลูกไฟของนาง ทำให้การโจมตีรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า มีทั้งวิชาควบคุมจิตใจคน ควบคุมสิ่งของโดยไม่ใช้พลังจิตและที่สำคัญที่สุดคือวิชาทะยานเมฆา วิชาที่นางคิดว่านางถนัดที่สุด สู้ไม่ได้ก็ต้องหนีนี่คือคติของซินเยว่ตลอดมา เมื่อก่อนนางคิดว่าเสี่ยวเป่าเร็วกว่านางมากตอนนี้นางสามารถตามเสี่ยวเป่าทันแล้ว หนึ่งคนกับหนึ่งตัวใช้เวลาฝึกวิชาอยู่ในมิตินานเท่าใดไม่รู้เพราะที่นี่เป็นเวลากลางวันตลอด ซินเยว่ตัดสินใจออกไปข้างนอก
"ข้าต้องกลับออกไปแล้วป่านนี้ท่านเเม่คงจะเป็นห่วงข้า"
เจ้าก้อนขนทำหน้าเศร้า 'ท่านแม่' เสียงเล็กๆ ของมันดังขึ้นในหัวของซินเยว่นางมองเสี่ยวเป่าอย่างชั่งใจ
"เจ้าอยากไปอยู่ข้างนอกกับข้าหรือไม่ในมิตินี้เจ้าอยู่คนเดียวคงจะเหงาน่าดู"
เสี่ยวเป่าเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมองซินเยว่ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสๆ มองดูน่าส่งสารยิ่ง มันกระโดดเข้าหาซินเยว่นางยืนมือออกไปรับมันแล้วกอดเอาไว้ในอก