ตอนที่8 ความอร่อยของบะหมี่

2493 Words
กลิ่นหอมของน้ำซุปส่งกลิ่นหอมออกไปทั่ววังหลวง อีกทั้งกลิ่นหอมของกระเทียมเจียว สร้างความปั่นป่วนให้กับความหิวของทุกคนที่อยู่ในวัง เหตุใดพอได้กลิ่นก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที องค์ชายสามฮุ่ยหมิ่นและองค์ชายสี่ลี่หมิง พากันตรงดิ่งมาที่ห้องครัวของวังหลวงอย่างไม่รีรอ หลังจากให้องครักษ์ไปสืบหาที่มาของกลิ่นว่า มาจากที่ใด จึงได้รู้ว่าเป็นคุณหนูฟู่ถูกเชิญให้มาทำอาหารที่วังหลวง พอมาถึงเขาก็เห็นฮ่องเต้กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยห่อเกี๊ยว นี่มันคือเรื่องจริงใช่หรือไม่ “ถวายพระพรเสด็จพ่อ” “เจ้าสาม เจ้าสี่ มาก็ดีแล้ว มาดูนี่สินางสอนข้าห่อเกี๊ยวเป็นรูปต่าง ๆ ด้วยนะ อันนี้เป็นดอกไม้ อันนี้เป็นเหมือนทองคำ อันนี้เป็นปลา” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ องค์ชายสามและองค์ชายสี่มองหน้ากัน อย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง แต่แล้วองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายห้า ก็เดินเข้ามาก่อนจะทำความเคารพฮ่องเต้ “องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายห้า พวกเจ้าก็มาด้วยหรือ เร็ว!มาดูอะไรนี่เร็ว ข้าทำด้วยตัวเองเลยนะ บอกเลยอร่อยแน่นอน” ฮ่องเต้เริ่มอวดการห่อเกี๊ยวของตน อย่างแสนภาคภูมิใจ แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไร สามสตรีผู้สูงศักดิ์ในวังหลัง ก็เดินเข้ามา พร้อมกับกวาดตามองหาฟู่จินเย่ว์ ด้วยสายตาเหยียดหยามและไม่พอใจ หลังจากให้คนไปตามสืบว่า กลิ่นอาหารมาจากที่ใด พอพวกนางรู้ว่าเป็นฟู่จินเย่ว์ ที่ถูกฮ่องเต้เชิญให้มาทำอาหารในครัววังหลวง ความกังวลและหวาดระแวง ก็ประเดประดังเข้ามา จนต้องมาดูด้วยตาตนเอง “ถวายพระพรฝ่าบาท” “ตามสบายเถิด พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว วันนี้เราให้คุณหนูฟู่มาทำอาหารให้เราและทุกคน หากมาครบกันเช่นนี้ก็ดี จะได้ชิมอาหารที่นางทำพร้อมกัน อีกอย่างเกี๊ยวจานนี้ข้าห่อเองกับมือเชียวนะ” ฮองเฮา สนมกุ้ยเฟย สนมเสียนเฟย ปรายตามองเกี๊ยวอย่างเย็นชา นางสตรีเจ้าเล่ห์! ใช้เล่ห์มารยาล่อลวงบุรุษด้วยการทำอาหาร คิดว่าพวกนางดูไม่ออกหรืออย่างไร สาวเทื้อเช่นนาง คงดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเข้าหาบุรุษ “นางช่างมีความสามารถเสียจริง สอนฮ่องเต้ให้ห่อเกี๊ยวได้ด้วย” ฮองเฮาเอ่ยน้ำเสียงคล้ายชื่นชม แต่คนฟังอย่างฟู่จินเย่ว์ก็รับรู้ได้ในทันที ก็นางเป็นนักแสดงคำพูดแค่นี้ แค่ได้ฟังก็รับรู้ถึงเจตนาคนอยากจะสื่อออกมา “นั่นสิเพคะ ต่อไปคงต้องให้นางมาสอนหม่อมฉันบ้างแล้ว” สนมกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นมาบ้าง “พระสนมกุ้ยเฟยจะให้นางมาสอนหรือเพคะ ดูท่าทางนางคงยุ่งอยู่ไม่น้อย คงมีเวลามาสอนท่านกระมัง วันก่อนก็ทำอาหารให้องค์ชายเสวย วันนี้สอนฝ่าบาทห่อเกี๊ยว หากจะให้นางสอนคงต้องจองตัวกันแต่เนิ่น ๆ” สนมเสียนเฟยยกมือขึ้นป้องปาก เส้แสร้งแกล้งหัวเราะออกมาเบา ๆ ฟู่จินเย่ว์พยายามเก็บงำความรู้สึกภายในใจ โชคดีที่นางเคยเป็นนักแสดง แม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ก็สามารถรักษาสีหน้าไว้ได้เป็นอย่างดี หวังกงกงที่อยู่ในรั้วในวังมานาน พอได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี จึงเอื้อมมือมาตบลงบนหลังมือของนางเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ บรรยากาศที่แสนสนุกสนานก่อนหน้า แทนที่ด้วยความอึดอัดของทุกคน เหล่าองค์ชายใบหน้าถอดสีจู่ ๆ ก็เป็นห่วงความรู้สึกของนางขึ้นมา ส่วนฮ่องเต้เขารู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่า ความหมายที่พวกนางพูดหมายถึงอะไร ฟู่จินเย่วช่างน่าสงสาร นางจะต้องเข้มแข็งและแกร่งเพียงใด ที่จะต้องมาคอยฟังคำพูด ที่เปรียบเสมือนมีดแหลมคมคอยทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา เกิดมามีดวงชะตาเช่นนี้ก็ว่าแย่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยังมีคนเหน็บแนมให้เจ็บปวดใจอีก นางช่างน่าสงสารเสียจริง “คุณหนูฟู่ หากวันนี้อาหารถูกใจเรา เรามีรางวัลให้” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นอย่างใจป้ำ “รางวัลหรือเพคะ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันยกบะหมี่ขึ้นตั้งโต๊ะเลยนะเพคะ” พอพูดถึงรางวัล ฟู่จินเย่ว์ก็เลิกใส่ใจสิ่งที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว รีบนำเส้นบะหมี่และเกี๊ยวไปลวกและนึ่ง จากนั้นก็จัดใส่ถ้วยอย่างสวยงาม ก่อนจะตักน้ำซุปมาราดลงไป กลิ่นหอมของบะหมี่ลอยคละคลุ้งไปรอบบริเวณ ฟู่จินเย่ว์รีบยกไปให้ฝ่าบาทที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะ เขารีบมองเกี๊ยวที่เขาห่อเองกับมืออย่างพอใจ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบบะหมี่ขึ้นมาเพื่อลิ้มรส แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก แล้วหลับตาดื่มด่ำกับรสชาติที่ได้สัมผัส “คุณหนูฟู่!..นี่มัน..รสชาติดีเกินไปแล้ว” กล่าวจบเขาก็ลงมือจัดการกับบะหมี่อย่างบ้าคลั่ง ไม่นานก็หมดลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนมองฮ่องเต้ตาค้าง “คุณหนูฟู่ทำให้ข้าอีกชามเถิด” ฟู่จินเย่ว์หันกลับไปทำชามใหม่มาให้ฮ่องเต้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็เริ่มทำให้คนอื่น ๆ ส่วนฮองเฮา สนมกุ้ยเฟย และสนมเสียนเฟย ปฎิเสธที่จะรับแม้ท้องจะร้องบอกมาหิวมากก็ตาม แต่กลิ่นหอมของบะหมี่ก็ทำให้อยากลิ้มลอง แต่เพราะทิฐิภายในใจ จึงพากันสะบัดหน้าเดินจากไป หลังจากจัดการบะหมี่ไปถึงสามชาม ฮ่องเต้ก็รู้สึกอิ่มจนเสวยไม่ลงอีกต่อไป ส่วนห้าองค์ชายยังคงตั้งหน้าตั้งตา จัดการเสวยบะหมี่อย่างเอาเป็นเอาตาย หวังกงกงเองก็ไม่น้อยหน้า ชามที่สามตามมาติด ๆ “คุณหนูฟู่วันนี้ขอบใจเจ้ามาก เรามีความสุขมากจริง ๆ ของรางวัล เดี๋ยวเราจะให้คนไปนำไปส่งที่จวน” “ขอบพระทัยเพคะ” “งานเลี้ยงต้อนรับองค์ชาย เจ้าจะมาร่วมหรือไม่?” “หม่อมฉันคงไม่ได้มาเพคะ ช่วงนี้หม่อมฉันยุ่งปรับปรุงโรงเตี๊ยม” ฟู่จินเย่วตอบออกไปตามความจริง “แต่ว่าข้าอยากให้เจ้ามานะ” “...” เหล่าองค์ชายเมื่อได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น ก็ถึงกับชะงักนิ่งงัน หมายความว่าเช่นไร ไม่ใช่เสด็จพ่อพึงใจคุณหนูฟู่หรอกนะ! “หม่อมฉันไม่ชอบงานรื่นเริงเท่าไหร่เพคะ” “ตามใจเจ้า” ฮ่องเต้หมิงเจ๋อยกยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป แต่แล้วองค์ชายห้าก็เอ่ยขึ้นมา “หว่านเสน่ห์ไปทั่ว แม้แต่คนคราวพ่อก็ไม่เว้น สงสัยคงอยากลงจากคานทองเต็มที่แล้ว” “จะลงจากคานทองหรือไม่ หรือจะเกาะคานทอง มันก็เป็นเรื่องของหม่อมฉัน” ฟู่จินเย่ว์สวนกลับโดยไม่คิดจะยอม “หากเขาไม่ใช่เสด็จพ่อของข้า ใครจะอยากยุ่งกัน” “แล้วถ้าหากไม่ใช่เสด็จพ่อ แต่เป็นโอรสของเขา ก็คงไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” นางตอบกลับอย่างยียวน “ฮึใครจะไปสนใจสตรีเช่นเจ้ากัน ใครได้ไปก็มีแต่จะอายุสั้น” องค์ชายห้าตอบกลับไปทันควัน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาคิดว่า คำพูดของเขาอาจแรงเกินไป เหตุใดเขาต้องโมโหให้นางมากขนาดนี้ด้วย “ก็ดีเพราะคนที่จะได้หม่อมฉัน คงไม่ใช่พระองค์อย่างแน่นอน” ฟู่จินเย่ว์ก็ไม่คิดจะยอมให้เขาพูดอยู่ฝ่ายเดียว อายุก็น้อยกว่าทำเป็นมาข่มเชอะ! องค์ชายห้าฮึดฮัดเมื่อนางตอบกลับมาเช่นนั้น “คุณหนูฟู่เดี๋ยวข้าไปส่ง” องค์ชายสามเอ่ยขึ้น องค์ชายสี่เมื่อเห็นองค์ชายสามอาสาจะไปส่ง เขาจึงอยากไปส่งนางด้วย “ข้าก็จะไปส่งเจ้าด้วย” “ขอบพระทัยเพคะ” องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองหันมามองหน้ากัน ก่อนจะถอนใจออกมา ส่วนองค์ชายห้าลุกเดินจากไปอย่างหงุดหงิด เหล่าองครักษ์คนสนิทมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ คุณหนูฟู่มีดวงชะตาดาวพิฆาต แต่เหตุใดบุรุษแห่งราชวงศ์กลับเข้าหานางกันนะ พวกเขาไม่กลัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองหรืออย่างไร หรือว่าหัวใจสำคัญกว่าชีวิตตนเอง เมื่อมาถึงจวนตระกูลฟู่ ฟู่จินเย่ว์ก็ได้เอ่ยชวนองค์ชายสามและองค์ชายสี่ ให้เข้าไปดื่มชาด้านใน ซึ่งเขาทั้งสองก็ไม่ขัดข้อง แต่แล้วรถม้าอีกคันก็มาจอดเทียบข้าง ๆ กัน ก่อนฟู่จินหยวนจะก้าวออกมาจากรถม้า ทำเอาองคฺ์ชายสามและองค์ชายสี่ถึงกับใจเต้นแรง บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหล่าและงดงามดั่งสตรี ผิวขาวละเอียดอย่างไม่เคยโดดแสงแดด แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ส่งยิ้มมาให้อย่างผูกไมตรี เล่นเอาพวกเขาลมหายใจสะดุด ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “พี่ใหญ่ท่านกลับมาแล้ว นี่องค์ชายสามกับองค์ชายสี่เจ้าค่ะ” “ถวายพระพรองค์ชาย” สององค์ชายพยักหน้ารับ อย่างเขินอายและประหม่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันนะ ความรู้สึกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขามาก่อน นี่มันบุรุษนะไม่ใช่สตรี! “เข้าไปข้างในกันเถอะเจ้าค่ะ องค์ชายเชิญเพคะ” พอเข้ามาถึงห้องโถงฟู่จินเย่ว์ก็ให้เสี่ยวไป๋ไปยกน้ำชาและขนมมาถวาย ฟู่จินเย่ว์ที่ยุคก่อนมีเพื่อนเป็นสาวสอง พอสังเกตท่าทางขององค์ชายสามและองค์ชายสี่ ก็ยกยิ้มด้วยความเอ็นดู บุพเพคงไม่ได้เริ่มอาละวาดหรอกนะ แต่จะว่าไปพี่ชายของนางก็หล่อเหล่า ออกจะงดงามเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเขาทำการค้าพบปะผู้คนมากมาย การพูดคุยยิ้มแย้มมีอัธยาศัยดี ยิ่งส่งเสริมให้เขาดูเป็นบุรุษที่แสนนุ่มนวลและอบอุ่น “ขอบพระทัยองค์ชายที่มาส่งน้องสาวของกระหม่อม” “ท่านอย่าได้กังวล” องค์ชายสามเอ่ยขึ้น “หากข้าจะขอมาที่นี่บ่อย ๆ จะได้หรือไม่?” องค์ชายสี่เอ่ยถามขึ้นมา แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคำถามนี้ฟังดูน่าขบขัน จึงคิดจะเอ่ยแก้คำพูดเสียใหม่ แต่ฟู่จินเย่ว์กลับช่วยพูดขึ้นเสียก่อน “พระองค์มาได้ตลอดเวลาเลยเพคะ ดีเหมือนกันหม่อมฉันจะได้มีคนลองชิมอาหาร ที่หม่อมฉันทำขึ้นมา” เป็นเช่นไรองค์ชายสี่ ท่านต้องขอบคุณข้า ในวันข้างหน้าความรักของพวกท่าน ข้าจะเป็นแม่สื่อและกามเทพให้เอง แต่ว่าดูเหมือนองค์ชายสามก็ดูจะยังไง ๆ กับพี่ชายของนางเหมือนกัน เฮ่อ!เกิดมามีพี่ชายเสน่ห์แรง คนสวยหนักใจแทน องค์ชายสี่และองค์ชายสามยกยิ้มอย่างพอใจ นี่อย่าบอกนะว่า นางรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร! เป็นไปไม่ได้ แต่คนบนหลังคายามนี้คิดหนัก เขาต้องหาทางขัดขวางไม่ให้องค์ชายสามและองค์ชายสี่ยุ่งกับนาง นางเป็นดาวพิฆาต ต่อไปเขาจะไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างแน่นอน แต่แล้วจู่ ๆ กระเบื้องที่เขาเหยียบอยู่ก็หักดังแก๊รก! ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะร่วงลงไปยังด้านล่าง “โครม!” ร่างขององค์ชายห้าเลี่ยงรุ่ยร่วงลงมาพร้อมกระเบื้อง กระแทกพื้นดังพลั่ก! ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างมองภาพตรงหน้าอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นองค์ชายห้า ก็พากันงุนงงและสงสัยว่า เหตุใดเขาถึงร่วงลงมาจากหลังคา “เจ้าห้า! นี่เจ้าไปทำอะไรบนหลังคา?” เมื่อเจอคำถามเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร ฟู่จินเย่ว์ส่ายหัวกับความที่ไม่รู้จักโตของเขา น่าจับตีก้นเสียให้เข็ด คงคิดจะมาแอบฟังสินะ ฟ้ามีตาลงโทษคนคิดไม่ดีได้รวดเร็วดีแท้ สมน้ำหน้า ฟู่จินเย่วแอบสะใจอยู่ในใจ “เสี่ยวไป๋ไปบอกคนให้มาเก็บทำความสะอาด” ฟู่จินเย่ว์เอ่ยสั่งเสี่ยวไป๋ ก่อนจะลุกไปหยิบอุปกรณ์ทำแผล มาตั้งบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “องค์ชายมาทำแผลเพคะ” “...” ฟู่จินเย่ว์กลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย เขายังคงนั่งไม่ขยับ “องค์ชายมาทำแผลเพคะ” คราวนี้นางเอ่ยเสียงเข้มแถมดุดัน ทำเอาเขาต้องรีบลุกขึ้นมา แล้วเดินไปหานางอย่างช้า ๆ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ใช่แล้วเป็นเพราะเขามายุ่งเกี่ยวกับนาง เขาจึงมีเคราะห์ต้องใช่แน่ “ไม่เป็นไรข้าไม่ทำ ข้าจะกลับไปให้หมอหลวงทำให้” “องค์ชายมานั่งตรงนี้เพคะ!” พอได้ยินเสียงเข้มดุ องค์ชายห้าก็ได้แต่บ่นในใจ ดุจริงชาติก่อนเกิดเป็นสุนัขหรืออย่างไร แต่เขาก็ยอมไปลงนั่งแต่โดยดี “เจ้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร ข้าเป็นองค์ชายนะ” เขามองนางอย่างตัดพ้อ “ก็เพราะว่าเป็นองค์ชายที่ไม่รู้จักโต อีกอย่างหม่อมฉันอายุมากกว่าพระองค์หลายปี นับว่าเป็นพี่สาวผู้หนึ่ง” “ข้าไม่อยากมีพี่สาว” “ไม่อยากมีพี่สาว งั้นเปลี่ยนเป็นชายาแทนดีหรือไม่เพคะ” นางแกล้งเย้าเขา แต่เขากลับหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย สตรีไร้ยางอายเกี้ยวเขาต่อหน้าทุกคนได้อย่างไร ฟู่จินเย่ว์เงยหน้ามองเขาก่อนจะกลั้นขำ หนุ่มน้อยเวลาท่านเขินอาย ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง ก่อนนางจะก้มลงไปทำแผลที่มือของเขาอย่างตั้งใจ องค์ชายห้าเมื่อนั่งใกล้นางเช่นนี้ ใจก็เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าของนางเนียนใสกระจ่าง ริมฝีปากก็อวบอิ่มก็น่า…นี่เขาคิดอะไร! นางเป็นดาวพิฆาต เขาบาดเจ็บเช่นนี้ก็เป็นเพราะนาง องค์ชายสามและองค์ชายสี่มองหน้ากันก่อนจะแย้มยิ้มออกมา บางคนสร้างกำแพงเอาไว้ปิดกันความรู้สึกของตนเอง แต่เขาก็เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายห้าถึงต้องทำเช่นนี้ ก็เพราะว่าดวงชะตาของนาง ทำให้บุรุษไม่กล้าเข้าหานางได้อย่างสนิทใจ อีกอย่างเขาเป็นถึงองค์ชาย การเข้าหาสตรีเช่นนาง พระสนมกุ้ยเฟยคงไม่มีทางเห็นด้วย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD