วันต่อมาฮ่องเต้ก็ได้ให้หวังกงกง นำรางวัลมาให้ฟู่จินเย่ว์ถึงจวน ฟู่จินเย่ว์ที่กำลังยุ่งอยู่กับการ คิดสูตรการทำเป็ดย่างเพื่อจะทำเป็นอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมจินฟู่ ต้องวิ่งออกมารับราชโองการและรางวัล ด้วยสภาพที่ไม่เรียบร้อยนัก หวังกงกงเห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้า เป็นคุณหนูที่ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ
“คุณหนูฟู่จินเย่วรับราชโองการ เนื่องด้วยคุณหนูฟู่จินเย่ว์ มีความสามารถโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ จึงขอมอบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึง ผ้าไหมยี่สิบพับ อีกทั้งขอมอบป้ายทองอาญาสิทธิ์ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ และสุดท้าย ขอเชิญคุณหนูเข้าร่วมงานเลี้ยง ต้อนรับองค์ชายในวันพรุ่งนี้ จบราชโองการ!”
ฟู่จินเย่ว์รับราชโองการมาแล้ว ส่งสายตาคำถามไปให้หวังกงกง ก็นางบอกฝ่าบาทไปแล้วว่ายุ่ง เหตุใดยังเชิญนางไปงานเลี้ยงอีก หวังกงกงเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาอธิบาย
“คุณหนูฟู่ท่านอย่าเพิ่งโมโห ฝ่าบาทอยากให้ท่านไปเปิดหูเปิดตา อีกอย่างอาหารในงาน เอ่อ…”
“อยากให้ข้าไปช่วยดู” ฟู่จินเย่ว์เติมประโยคหลังของหวังกงกงเสร็จสรรพ พร้อมกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย
“คุณหนูฟู่ก็ท่านมีความสามารถจะโทษใครไม่ได้นะ แต่ว่าฝ่าบาทก็เห็นใจ กลัวว่าจะมีคนคิดรังแก จึงมอบป้ายทองให้ท่าน เห็นป้ายนี้ดั่งเห็นองค์ฮ่องเต้ เพราะฉะนั้นท่านสบายใจได้ ว่าแต่ท่านทำอะไรอยู่เหรอ?” หวังกงกงเอ่ยถามขึ้นมา เพราะจมูกเริ่มได้กลิ่นหอมบางอย่าง
“อ่อวันนี้ข้าคิดค้นสูตรอาหาร ที่จะทำเป็นอาหารหลักของโรงเตี๊ยม ชื่อว่าเป็ดย่างฟู่จิน” นางเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ที่จริงนางดัดแปลงเอามาจากยุคก่อน และใช้ชื่อของโรงเตี๊ยม นางคิดสูตรหมักเป็ดทั้งตัว แล้วนำไปย่างในเตาอบ ซึ่งเตาอบนี้นางได้วาดแบบและอธิบายให้ช่างได้ฟัง และช่างก่อสร้างก็ทำมันออกได้ดีทีเดียว นางจึงได้ให้เขาไปทำที่โรงเตี๊ยมอีกสามเตา วันนี้เป็นวันแรกที่นางจะได้ลองใช้เตาอบ นางจึงรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เตาอบโบราณแม้จะไม่เหมือนเตาอบรุ่นใหม่แต่ก็ใช้การได้เหมือนกัน
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะอยู่ลองชิม” หวังกงกงตีมึนขึ้นมาทันที ไหน ๆ ก็มาแล้ว เขาก็ไม่อยากพลาดของอร่อย
“คนรอชิมหวังกงกงไม่ต้องกังวล มาโน่นแล้วเจ้าค่ะ” หวังกงกงหันไม่มองด้วยความไม่พอใจ ใครกันที่คิดจะมาแย่งอาหารกับเขา
“ถวายพระพรองค์ชายเพคะ” หวังกงกงหน้าถอดสีลงทันที เหตุใดเหล่าองค์ชายถึงได้มาวนเวียนรอบๆ ตัวนางกัน พวกเขาไม่หวาดกลัวดวงชะตาของนางหรืออย่างไร
“ถวายพระพรองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“หวังกงกงท่านมามอบรางวัลให้นางหรือ?” องค์ชายสามถามขึ้น
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเหตุใดถึงยังไม่กลับ?” องค์ชายสี่ถามขึ้นมาบ้าง
“เอ่อ..คือว่ากระหม่อม”
“พอดีหม่อมฉันชวนหวังกงกงให้รอชิมอาหารสูตรใหม่ ที่หม่อมฉันกำลังทำเพคะ” หวังกงกงแย้มยิ้มด้วยความพอใจ คุณหนูฟู่นางช่างแสนดี
“ว่าแต่เหตุใด ถึงพากันมาหมดทั้งวังเช่นนี้ละเพคะ?” คำถามนี้ทำเอาเหล่าองค์ชายทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะตอบนางว่าอย่างไรดี แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เป็นข้าเป็นคนชวนเองแหละ เห็นเจ้าจะทำอาหารสูตรใหม่ ข้าเลยหาคนมาทดลองชิมให้ ว่าอาหารเจ้าเป็นเช่นไร” ฟู่จินหยวนเอ่ยขึ้น เพราะเขาได้เอ่ยชวนองค์ชายสามและองค์ชายสี่ไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่องค์ชายสามก็ขออนุญาต พาองค์ชายอีกสามคนมาด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ได้เอ่ยปฎิเสธแต่อย่างใด
องค์ชายห้าแอบมองฟู่จินเย่ว์ที่อยู่ในสภาพ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเนื้อตัวมอมแมม แต่ว่าเหตุใดนางช่างดูงดงามเช่นนี้ สี่องค์ชายเห็นสายตาองค์ชายห้า ก็หันมายกยิ้มให้กันอย่างเอ็นดู เพราะเมื่อคืนพวกเขาได้เปิดใจคุยกัน เพราะไม่อยากให้ระหว่างพี่น้อง มีเรื่องบาดหมางภายในใจเกิดขึ้น ซึ่งองค์ชายสามและองค์ชายสี่ ก็สารภาพว่า ใจไม่เคยชื่นชอบสตรี และยามนี้ต้องตาต้องใจ พี่ชายของฟู่จินเย่ว์ และพยายามเดินหน้าเกี้ยวเขาอย่างสุดความสามารถ ส่วนองค์ชายห้าก็สารภาพว่ามีใจให้ฟู่จินเย่ว์ องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองจึงแนะนำให้เขาทำตามหัวใจ หากเขาและนางเป็นคู่กัน ก็คงฝ่าด่านเคราะห์ของนางไปได้ ซึ่งองค์ชายห้าก็เห็นด้วย จึงคิดจะทำตามหัวใจดูสักครั้ง
ฟู่จินเย่วมองพวกเขาสลับกันไปมา วันนี้เหตุใดพวกเขาดูแปลก ๆ เหมือนดูผ่อนคลาย และสายตาที่พวกเขามองมาที่นาง ก็ดูอ่อนโยนไม่เหมือนเมื่อก่อน
“วันนี้หม่อมฉันทำเป็ดย่าง สูตรเฉพาะพิเศษมีที่เดียวคือโรงเตี๊ยมฟู่จิน เดี๋ยวหม่อมฉันจะให้คนยกโต๊ะไปตั้งตรงหลังครัว ตรงนั้นบรรยากาศร่มรื่น แดดกำลังดี” ฟู่จินเย่ว์กล่าวอย่างร่าเริง นางก็เป็นเช่นนี้เสมอ เรื่องไหนที่ทำให้ไม่สบายใจ นางจะรีบโยนทิ้งไปและไม่ใส่ใจ เพราะนางถือคติที่ว่า ความสุขนั้นแสนสั้น เพราะฉะนั้นอย่ามัวเสียเวลากับความทุกข์ที่ไร้สาระ
ฟู่จินเย่ว์รีบกลับเข้าไปในครัวก็เห็นป้าผิน ที่กำลังนำจานมาเช็ด เพื่อเตรียมใส่เป็ดที่ดูเหมือนใกล้จะเสร็จแล้ว นางจึงเดินไปหยิบผ้า เพื่อนำไปเปิดเตาอบซึ่งอยู่ด้านนอกห้องครัว แต่แล้วองค์ชายห้าก็เดินเข้ามา
“ให้ข้าช่วยดีกว่า” ฟู่จินเย่วรีบมองมือของเขา ที่มีบาดแผลจากเมื่อคืน ก็ถอนใจออกมาหรือว่าจะเป็นเพราะดวงของนางจริง ๆ
“องค์ชายนั่งเฉย ๆ ดีกว่าเพคะ เดี๋ยวก็เจ็บตัวอีก หม่อมฉันไม่อยากรู้สึกผิดที่ทำให้ใครเจ็บตัว” ฟู่จินเย่ว์รีบดึงเขาไปนั่ง แต่เขาก็ขืนตัวไม่ยอมไปนั่ง
“นั่งลงเพคะ” นางเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกดตัวเขาให้นั่งลง แต่จู่ ๆ เขาก็จับมือนางมากุมไว้ ก่อนจะมองหน้าฟู่จินเย่ว์นิ่ง ฟู่จินเย่ว์ใจเต้นแรง นี่เขากำลังจะทำอะไร อย่าบอกนะว่า จะสารภาพรักในห้องครัว
“ไม่ว่าอย่างไรข้าจะไม่ยอมแพ้” ฟู่จินเย่ว์ยกยิ้ม ก่อนจะดึงมือของตนออกจากการเกาะกุม แล้วคว้าผ้าไปเปิดเตาอบ เพื่อดูว่าเป็ดใช้ได้หรือยัง แต่เขากลับลุกตามมา ฟู่จินเย่ว์ถึงกับส่ายหัวกับความดื้อของเขา นางใช้ผ้าพับหลาย ๆ ชั้น เพื่อจับถาดที่ใส่เป็ด ก่อนจะยกออกมา วันนี้นางลองทำสามตัวดูก่อน นางวางถาดเป็ดเอาไว้เพื่อปล่อยให้ความร้อนลดลง ก่อนจะหันไปลวกเสร็จบะหมี่ แล้วนำมาคลุกกับกระเทียมเจียว จากนั่นก็นำผักกวางตุ้งไปผัดน้ำมัน แล้วนำมาจัดใส่จาน ก่อนจะหันไปสับเป็ดแล้วนำมาจัดรวมกัน น้ำราดเป็ดนางแยกไว้แล้ว หากใครชอบแบบมีน้ำราดค่อยตักราดเอาเอง
องค์ชายห้ามองนางทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ก็ยิ่งตกหลุมรัก เสน่ห์ของนางไม่จำเป็นต้องแต่งตัวงดงาม นั่งเย็บปักถักร้อย หรือแม้แต่ดีดพินอย่างสตรีทั่วไป แค่นางเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ ก็น่าหลงใหลจนเขาเอง ก็ไม่กล้าปฎิเสธความรู้สึกที่มีต่อนาง
“มองตาเยิ้มขนาดนี้ อยากกินเป็ดหรือกินหม่อมฉันเพคะ?”
“ทั้งสองอย่าง” ฟู่จินเย่ว์พอได้ฟังก็หันมามองเขาอย่างเต็มตา เขาเองก็ยืนส่งยิ้ม นัยน์ตาพราวระยับมาให้ อย่างไม่ปิดบังความรู้สึกแต่อย่างใด บุรุษผู้นี้คิดจะเอาอย่างไรกับนางกันแน่
“ปากดีจริง ๆ”
“ไม่ได้มีดีแค่ปาก” คราวนี้ฟู่จินเย่ว์หยุดชะงัก คำพูดพวกนี้เป็นบุรุษยุคโบราณพูดแน่นะ นางตั้งตัวรับไม่ทัน เมื่อวานเขาก็มาอีกแบบ วันนี้กลายเป็นแบบนี้ คนสวยตามอารมณ์ไม่ทัน
“ถ้าเช่นนั้นยกอาหารไปเลยเพคะ” ฟู่จินเย่ว์รีบบอกให้เขายกอาหารออกไป เพราะเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ บุรุษหนุ่มก็มีท่าทีเปลี่ยนไป นางอายุ22เขาอายุ19ห่างกันสามปี อีกอย่างเขาจะชอบสตรีเช่นนางจริงหรือ
หลังจากอาหารถูกจัดขึ้นบนโต๊ะทุกคนก็เริ่งลงมือ โดยครั้งนี้นางให้หวังกงกงร่วมโต๊ะด้วย ฟู่จินเย่วยังได้ทำซุปน้ำใสไว้ให้ทุกคน เพราะบางครั้งหากกินอะไรมัน ๆ มันจะเริ่มรู้สึกเลี่ยน หากได้ซดน้ำแกงร้อน ๆ จะทำให้คล่องคอและเจริญอาหารมากขึ้น
“หวังกงกงข้าได้เตรียมอาหารอีกหนึ่งชุดไว้ให้ฝ่าบาท ยังไงฝากขอบคุณฝ่าบาทด้วยนะเจ้าค่ะ”
“ได้ ๆ ข้าก็ต้องขอบคุณหนูฟู่ ที่ให้ข้าได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสของโรงเตี๊ยมฟู่จิน”
“เย่วเอ่อร์เป็ดนี้รสชาติดีจริง ๆ ต่อไปอาหารชนิดนี้ต้องขายดีเป็นแน่” ฟู่จินหยวนรู้สึกพอใจมากกับรสชาติของเป็ดที่นางทำขึ้น เขารู้สึกแปลกใจที่นางมีฝีมือทำหารได้ดีมากขนาดนี้ เหตุใดเมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้เลยว่านางทำอาหารได้
“ข้าว่าไม่เพียงแต่ขายดี แต่ว่าคงทำขายไม่ทันด้วยต่างหาก” องค์ชายสามกล่าวเสริมขึ้น
“หากเป็นเช่นนั้นคงต้องได้ขยายสาขา ขุนหนูฟู่ยินดีให้ข้าร่วมหุ้นหรือไม่?” องค์ชายสี่เอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นช่องทางการทำเงิน
“ได้แน่นอนเพคะ” ฟู่จินเย่ว์ตอบด้วยความยินดีและพอใจ กับผลงานของตนในวันนี้
หวังกงกงเมื่อกลับถึงวังหลวง ก็รีบซอยเท้าเข้าไปรายงานอย่างอิ่มเอมหัวใจ เขาไม่อยากเชื่อว่าไป ๆ มา ๆ เขาจะมารักและเอ็นดูคุณหนูฟู่อย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพราะนางทำอาหารอร่อย แต่ทุกอย่างโดยรวมที่เป็นนาง มันทำให้เขารู้สึกรักและเอ็นดูขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นกันเองไม่ถือตัว สนุกสนานร่าเริงมองทุกอย่างในแง่ดี ที่สำคัญไม่ติดภาพลักษณ์ว่าตนเป็นคุณหนู อย่างเช่นวันนี้นางมอมแมม ก็ไม่ใส่ใจออกมาตอนรับเช่นอย่างนั้น บางคนอาจมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ แต่ในเมื่อเราเป็นฝ่ายไปหานางเอง แล้วนางก็ยุ่งกับชีวิตประจำวันของนาง จะให้มาแต่งตัวสวยต้อนรับก็คงไม่ถูกต้องนัก
“ทูลฝ่าบาท คุณหนูฟู่ฝากมาขอบคุณพ่ะย่ะค่ะ” หวังกงกงรีบนำที่ใส่อาหารไปวางบนโต๊ะ
“นั่นคืออะไร?”
“เป็นเป็ดย่างสูตรพิเศษ ที่คุณหนูฟู่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อขายที่โรงเตี๊ยมฟู่จินพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็ดย่างสูตรพิเศษ!” ฮ่องเต้ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเปิดกล่องออกมาด้วยตนเอง กลิ่นเป็ดย่างหอมหวลเตะจมูกขึ้นมาทันที เขาหลับตาพริ้มซึมซับกลิ่นของอาหารที่แสนเย้ายวน หวังกงกงรีบนำตะเกียบมายื่นให้เขาอย่างรู้งาน ฮ่องเต้คีบเป็ดเข้าปากอย่างช้า ๆ
นี่มัน! รสชาติอร่อยเกินไปแล้ว เนื้อเป็ดนุ่มหอมละลายในปาก หนังเป็ดก็อร่อยกินคู่กับผักกวางตุ้ง มันช่างเข้ากันอะไรเช่นนี้ อีกทั้งมีบะหมี่คลุกกับกระเทียมเจียว นี่มัน! อาหารบนสวรรค์ชัด ๆ เขารู้สึกว่าเมื่อใดที่ได้กินอาหารของนาง ความรู้สึกตึงเครียดจากงานในหัว ก็พลันมลายหายไป คงทิ้งไว้แต่ความสุขของรสชาติอาหาร
“เป็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
“หวังกงกงวันนี้เจ้าได้กินสิ่งนี้หรือไม่?”
“เอ่อ…ได้พ่ะย่ะค่ะ” หวังกงกงอึกอักกลัวว่าตอบออกไป ฮ่องเต้อาจพิโรธขึ้นมาได้
“ปัง!” เขาฟาดมือลงบนโต๊ะเสียงดัง
“แล้วเจ้าคิดว่า รสชาติเป็นเช่นไร?”
“รสชาติดีมากพ่ะย่ะค่ะ” หวังกงกงยามนี้เดาความคิดขององค์เหนือหัวไม่ออกเลย ว่าเค้ากำลังคิดอะไรอยู่ ท่าทางเหมือนพอใจเอะหรือว่าไม่พอใจกันนะเฮ้อ!
“ปัง!” หวังกงกงสะดุ้งเมื่อฮ่องเต้ตบโต๊ะอีกครั้ง เป็ดจานนี้อร่อยจนทำให้เขาเพี้ยนไปเลยหรือ
“ข้ามีความคิดดี ๆ เจ้าได้สิ่งที่ข้าให้ไปหาหรือไม่?”
“นี่พ่ะย่ะค่ะ” หวังกงกงที่แอบตีเนียนไปพูดคุยกับป้าผิน แล้วหลอกถามถึงวันเดือนปีเกิดของฟู่จินเย่ว์ แล้วรีบจดใส่กระดาษ ฮ่องเต้รับมาก่อนจะยกยิ้มอย่างหมายมาด เขาอยากฟังจากหูของเขาเอง ว่าดวงชะตาของนางเป็นอย่างไรกันแน่ หากเป็นไปอย่างที่เขาคาดเดา เขาก็อยากร่วมลงทุนกิจการทำอาหารกับนาง
“เจ้าไปพาคนที่ข้าอยากพบมา”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ส่วนตัวรีบออกไปทันที ไม่นานก็กลับมา พร้อมกับชายชราหนวดเครายาวเฟื้อย แต่ท่าทางทรงภูมิอยู่ไม่น้อย พอเขามาถึงก็ทำความเคารพตามพิธี ฮ่องเต้ไม่พูดสิ่งใด แต่ยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้กับเขา
“ทูลฝ่าบาทขอเวลากระหม่อมขอเวลาสักครู่พ่ะย่ะค่ะ” ชายชราผู้ทรงภูมิหยิบตำราออกมา แล้วใช้กระดาษอีกแผ่น ขีดเขียนคำนวนวันเวลา ตามตำราทำนายดวงชะตา จู่ ๆ ก็ตกตะลึงกับคำทำนายที่ได้เห็น
“ฝ่าบาทไม่ทราบว่าคนผู้นี้ กระหม่อมสามารถรู้ได้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด?”
“ท่านอย่ารู้เลย บอกสิ่งที่ท่านรู้มาก็พอ”
“ทูลฝ่าบาท คนผู้นี้เกิดมามีบุญบารมีสูงส่ง ใครเห็นก็รักและเมตตา ดวงชะตาของคนผู้นี้ แม้อยู่ในที่มืดก็กลับเปล่งแสงสว่างให้กับตัวเอง หากแม้นใครได้ครองคู่ ก็จะนำพาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากฟังคำทำนายจบ ภายในห้องทรงอักษรก็ตกอยู่ในความเงียบ ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อเลือดในกายเย็นเยียบ ใครกันถึงกล้าทำร้ายเด็กสาวผู้หนึ่งอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ ชีวิตทั้งชีวิตของนาง ถูกกำหนดไว้ด้วยคำว่าชะตาดาวพิฆาต เรื่องนี้เขาคิดว่าต้องมีใครวางแผนมาเป็นอย่างดี ไม่ได้! เขาต้องสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจน นางเป็นตัวนำโชคไม่ใช่ดาวพิฆาตบ้าบออะไรนั่น!
“หวังกงกงให้รางวัล” หวังกงกงเดินไปหยิบถุงเงินมาให้ชายชรา ก่อนจะเดินไปส่งที่ประตู หวังกงกงเองพอรับรู้เรื่องราว ก็ยิ่งรักและสงสารฟู่จินเย่ว์ ใครกันที่กล้าทำถึงขนาดนี้
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดออกไป ข้าจะให้คนตามสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่ว่าเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ข้าก็รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ คราแรกข้าก็เป็นกังวล เพราะเหล่าองค์ชายได้ไปรู้จักมักคุ้นกับนาง แต่ยามนี้ข้าคิดว่า ใครก็ได้หนึ่งในห้าคนนี้ ต้องได้แต่งงานกับนาง” หวังกงกงได้ยินก็รีบเอ่ยขึ้น
“กระหม่อมคิดว่า องค์ชายห้ากำลังพึงใจคุณหนูฟู่อยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าพูดจริงรึ?”
“เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยกแขนไพล่หลังครุ่นคิดอย่างอารมณ์ดี หากนางได้แต่งกับองค์ชายห้าก็ดี นางมีความสามารถเช่นนี้ เขาไม่อยากให้หลุดลอยไป โชคดีที่เขาคิดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วให้โหรผู้มีความชำนาญด้านโหราศาสตร์ มานำนายดวงชะตาของนางอีกครั้ง ลูกสะใภ้คนดีข้าจะช่วยเจ้าเอง