เพื่อนกินบนเตียง

1254 Words
คำพูดของมัน... ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าฉันฉาดใหญ่ ฉันผลักอกวินออกอย่างแรง ครั้งนี้ความเสียใจมันเปลี่ยนเป็นความโกรธจนหน้ามืด “พลั๊ก!!” แรงผลักจากฝ่ามือของฉันส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ของหนุ่มวิศวะเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าสิ่งที่สั่นคลอนอย่างรุนแรงกลับไม่ใช่ร่างกายของมัน... แต่เป็นก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของฉันที่กำลังแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันมองสบประสานสายตากับนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นด้วยความขมขื่น ท่ามกลางความเงียบงันยามเช้าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวราคะจากค่ำคืนที่ผ่านมา ความจริงอันแสนโหดร้ายกระแทกเข้าหน้าฉันอย่างจัง ว่าความอบอุ่นลึกซึ้งทั้งหมดที่ผ่านมา... มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา “เออ! กูมันเจนโลก กูมันร่านยอมให้เพื่อนสนิทเอาฟรีๆ มาเป็นปีใช่ไหมล่ะ! " "ไวน์ คือกู.." "งั้นมึงก็ไสหัวไปหาคนใสซื่อของมึงเลยไป๊! อย่าเสือกมายุ่งกับคนเจนโลกอย่างกูอีก!” ฉันตะโกนออกไปจนสุดเสียง เส้นเสียงสั่นพร่าระคนสะอื้น คำด่าทอแสนเจ็บปวดที่ประณามตัวเองถูกพ่นออกมาประชดประชันความหน้าด้านของคนตรงหน้า หัวใจของฉันเหมือนกำลังถูกบดขยี้ด้วยมือเปล่า ยิ่งเห็นท่าทางนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านของวิน มันก็ยิ่งจุดไฟโทสะในใจฉันให้โหมกระหน่ำจนขอบตาร้อนผ่าว “มึงอย่ามาขึ้นเสียงใส่กูนะไวน์ เรื่องแค่นี้ ทำไมต้องทำให้มันเป็นปัญหาด้วยวะ” วินกดเสียงต่ำ สายตาเริ่มวาวโรจน์ด้วยความโกรธตามนิสัยคนไม่ชอบให้ใครขัดใจ บรรยากาศในห้องนอนพลันมาคุขึ้นมาทันตาเห็น วินขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูงัวเงียเปลี่ยนเป็นดุดันเคร่งเครียด สายตาคู่นั้นจ้องมองฉันด้วยความกดดันระดับที่สามารถทำให้ใครต่อใครต้องยอมสยบ แต่ไม่ใช่กับฉันในเวลานี้... มันไม่ชอบเวลาที่ฉันทำท่าเหมือนจะหลุดลอยไปจากอำนาจการควบคุมของมัน และมันก็เลือกที่จะใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจตอกย้ำเพื่อดึงฉันกลับมาอยู่ที่เดิม "เรื่องแค่นี้งั้นเหรอ?" “กูพูดความจริง มึงจะโวยวายทำไม? ทุกวันนี้กูก็อยู่กับมึงมากกว่าอยู่กับน้องเค้าซะอีก มึงจะเอาอะไรจากกูอีกวะ? สถานะงั้นเหรอ? กูก็บอกแล้วไงว่ากูให้มึงเป็นได้แค่เพื่อน!” คำว่า เพื่อน ที่หลุดออกมาจากปากคนที่นอนกอดฉันทั้งคืนมันช่างเลือดเย็น วินพ่นลมหายใจออกมาราวกับหงุดหงิดเต็มทนที่ฉันไม่ยอมเข้าใจเหตุผลที่แสนเห็นแก่ตัวของมัน สำหรับวินแล้ว การที่มันเจียดเวลามานอนกกมาอยู่กับฉันแทบทุกวันก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการเป็น 'เพื่อนสนิท' ในแบบของมัน โดยที่มันไม่ต้องมอบหัวใจหรือสถานะผูกมัดใดๆ ให้เลยด้วยซ้ำ “เออ! กูรู้แล้ว! รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว!” ฉันตะโกนใส่หน้ามัน น้ำตาที่พยายามสะกดไว้ไหลร่วงลงมาจนได้ “กูเป็นได้ทุกอย่างยกเว้นคนในใจของมึงไง! งั้นหลังจากนี้มึงก็ไม่ต้องมากอดกู ไม่ต้องมาใช้รหัสห้องกู และไม่ต้องมาเรียกกูว่าเพื่อนสนิทอีก! ออกไปจากห้องกูเลย!” ฉันยื่นคำขาดพร้อมชี้มือไปที่ประตูห้อง ร่างกายโปร่งบางสั่นเทิ้มไปหมดจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ การขับไล่ผู้ชายที่เป็นทั้งโลกของฉันออกไปมันเจ็บปวดราวกับกำลังจะขาดใจตาย แต่หากต้องอยู่ต่อในฐานะของตาย ฉันยอมตายไปเสียยังจะดีกว่า แต่วินกลับไม่ได้นำพาต่อท่าทีตัดพ้อนั้น มันยังคงก้าวสามขุมขยับร่างหนาเข้ามาบดเบียดพื้นที่จนฉันไร้ทางหนี “กูกับมึงตกลงกันแล้วนี่ ว่าเราจะเป็น เพื่อนกินบนเตียง แต่ไม่มีความผูกมัด มึงไม่มีสิทธิ์หึงกู และกูก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามมึง ถ้ามึงจะมีใคร... แต่อย่างที่กูบอก ตราบใดที่มึงยังนอนกับกู มึงห้ามไปยุ่งกับผู้ชายคนอื่น” วินเอ่ยเตือนด้วยกฎเกณฑ์ทาสที่มันเป็นคนตั้งขึ้นมาเองฝ่ายเดียว ฝ่ามือแกร่งเอื้อมไปบีบข้อมือฉันไว้แน่น สายตาขู่เข็ญดุดันดั่งเสือที่กำลังประกาศอาณาเขต กฎเหล็กแสนอยุติธรรมที่บอกว่าตัวมันจะไปแสดงความรักออดอ้อนกับน้องปีหนึ่งคนไหนก็ได้ แต่ฉันที่ได้ชื่อว่าเป็นเพียงเพื่อนกินบนเตียง กลับต้องรักษากายรักษาใจไว้ให้มันเชยชมแต่เพียงผู้เดียว ห้ามให้ผู้ชายคนไหนได้เฉียดกรายเข้าใกล้ “แล้วมึงล่ะวิน? มึงมีสิทธิ์ไปยุ่งกับคนอื่นได้คนเดียวงั้นเหรอ? มึงเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า!” เสียงของฉันเริ่มสั่นเครือด้วยความอัดอั้นก้อนใหญ่ในอก “ก็กูเป็นผู้ชาย กูจะควงใครมันไม่เสียหายอะไร” วินตอบหน้าตาเฉย ราวกับมันเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก “มึงเป็นผู้ชาย มึงจะเอากับใครก็ได้งั้นเหรอ? งั้นมึงก็ไปเลย ไม่ต้องมาเอากับกู!” ฉันสวนกลับทันควันด้วยประโยคดิบเถื่อนทว่าจริงแท้ขีดสุด ฉันมองหน้าคนที่เคยร่วมเตียงด้วยสายตาเย้ยหยันและรังเกียจเต็มทน ถ้าความเป็นผู้ชายมันทำให้มันสามารถทำตัวละโมบ ตักตวงผลประโยชน์จากผู้หญิงสองคนพร้อมกันได้ขนาดนี้ ฉันก็ขอตัดขาดสิทธิ์ในการครอบครองร่างกายของฉันตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป วินยืนนิ่ง มองน้ำตาของฉันด้วยสายตาที่ไหววูบไปวับหนึ่ง แต่ด้วยทิฐิและความปากแข็ง มันเลือกที่จะแค่นยิ้มเย็นชาออกมาแทน หนุ่มวิศวะผู้ไม่เคยต้องง้อใคร และความมั่นใจผิดๆ ที่คิดว่าฉันรักมันมากจนไม่มีวันเดินหนีไปไหนรอด ทำให้มันเลือกที่จะเก็บซ่อนความหวั่นใจนั้นไว้ใต้หน้ากากน้ำแข็งอันแสนเย็นชาเหมือนเช่นทุกครั้ง “เออ ประชดให้ได้ตลอดแล้วกัน... กูจะคอยดูว่าถ้าไม่มีกู มึงจะทนเหงาได้สักกี่น้ำ” น้ำเสียงดูแคลนระคนมั่นอกมั่นใจสะท้อนก้อง วินมองข้ามความเจ็บปวดของฉันไปอย่างสิ้นเชิง มันยังคงเชื่อมั่นในคำว่า 'ของตาย' และคิดว่านี่เป็นเพียงแค่อาการเรียกร้องความสนใจธรรมดาๆ ของผู้หญิงที่เดี๋ยวพออารมณ์เย็นลงก็คงจะยอมโทรมาง้อเหมือนเดิม มันเดินไปหยิบเสื้อนักศึกษาและกุญแจรถสปอร์ตคู่ใจขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ วินเดินไปที่ประตูห้อง ก่อนจะหันมาพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่กรีดลึกเข้าไปในใจของฉัน “อ้อ... เย็นนี้กูมารับไปกินข้าวนะ มีร้านเปิดใหม่แถวลาดกระบัง น้องพรีมบอกว่าอยากกิน มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อย... ในฐานะเพื่อนสนิทของกู” “วิน!!!” “ปัง!” เสียงประตูห้องปิดลง พร้อมกับร่างของวินที่เดินจากไป ทิ้งให้ฉันทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ออกมาอย่างหมดแรง ความเจ็บปวดจากการถูกตราหน้าว่าเป็นของตาย และข้ออ้างคำว่า 'เพื่อน' มันช่างย้อนแย้งและเลือดเย็นจนฉันแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD