เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาและช่วงวัยที่มีความสุข เศร้า ทุกข์ และพบเจอเรื่องราวที่ยากลำบากมาในชีวิตไม่มากก็น้อย แต่สิ่งเหล่านั้นเราก็มักจะผ่านมันมาด้วยความรักความอบอุ่นจากคนรอบข้างเช่น ครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง พวกเขาเหล่านี้ก็เช่นกันที่ทั้งผ่านความสุขที่สุดในชีวิต ความเศร้าที่สุดในชีวิตมาด้วยกัน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมาด้วยกันจนทุกคนต่างเติบโตขึ้น วัยเด็กก็เติบโตไปเป็นวัยผู้ใหญ่ ส่วนวัยผู้ใหญ่นั้นก็อายุมากขึ้นเป็นวัยกลางคน วัยชรา แต่ความรักความผูกพันนั้นมิอาจจะจางหายไป เฉกเช่นเหล่าแก๊งเด็กแสบที่เรานั้นคุ้นเคยกันดี ซึ่งในตอนนี้ก็ต่างเติบโตกันเป็นวัยหนุ่มที่หลากหลายบุคลิก หลายหลายหน้าที่การงาน การเติบโตจากความรักความอบอุ่นในครอบครัวทำให้พวกเขาได้รับความรักอย่างเต็มที่และเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ
“ปริญ (เปรม) 31 ปี”
ลูกชายของปอร์เช่ก็ได้เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มตี๋รูปหล่อ ดีกรีเกียรตินิยมอันดับสองของคณะบริหารธุรกิจจากสิงค์โปร์ ซึ่งเขาก็รับช่วงต่อโชว์รูมรถสปอร์ตต่อจาก ‘ปอร์เช่’ ผู้เป็นพ่อ นอกจากนี้ยังเป็นทายาทเจ้าของรีสอร์ทระดับห้าดาวในเชียงใหม่และโรงแรมในสิงค์โปร์อีกด้วย ซึ่งทางปอร์เช่เองก็คอยสนับสนุนลูกชายอยู่ไม่ห่าง
“ธารธารา (ไทน์) 29 ปี”
ลูกชายของธามนั้นก็ได้เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์และตอนนี้ก็ได้รับตำแหน่ง (CPO) หรือหัวหน้าครีเอทีฟด้านการผลิตสื่อและโฆษณาและดูแลด้านโปรดักส์ ในเครือบริษัทของเจนนิสตาทั้งหมด
“ณัฐกรณ์ (ไนน์) 29 ปี”
ลูกชายคนโตของเน็กก็ได้เรียนจบด้านบริหารการจัดการสาขาเดียวกันกับเปรม ซึ่งตอนนี้ไนน์ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป หรือ (General Manager) ในบริษัทของเจนนิสตาด้วยเช่นกัน
“คเชนทร์ (เชนทร์) 29 ปี”
ลูกชายคนเดียวของคชาและเจนนิสตาก็ได้ถูกส่งไปเรียนการบริหารการจัดการที่นิวยอร์กและได้กลับมาพัฒนาและทำงานเป็นประธานกรรมการผู้บริหารระดับสูง (CEO) ในบริษัทของผู้เป็นพ่ออย่าง ‘คชา’ ซึ่งเป็นสองบริษัทใหญ่นั่นก็คือบริษัทส่งออกเครื่องเพชรและแบรนด์เสื้อผ้า แต่คเชนทร์จะบริหารบริษัทแบรนด์เสื้อผ้าซะมากกว่า ส่วนบริษัทเครื่องเพชรนั้น ‘คชา’ ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่
ส่วน ‘เจนนิสตา’ ก็ถือครองเป็นผู้บริหารระดับสูงในแบรนด์น้ำหอมของตัวเองเช่นเดิม แต่มี ‘เน็ก’ ที่ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการผู้จัดการเพื่อช่วยงานเธออีกแรงเช่นกัน ด้าน ‘ธาม’ ก็ได้ขึ้นเป็นกรรมการบริหารในบริษัทเครือของเจนนิสตาที่เขาทำงานอยู่
ส่วน ‘ปอร์เช่’ นั้นตอนนี้ก็ได้ให้ลูกชายมาบริหารกิจการแทนตัวเอง ส่วนตัวเขานั้นก็เพลิดเพลินไปกับการเที่ยวต่างประเทศ ตีกอล์ฟ ตามฉบับของชายวัยกลางคน ด้าน ‘เจมส์ และ นิวเยียร์’ หลังแต่งงาน เขาทั้งคู่ก็ได้รับของขวัญแต่งงานเป็นกิจการคาเฟ่และร้านอาหารจาก ‘เจน’ ผู้เป็นพี่สาว และได้เปิดโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่รวมไปถึงเป็นอาจารย์พาร์ทไทม์สอนทำขนมที่มหาวิทยาลัยอีกด้วย
นครนิวยอร์ก
เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาซึ่งมีทั้งคนในและคนนอกที่เข้ามาอยู่อาศัย บ้างก็มาจากต่างถิ่นต่างแดนเพื่อมาทำงานหรือแม้กระทั้งโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ในเมืองแห่งนี้ รวมไปถึงชายหนุ่มที่ต้องห่างอกพ่อและแม่มาอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนี้ แต่ในเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยความสนุก ความท้าทายที่ทำให้เขานั้นได้เติบโต....
“เชนทร์จะออกไปไหนหรอลูก?” ชายวัยกลางคนที่นั่งจิบชาอยู่บริเวณโซฟาสีครีมภายในห้องโถงนั่งเล่นของบ้านก็เอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มในวัยยี่สิบเก้าปีนั้นกำลังเอื้อมมือจะไปเปิดประตู
“อ้อ...ผมว่าจะออกไปเดินเล่นดื่มกาแฟยามบ่ายสักหน่อยครับลุงคินน์ เมื่อเช้าประชุมแล้วปวดหัวตึบๆเลยครับ”
ชายหนุ่มที่สลัดคราบของเด็กน้อยขี้อ้อนในวันนั้นกลายมาเป็นหนุ่มหล่อเบ้าหน้าฟ้าประทานในวันนี้ซะได้ เพราะเขาทั้งรูปหล่อ ผิวขาวเนียนผุดผ่องราวกับอาบน้ำด้วยน้ำแร่ตลอดเวลา ดวงตาเฉี่ยวคมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม สันจมูกที่โด่งเป็นรูปสวยงาม รวมไปถึงริมฝีปากสีชมพูพีชที่กำลังยกยิ้มให้กับผู้เป็นลุง ซึ่งสิ่งที่มันขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ ‘ลักยิ้ม’ บนแก้มซ้ายขวาของเขาเมื่อยิ้มออกมา ซึ่งสิ่งนั้นถือเป็นเสน่ห์ที่เป็นมรดกสืบทอดมาจาก ‘คชา’ ผู้เป็นบิดาของเขา
“เอ้อ เมื่อตะกี๊ม๊าเราโทรมาหาลุง บอกว่าให้เชนทร์โทรกลับหน่อยนะลูก ม๊าเขาติดต่อเชนทร์ไม่ได้” ชายวัยกลางคนพูดพลางเอามือหนาถอดแว่นสายตาออกก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะ
“อ้าวหรอครับ ? สงสัยผมลืมปิดโหมดห้ามรบกวน เพราะเมื่อเช้าเข้าประชุม ก็เลยเปิดมันไว้ เดี๋ยวเชนทร์โทรหาม๊าเองครับลุงคินน์”
“เออๆ ดีแล้วลูก งั้นไปเถอะๆ”
“เดี๋ยวตอนกลับเชนทร์วะซื้อครัวซองต์ร้านโปรดกลับมาให้นะครับ”
ชายหนุ่มรีบคว้าร่มสีดำคันโปรดของเขาติดมือไปด้วยเพราะเกรงว่าวันนี้จะมีฝนตก ถึงแม้จะเป็นช่วงเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่อากาศก็แปรปรวนชอบกล ชายหนุ่มเดินลัดเลาะตามทางที่เขานั้นมักคุ้นเคยดีไปยังร้านกาแฟร้านประจำของเขาด้วยท่าทางอารมณ์ดีและยิ้มแย้มเบิกบานใจ เมื่อมาถึงยังจุดหมายเขาก็เปิดประตูเข้าไปพร้อมกับเสียงทักทายอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านดังขึ้นด้วยภาษาอังกฤษ
“ยินดีต้อนรับครับ”
“อเมริกาโน่ร้อนคั่วอ่อน ครัวซองต์สี่ชิ้นไม่อุ่นกลับบ้านครับ” เชนทร์เอ่ยเป็นภาษาอังกฤษกับพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะจ่ายเงินแล้วเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้อย่างใจเย็น
“....พะ...พี่...เชนทร์”
“....”
เสียงปริศนาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมที่เขานั้นคุ้นกลิ่นดี และรับรู้ได้ทันทีว่ามาจากแบรนด์ไหน เขาเงยหน้ามองคนร่างบางตัวเล็ก ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตากลมสวย ริมฝีปากสีแดงเชอร์รี่ดูมันวาวเนียนสวย สันจมูกคมโด่ง รวมๆใบหน้านั้นช่างดูสดสวยเสียเหลือเกิน แต่ภายในความสวยก็ยังคงมีความคลับคล้ายคลับคลาอยู่
“พี่เชนทร์ใช่รึเปล่าคะ...?”
“คะ...ครับ...ใช่ครับ”
“จำนับได้มั้ยคะ?”
“นับ... นับไหนครับ?”
“นับดาวไงคะ นับดาวลูกป๊าเน็กกับม๊าหลินไงคะ...”
“นะ...นี่...นับ...ดาว หรอ...”
“ค่ะ...นับดาวเองค่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินคำตอบแบบนั้นก็เลิกคิ้วก่อนจะเผยยิ้มออกมาอย่างงุนงงแต่ก็ดีใจแปลกๆที่ได้เจอน้องสาวเพื่อนเล่นวัยเด็ก ซึ่งเธอนั้นเป็นลูกสาวคนสุดท้องของเน็กและหลิน ผู้เป็นเพื่อนของคชาและเจนนิสตา แต่ในที่ห่างไกลกันเช่นนี้ การที่ได้มาเจอกันไม่ว่าจะด้วยเรื่องบังเอิญหรือไม่นั้น ก็นับว่าเป็นพรหมลิขิต....