เวลาบ่ายโมงตรง แสงแดดเริ่มลดความเกรี้ยวกราดลงบ้าง แต่ความคึกคักที่ลานกิจกรรมกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ นดาเดินกลับมารวมแถวกับเพื่อนปีหนึ่งด้วยใบหน้าที่สดใสขึ้นมาก
"นดาแกโอเคขึ้นแล้วใช่มั้ย แบกสังขารมาไหวแน่นะ" 'มิ้นต์' เพื่อนสาวที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อเช้ารีบดึงแขนนดาให้นั่งลงข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง
"โอเคมากเลยมิ้นต์ เต็มร้อยพร้อมลุยสุดๆ"
นดายิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายจนเพื่อนแอบงงว่าคนที่เพิ่งเป็นลมล้มพับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อนทำไมถึงกลับมาดูมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตาขนาดนี้
เสียงโทรโข่งดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา พี่ท็อป ก้าวออกมายืนจังก้าอยู่หน้าแถว ในขณะที่ พี่ธันวา ยืนล้วงกระเป๋าเสื้อช็อปอยู่ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงไม่สบอารมณ์ เขากวาดสายตามองกลุ่มเด็กปีหนึ่งนิ่งๆ แต่พอสายตาไปปะทะเข้ากับร่างเล็กที่กำลังนั่งยิ้มแฉ่งมองตรงมาที่เขา พี่ธันวาก็รีบชักสีหน้าและเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
นดาแอบหัวเราะในลำคอ หลบตาเก่งไปเถอะค่ะ
"เอาล่ะน้องๆ กิจกรรมช่วงบ่ายนี้ไม่มีอะไรมาก พี่จะแจกสมุดล่าลายเซ็นให้คนละเล่ม กติกาคือ... ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ น้องต้องไปขอลายเซ็นสตาฟฟ์ให้ได้ครบห้าคน"
พี่ท็อปประกาศก้อง "แต่เดี๋ยวก่อน ลายเซ็นพวกพี่ไม่ได้ขอกันง่ายๆ น้องต้องทำตามคำสั่ง หรือไม่ก็ทำให้พี่สตาฟฟ์คนนั้นพอใจ ถึงจะได้ลายเซ็นไป ทราบ!"
"ทราบครับ/ค่ะ"
ทันทีที่สัญญาณเริ่มกิจกรรมดังขึ้น เด็กปีหนึ่งก็แตกฮือวิ่งเข้าหาสตาฟฟ์ใจดีกันให้วุ่น แต่มีสตาฟฟ์อยู่คนหนึ่งที่รอบตัวว่างเปล่าแทบจะกลายเป็นเขตปลอดคนใช่แล้ว พี่ธันวา นั่นเอง
รังสีอำมหิตและใบหน้าหล่อเหลาที่บึ้งตึงราวกับพร้อมจะกินหัวเด็กปีหนึ่งทุกคนที่เฉียดเข้าไปใกล้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงตายเข้าไปขอลายเซ็นเขาเลยสักคน ยกเว้น... นดา
ร่างบางกระชับสมุดล่าลายเซ็นในมือ แล้วก้าวฉับๆ ตรงดิ่งแหวกวงล้อมเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอดีตคนเคยรักทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเพื่อนๆ ที่ลอบมองอยู่ห่างๆ
"นดามาขอลายเซ็นค่ะ พี่ธันวา" เธอยื่นสมุดไปตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย
ธันวาก้มมองสมุดสลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มของคนตรงหน้า เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มเยาะอย่างจงใจ
"คิดว่าเดินมายื่นสมุดให้เฉยๆ แล้วพี่จะเซ็นให้ง่ายๆ เหมือนที่อุ้มเธอไปห้องพยาบาลเหรอ นดา?" เขาจงใจกดเสียงต่ำ กอดอกมองเธอด้วยท่าทีเหนือกว่า "พี่ท็อปก็บอกกติกาไปแล้วนี่ ว่าต้องทำให้สตาฟฟ์พอใจแต่บังเอิญว่าพี่เป็นคน 'พอใจ' อะไรยากซะด้วยสิ"
คำพูดท้าทายของเขาไม่ได้ทำให้นดาถอดใจ หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้เขาอีกก้าวหนึ่งจนธันวาต้องเผลอเกร็งตัว ถอยหลังหนีไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"แล้วนดาต้องทำยังไงคะ พี่ธันวาถึงจะยอมใจอ่อนเอ้ย ยอมเซ็นให้"
เธอแกล้งหยอกด้วยน้ำเสียงซุกซน
"ไปตะโกนบอกรักเสาธงสิบรอบทำได้ก็เอาลายเซ็นไป" เขาโยนโจทย์หินใส่หน้าตาเฉย หวังจะให้ยัยเด็กดื้อตรงหน้าถอดใจแล้วเดินหนีไปเอง
ทว่านดากลับไม่เดินหนี เธอมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าบริเวณที่พวกเธอยืนอยู่ค่อนข้างห่างจากคนอื่น หญิงสาวก็ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นแดดจางๆ จากตัวเขา
"เปลี่ยนจากตะโกนบอกรักเสาธงเป็นกระซิบขอบคุณคนซื้อโจ๊กหมูไม่ใส่ขิงไม่ใส่ต้นหอมแทนได้ไหมคะ?" นดาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน พร้อมกับช้อนตากลมโตขึ้นมองเขาอย่างออดอ้อน
"โจ๊กอร่อยมากเลยนะคะ ทำเอานดามีแรงกลับมาตามจีบพี่ธันวาต่อในตอนบ่ายได้สบายเลย"
คำพูดตรงไปตรงมาบวกกับสายตาแพรวพราวของเธอ ทำเอาธันวาชะงักกึกไปทั้งร่าง
ก้อนเนื้อในอกซ้ายที่พยายามกดมันเอาไว้เต้นโครมครามขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ใบหูขาวๆ ของรุ่นพี่สุดฮอตเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกอย่างห้ามไม่อยู่ เขาหันซ้ายหันขวาลุกลี้ลุกลน กลัวว่าจะมีใครมาได้ยินประโยคบ้าๆ เมื่อกี้เข้า
"พูดบ้าอะไรของเธอ เอามานี่"
ร่างสูงกระชากสมุดในมือนดาไปอย่างแรงเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ผสมกับความหงุดหงิดตัวเอง เขาหยิบปากกาขึ้นมาตวัดลายเซ็นยึกยือลงไปบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว แทบจะทะลุไปอีกหน้า ก่อนจะยัดสมุดคืนใส่มือเธออย่างไม่สบอารมณ์
"ได้แล้วก็รีบๆ ไปให้พ้นหน้าพี่เลยไปเกะกะ"
เขาไล่เสียงแข็ง แต่หลบสายตาก้มมองยอดหญ้าบนพื้นแทน
นดารับสมุดกลับมา ก้มดูลายเซ็นที่ดุดันเหมือนเจ้าของแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ขอบคุณนะคะพี่ธันวา"
นดายิ้มกว้างจนตาหยี "นดาบอกแล้วไงคะว่าจะเอาพี่คืนมา พี่เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดีนะคะ เพราะพรุ่งนี้นดาจะมาป่วนพี่หนักกว่าวันนี้อีก"
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินกลับไปหาเพื่อนๆ ปล่อยให้รุ่นพี่สตาฟฟ์สุดโหดประจำคณะยืนกำปากกาในมือแน่น สูญเสียมาดขรึมๆ ไปจนหมดสิ้น แถมยังต้องพยายามควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุเสื้อช็อปออกมาให้กลับมาเป็นปกติอีกต่างหาก
ยัยเด็กบ้า... กล้าดียังไงมาทำให้เขาใจแกว่งตั้งแต่เปิดเทอมวันแรกแบบนี้
ห้าโมงกว่าๆบรรยากาศยามเย็นหน้ามหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาที่ทยอยเดินทางกลับ นดายืนชะเง้อคอมองหารถเมล์สายประจำอยู่ที่ป้ายหน้ามอ หลังจากแยกย้ายกับเพื่อนใหม่กลุ่มของมิ้นต์เรียบร้อยแล้ว
อันที่จริงฐานะทางบ้านของนดาก็สามารถซื้อรถให้ขับมาเรียนได้สบายๆ แต่คุณป๊ากับคุณม้าดันประสานเสียงกันเด็ดขาดว่าเธอยัง เด็กเกินไป และเพิ่งเข้าปีหนึ่ง อยากให้ลองใช้ชีวิตแบบเด็กมหา'ลัยทั่วไปดูก่อน นดาเลยต้องมารับบทนางเอกสู้ชีวิต ยืนรอรถเมล์ตากลมยามเย็นแบบนี้
‘ป่านนี้พี่ธันวาจะกลับหรือยังนะ..’
หญิงสาวคิดในใจพลางอมยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าหงุดหงิดของเขาตอนที่เซ็นชื่อให้เธอเมื่อบ่าย
"ระวังครับ!!"
เสียงตะโกนดังลั่นพร้อมกับร่างสูงของใครบางคนที่วิ่งพรวดพราดมาด้วยความเร็วสูง ร่างนั้นชนเข้ากับไหล่ของนดาอย่างจังจนหญิงสาวเสียหลัก
"ว้าย "
นดาหลับตาปี๋ เตรียมใจรับความเจ็บปวดจากการกระแทกพื้นปูน ทว่าก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงลงไป วงแขนแกร่งของคนที่วิ่งมาชนก็ตวัดหมับเข้าที่เอวบาง แล้วออกแรงรั้งตัวเธอให้ปลิวกลับเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างพอดิบพอดี
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมสไตล์สปอร์ตลอยเตะจมูก นดาค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เพิ่งช่วยชีวิตเธอไว้ในระยะประชิด
ผู้ชายคนนี้หล่อมาก
โครงหน้าฟ้าประทาน จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม และดวงตาพราวระยับที่ดูขี้เล่นและเข้าถึงง่าย รูปร่างสูงโปร่งของเขาดูดีไม่แพ้พี่ธันวาเลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูอบอุ่นและเป็นมิตรต่างจากกำแพงน้ำแข็งของอดีตแฟนเธอลิบลับ
"พี่ขอโทษครับน้อง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า พอดีพี่รีบวิ่งไปเอาของให้เพื่อน เลยไม่ได้ดูทาง"
ชายหนุ่มรีบปล่อยมือจากเอวของเธออย่างมีมารยาท แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"เอ่อ..ไม่เป็นไรค่ะ นดาไม่ได้เจ็บตรงไหน"
เธอยิ้มบางๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่ได้สิ พี่ชนเราเกือบล้มขนาดนั้น" ชายหนุ่มยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะทำหน้าลำบากใจ
"แต่พี่กำลังรีบไปทำธุระต่อจริงๆเอาแบบนี้ได้ไหมครับ งั้นน้องช่วยให้ไลน์พี่ไว้หน่อยได้ไหม เดี๋ยวพี่ทักไปเลี้ยงข้าวไถ่โทษทีหลัง"
เขายื่นสมาร์ทโฟนที่เปิดหน้าสแกนคิวอาร์โค้ดรอไว้อยู่แล้วมาตรงหน้า พร้อมกับส่งรอยยิ้มละลายใจที่สาวๆ ทั้งมหาลัยเห็นเป็นต้องใจสั่น นดามองโทรศัพท์เครื่องนั้นอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูบริสุทธิ์ใจ แค่ขอโทษตามมารยาท และการให้ไลน์ก็ไม่ได้ดูเสียหายอะไร เธอจึงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาสแกนเพิ่มเพื่อน
"เรียบร้อยค่ะ ไม่ต้องคิดมากนะคะ นดาไม่เป็นไรจริงๆ"
"ขอบคุณครับน้องนดาพี่ชื่อ คินนะครับ ปีสาม วิศวะ ไว้เดี๋ยวพี่ทักไปนะ"
พี่คินอ่านชื่อไลน์ของเธอเสร็จสรรพ ก็ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้หนึ่งที ก่อนจะรีบสับขาวิ่งออกไปอีกทาง ทิ้งให้นดายืนมองตามงงๆ พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความวุ่นวายในวันเปิดเทอมวันแรก
...ทว่า นดาหารู้ไม่ ว่าฉากการแลกไลน์ที่แสนจะดูเป็นธรรมชาติเมื่อครู่ ได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนตั้งแต่ต้นจนจบ
ห่างออกไปไม่ไกลนัก รถยุโรปสีดำสนิทที่กำลังจอดติดไฟแดงอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์ กระจกฝั่งคนขับถูกเลื่อนลงมาครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อจัดที่บัดนี้ตึงเครียดและมืดครึ้มทะมึนยิ่งกว่าพายุฝน
ธันวา นั่งกำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อขาว นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างเล็กของนดาที่เพิ่งจะแจกไลน์ให้ไอ้คินเดือนวิศวะสุดฮอตประจำมหา'ลัยปหมาดๆ
กรามแกร่งขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ความรู้สึกร้อนรุ่มและหงุดหงิดตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะระเบิด
ไหนบอกว่าจะตามจีบพี่ไงนดา แล้วไอ้ที่ระริกระรี้แจกไลน์ให้ผู้ชายหน้าป้ายรถเมล์เมื่อกี้คืออะไร
ร่างสูงกระแทกลมหายใจออกมาระลอกใหญ่ ทันทีที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาก็เหยียบคันเร่งพุ่งรถออกไปอย่างกระแทกกระทั้น ทิ้งป้ายรถเมล์และคนตัวเล็กไว้เบื้องหลัง พร้อมกับพายุอารมณ์หึงหวง ที่เจ้าตัวยังไม่ยอมรับ ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ