คำว่า 'อดีตที่ไม่ได้สำคัญ' และ 'ไม่เปลืองพื้นที่สมอง' เหมือนเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มที่พุ่งเข้ามาปักกลางความรู้สึกของนดา ร่างบางยืนนิ่งงัน ขอบตาร้อนผ่าวจนภาพแผ่นหลังกว้างของ พี่ธันวา ที่กำลังเดินห่างออกไปเริ่มพร่ามัว
ท็อป หน้าเสียไปถนัดตา เขารีบหันกลับมามองรุ่นน้องสาวด้วยความรู้สึกผิดแทนเพื่อนสนิท "เอ่อ... นดา พี่ขอโทษแทนไอ้ธันมันด้วยนะ สงสัยมันจะเครียดเรื่องจัดงานรับน้องน่ะ ปากมันก็หมาแบบนี้แหละ อย่าไปเก็บมาใส่ใจเลยนะ"
เมื่อได้ยินคำปลอบโยนจากพี่ท็อป หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ทำท่าจะร่วงหล่นลงมา นดารีบยกมือขึ้นปาดหางตาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา
เธอเงยหน้าขึ้นมาและพยายามฝืนยิ้มให้ท็อป แม้ดวงตาคู่สวยจะยังแดงก่ำอยู่ก็ตาม
"ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่ท็อป..." นดาพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น "นดาเข้าใจค่ะ พี่ธันวาเขาคงยุ่งจริงๆ แล้วนดาก็... คงเป็นแค่เด็กปีหนึ่งที่เขาจำไม่ได้แล้วจริงๆ"
ประโยคท้ายเธอพูดเสียงแผ่วลงคล้ายกำลังบอกตัวเองมากกว่าบอกคนตรงหน้า ทว่าเพียงเสี้ยววินาที แววตาที่เคยสั่นไหวก็กลับมาฉายแววเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้มันไม่ง่าย เธอมาที่นี่เพื่อ 'ง้อ' ไม่ใช่มาเพื่อ 'ยอมแพ้' ตั้งแต่สิบนาทีแรกสักหน่อย! ถ้าเขาจะสร้างกำแพงน้ำแข็งใส่ เธอเนี่ยแหละจะเป็นคนทุบมันให้แตกเอง
"ถ้างั้น... นดาขอตัวไปรวมแถวกับเพื่อนๆ ก่อนนะคะพี่ท็อป ตรงนู้นเขาเริ่มเรียกกันแล้ว เดี๋ยวไปช้าจะโดนพวกรุ่นพี่ดุเอา ไว้เจอกันใหม่นะคะ"
หญิงสาวพนมมือไหว้ลาพี่ท็อปอย่างมีมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่ลานกิจกรรมรวมของเด็กปีหนึ่ง ปล่อยให้ท็อปยืนมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปพลางถอนหายใจยาวๆ ให้กับความปากแข็งของเพื่อนสนิทตัวเอง
คล้อยหลังร่างเล็กที่วิ่งหายเข้าไปในกลุ่มเด็กปีหนึ่ง ท็อปก็รีบสาวเท้าเดินกระแทกส้นตามเพื่อนรักมาติดๆ ก่อนจะดึงแฟ้มเอกสารในมือของธันวาออกอย่างเหลืออด
"ไอ้ธัน มึงเป็นบ้าอะไรของมึงวะ ทำไมถึงพูดจาหมาๆ ใส่หน้าน้องแบบนั้น มึงไม่เห็นหรือไงว่าน้องมันหน้าเสียจนน้ำตาจะร่วงอยู่แล้ว" ท็อปโวยวายใส่เพื่อนอย่างหัวเสีย
"..."
ธันวาไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ดึงแฟ้มเอกสารกลับมาถือไว้ตามเดิม นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับรายชื่อนักศึกษาบนกระดาษ ทำหน้าตายนิ่งเฉยราวกับว่าคำด่าของเพื่อนสนิทเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่าน
"อย่ามาทำหน้านิ่งใส่กูนะเว้ย กูรู้ว่ามึงจำนดาได้ตั้งแต่ร้อยเมตรแรกแล้ว! ตอนคบกันมัธยมมึงรักน้องมันจะตาย ห่างกันไปตั้งนาน กลับมาเจอกันทั้งที มึงทำตัวเป็นรูปปั้นหินแข็งทื่อแบบนี้ได้ไงวะ ใจร้ายชิบหาย"
ร่างสูงชะงักปลายปากกาที่กำลังขีดลงบนกระดาษเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาดุๆ ขึ้นมามองเพื่อนสนิท "จบไปแล้วก็คือจบ กูไม่มีความจำเป็นต้องไปรื้อฟื้นหรือทำความรู้จักอะไรใหม่กับคนที่ทิ้งกูไป... มึงมีหน้าที่ไปคุมแถวก็ไปทำซะ อย่ามายุ่งเรื่องของกู"
น้ำเสียงเยียบเย็นและเด็ดขาดทำเอาท็อปได้แต่สบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ รู้ดีว่าเวลาไอ้เพื่อนคนนี้มันสร้างกำแพง ต่อให้เอาช้างมาฉุดมันก็ไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ ท็อปจึงยอมหันหลังเดินแยกตัวออกไปคุมน้องปีหนึ่งตามหน้าที่ ปล่อยให้ธันวายืนอยู่ตรงซุ้มลงทะเบียนเพียงลำพัง
ทว่าทันทีที่เพื่อนสนิทเดินลับสายตาไป หน้ากากความเย็นชาที่ธันวาสร้างขึ้นก็แทบจะพังทลายลงมา...
มือหนาที่จับขอบแฟ้มเอกสารบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด นัยน์ตาคมที่เคยตียวนเรียบสนิทเมื่อครู่ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่สับสนและว้าวุ่น เขาลอบมองผ่านฝูงชนไปยังกลุ่มเด็กปีหนึ่งที่ลานกิจกรรม ท่ามกลางคนนับร้อย สายตาของเขากลับโฟกัสไปหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่กำลังนั่งรวมอยู่กับเพื่อนใหม่ได้อย่างแม่นยำ
‘มาทำไม...’
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขานับตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นปรากฏตัวขึ้นหน้าคณะ
เขาจำเธอได้... จำได้ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่สบตา จำได้แม้กระทั่งรอยยิ้มประหม่าที่เธอส่งมาให้ แต่บาดแผลในใจที่ถูกเด็กผู้หญิงคนนี้โวยวายใส่และทิ้งไปอย่างไม่ไยดีในอดีต มันยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ธันวาพยายามหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายภาพตรงหน้า นดาเป็นเด็กเรียนเก่ง หัวกะทิของโรงเรียน เธอจะสอบติดที่ไหนก็ได้ในประเทศนี้ แล้วทำไม... ทำไมถึงต้องเลือกมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน แถมยังกล้าเดินตรงเข้ามาทักเขาด้วยรอยยิ้มแบบนั้นอีก?
เธอคิดว่าการกลับมาทำตัวน่ารักสดใสใส่เขา แล้วทุกอย่างที่เคยพังทลายลงไปมันจะต่อติดขึ้นมาง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ? คิดว่าเขาจะลืมความเจ็บปวดตอนที่ถูกเธอบอกเลิกง่ายๆ หรือไง
"อย่าหวังเลย นดา พี่ไม่ใช่ไอ้หน้าโง่คนเดิมที่ยอมให้เธอปั่นหัวเล่นอีกแล้ว"
ร่างสูงพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วลอยไปกับสายลม พยายามสะกดกลั้นก้อนเนื้อในอกซ้ายที่มันดันทรยศ... กระหน่ำเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รักดี เพียงแค่ได้เห็นหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนี้อีกครั้ง