บทที่ 2: ตรามังกร
ณ คฤหาสน์ตระกูลหยาง, กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
บรรยากาศภายในห้องโถงสไตล์จีนโบราณที่ประดับประดาด้วยแจกันราชวงศ์หมิงและภาพวาดพู่กันจีนราคาประเมินค่าไม่ได้ กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่กดทับลงบนไหล่ของทุกคนที่ยืนอยู่
ชายชราวัย 70 ปี ในชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีดำปักลายนกกระเรียนทองคำ นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูง ทว่ามือที่กำหัวไม้เท้าหัวมังกรหยกนั้นแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว นัยน์ตาฝ้าฟางตามกาลเวลายังคงฉายแววอำนาจและความดุดันที่ทำให้เหล่าลูกน้องนับร้อยชีวิตต้องก้มหน้ามองพื้น
เจ้าสัวหยาง ผู้นำสูงสุดแห่งแก๊งมังกรทอง ผู้กุมอำนาจเส้นทางธุรกิจสีเทาทั่วเอเชีย
"ยี่สิบปี..."
เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"ยี่สิบปีแล้วที่พวกแกคว้าน้ำเหลว"
เพล้ง!
ถ้วยน้ำชาลายครามถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจาย เหล่าบอดี้การ์ดชุดดำสะดุ้งเฮือก แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่ปลายเล็บ
"ท่านเจ้าสัวครับ..."
ชายหนุ่มวัย 40 ปี ในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลังเก้าอี้ ท่าทางของเขาสงบนิ่งและเยือกเย็น ตัดกับบรรยากาศที่เกรี้ยวกราดภายในห้องอย่างสิ้นเชิง เขาคือ จาง มือขวาคนสนิทที่เจ้าสัวไว้ใจที่สุด
เด็กกำพร้าข้างถนนที่เจ้าสัวเก็บมาเลี้ยงดูดุจลูกชายคนหนึ่ง
จางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม แต่แววตาหลังเลนส์แว่นกลับสั่นไหววูบหนึ่งด้วยความตื้นตันระคนเจ็บปวด
"เราพบเบาะแสของคนที่มีตำหนิรูปพรรณคล้ายกับ คุณหนูหมิงหมิง แล้วครับ"
คำว่า หมิงหมิง ทำให้แววตาเกรี้ยวกราดของชายชราอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง... ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อยี่สิบปีก่อนไหลย้อนกลับมาในห้วงความคิด...
ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยวัยสองขวบ แก้มยุ้ยอมชมพูเหมือนลูกท้อสวรรค์ กำลังวิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้องทำงานของเขาที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว...
"กงกงขา... กงกง!"
เสียงใสแจ๋วเจื้อยแจ้วดังมาก่อนตัว หมิงหมิงตัวน้อยในชุดกี่เพ้าสีแดงสดวิ่งเข้ามากอดขาเขาแน่นโดยไม่เกรงกลัวสายตาดุๆ ของปู่เลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่ลูกน้องนับพันก้มหัวให้เขา... มีเพียงเด็กคนนี้ที่กล้าปีนขึ้นมานั่งบนตักมังกร เอามือป้อมๆ มาดึงหนวดเคราของเขาเล่นอย่างสนุกสนาน
"กงกง... หมิงหมิงอยากกินหนม เอาหนมแดงๆ"
หลานสาวตัวน้อยทำปากจู๋ ชี้ไม้ชี้มือจะเอาถังหูลู่ พลางส่งสายตาอ้อนวอนที่ทำให้หัวใจหินผาของเขาละลายกลายเป็นน้ำ
"ถ้ากงกงไม่ซื้อให้... หมิงหมิงจะโป้ง!"
เธอทำท่ากอดอก แก้มป่อง พลางบ่นงุ้งงิ้งด้วยภาษาไทยคำจีนคำอย่างฉลาดเฉลียวเกินวัย เหมือนนกแก้วนกขุนทองที่ช่างเจรจา
เจ้าสัวหยางจำได้ว่าวันนั้นเขายอมยกเลิกการประชุมสำคัญ เพียงเพื่อพาหลานสาวตัวน้อยออกไปเดินตลาดซื้อขนม... เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเวลาที่เขาอุ้มขึ้นขี่คอ ยังคงดังก้องอยู่ในหู
หมิงหมิงคือแก้วตาดวงใจ คือความสดใสเดียวในโลกสีเทาของเขา... แต่แล้ว... ภาพความสุขเหล่านั้นก็ถูกกระชากดับวูบลง เหลือเพียงภาพของลูกชายคนเดียวและลูกสะใภ้ชาวไทยที่กราบลาเขาเพื่อพาลูกสาวตัวน้อยกลับไปเยี่ยมญาติที่กรุงเทพฯ และภาพข่าวอุบัติเหตุรถคว่ำไฟลุกท่วมที่คร่าชีวิตทั้งคู่ แต่กลับไม่พบศพของหลานสาววัย 2 ขวบ
"แน่ใจนะ?"
เจ้าสัวถามเสียงสั่น
"ไม่ใช่พวกต้มตุ๋นเหมือนครั้งก่อนๆ ใช่ไหม?"
"ครั้งนี้มีน้ำหนักมากครับคุณพ่อ....เอ่อท่านประธาน..."
จางเผลอเรียกสรรพนามที่ใช้เรียกในเวลาส่วนตัวด้วยความลืมตัว ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตออกมา
"เพราะคนที่เราเจอ... หน้าตาเหมือน พี่หลินหลิน ราวกับแกะ"
จางมองรูปถ่ายในมือ... ภาพของหญิงสาววัย 22 ปี ที่มีดวงตากลมโตและรอยยิ้มสดใสเหมือนกับผู้หญิงที่เขาเคารพรักที่สุดในชีวิต ในห้วงความคิดของจาง... ภาพอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนไหลย้อนกลับมา
เด็กชายจางในวัย 10 ขวบ ที่ถูกเจ้าสัวเก็บมาเลี้ยง มีเพียง หลินหลินแม่ของมินตราเท่านั้นที่ใจดีกับเขา เธอมองเขาเหมือนน้องชายแท้ๆ คอยแบ่งขนมและปกป้องเขาจากคำดูถูก วันที่เธอจากไป จางสาบานกับตัวเองว่าจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อตามหา หมิงหมิ' ตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของพี่สาวผู้มีพระคุณกลับมาให้ได้
"เมื่อสัปดาห์ก่อน มันพลาดมหันต์ที่ใช้ บัตรประชาชนใบจริง มาลงทะเบียนสมัคร แอปพลิเคชันเงินกู้ ในเครือข่ายของเราครับ"
จางรายงานต่อ
"มันกรอกชื่อจริง ระบุที่อยู่ปัจจุบัน และขั้นตอนสุดท้ายของการสมัคร... มันต้อง ถ่ายรูปสแกนใบหน้า เพื่อยืนยันตัวตน"
หัวหน้าจางกดแท็บเล็ตเพื่อโชว์ข้อมูล
"ทันทีที่รูปถ่ายของมันถูกส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์ ระบบ AI ของเราก็ตรวจจับโครงหน้าได้ว่าตรงกับ นายชัย ที่เราขึ้นบัญชีดำไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน ระบบจึงส่งสัญญาณเตือนภัยมาที่ศูนย์บัญชาการทันทีครับ เราจึงได้ทั้งพิกัดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ปัจจุบันของมันมาครบถ้วน"
"แล้วเด็กคนนั้น?"
เจ้าสัวถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด
"มันแจ้งชื่อลูกสาวในเอกสารผู้ค้ำประกันว่า มินตรา ครับ..."
หัวหน้ามือขวายื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้เจ้าสัว
"หลังจากนั้นเราจึงสืบประวัติทะเบียนราษฎร์ เธออายุ 22 ปี... ตรงกับอายุของคุณหนูหมิงหมิงพอดี และเมื่อเราใช้ AI เทียบโครงหน้าปัจจุบันกับรูปตอนเด็ก... ผลออกมาตรงกันถึง 70% ครับ"
เจ้าสัวหยางรับรูปถ่ายใบนั้นมาดู มือเหี่ยวย่นลูบไล้ไปบนใบหน้าของหญิงสาวในรูปด้วยความโหยหา "มินตราเหรอ..." เจ้าสัวหยางรับรูปไปดู มือสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า
"หมิงหมิงของปู่... หน้าเหมือนแม่มันไม่มีผิด แต่ผิวขาวเหมือนเจ้าเฟย"
"ไอ้ชัย..."
เสียงแหบพร่าของเจ้าสัวเต็มไปด้วยความแค้นที่อัดอั้นมานาน
"ไอ้คนทรยศ... มึงกล้าดียังไงถึงขโมยหลานข้าไปซ่อนไว้นานขนาดนี้... ถ้าเจอตัวมัน เลาะกระดูกมันออกมาทีละชิ้น อย่าให้มันตายดี"
ชายชราหลับตาลง นึกย้อนไปถึงวันที่เขาตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายที่สุดกับหลานสาวตัวน้อยก่อนออกเดินทาง...
...ในห้องลับใต้ดิน กลิ่นธูปหอมตลบอบอวนผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ เด็กน้อยวัยสองขวบที่เคยยิ้มร่าเริง กำลังร้องไห้จ้าดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด
"ฮือออ... กงกงขา... เจ็บ! หมิงหมิงเจ็บ! ไม่เอาแล้ว!"
มือเหี่ยวย่นของเจ้าสัวสั่นเทาขณะจับร่างเล็กๆ ให้นิ่ง เพื่อให้ช่างสักฝีมือดีจรดเข็มลงบนผิวเนื้ออ่อนนุ่มบริเวณต้นคอด้านหลัง น้ำหมึกสีแดงชาดผสมว่านยาพิเศษถูกฝังลึกลงไปทีละจุด... ทีละจุด... เลือดซึมออกมาผสมกับน้ำหมึกจนกลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับเขากำลังสลักคำสาปแช่งลงบนผิวของคนที่เขารักที่สุด
"จำเป็นต้องทำ... อดทนหน่อยนะลูก" เ
จ้าสัวหยางกลั้นน้ำตา มือลูบหัวหลานสาวเพื่อปลอบโยน
"โลกข้างนอกมันโหดร้าย... ศัตรูของปู่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้น... รอยสักนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเจ้าคือสายเลือดมังกร เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ปู่ตามหาเจ้าเจอ"
"ท่านประธาน..."
จางถามขึ้นด้วยความสงสัยที่เก็บไว้มานาน
"กระผมสงสัยมาตลอด... ทำไมท่านถึงสั่งให้สักรอยให้คุณหนูตั้งแต่อายุแค่สองขวบ? มันโหดร้ายเกินไปไหมครับสำหรับเด็กน้อย"
ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง เจ้าสัวหยางหลับตาลง มือเหี่ยวย่นบีบหัวไม้เท้าหยกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดสามสิบปีไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
"เพราะข้ารู้ดีว่าศัตรูของตระกูลหยางมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก..."
เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น
"เพื่อเป็นสิ่งยืนยันตัวตน"
เขาลืมตาขึ้น แววตาขุ่นมัวฉายความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจางหาย
"ข้าเคยสูญเสียลูกชายคนโตไปในสงครามแก๊งเมื่อสามสิบปีก่อน... ศพของมันถูกส่งกลับมาเป็นชิ้นๆ โดยไม่มีทางระบุตัวตนได้ ข้าต้องฝังโลงเปล่าในสุสานตระกูล เพราะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเนื้อหนังที่พวกมันส่งมา... เป็นของลูกข้าจริงหรือไม่"
"ท่านประธาน..."
"ข้าสาบานตั้งแต่วันนั้นว่าจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าหลานข้าจะหายไปไหน... รอยสักนี้จะพาเธอกลับมาหาข้า มันคือตราประทับที่บอกว่าเธอคือเลือดเนื้อของตระกูลหยาง"
เขาเดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด
"แต่ข้าไม่เคยคิดเลย... ว่ารอยสักนั้นมันจะกลายเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่... ว่าลูกชายคนสุดท้องของข้าจะต้องตายไปด้วย... ว่าหลานสาวตัวน้อยจะหายสาบสูญไปนานถึงยี่สิบปี..."
เจ้าสัวหยางหันกลับมา แววตาที่เคยขุ่นมัวกลับลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น
"แต่ตอนนี้ข้ามีความหวังแล้วว่าหลานข้ายังมีชีวิตอยู่... และข้าจะไม่ยอมให้ใครพรากมันไปจากข้าอีก ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
"เตรียมเครื่องบินส่วนตั!"
เจ้าสัวหยางตวาดสั่งลูกน้องเสียงดังลั่นห้อง
"ข้าจะไปไทยเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปรับหลานข้าคืน"
"ช้าก่อนครับท่านประธาน"
จางรีบเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เขาขยับเข้าไปใกล้ จับมือที่สั่นเทาของชายชราไว้ "ใจเย็นก่อนครับ... ผมเข้าใจว่าท่านร้อนใจแค่ไหน แต่ถ้าท่านขยับตัวตอนนี้... แผ่นดินจะสะเทือน"
เจ้าสัวชะงัก หันมามองหน้าลูกชายบุญธรรม
"ถ้าท่านบินไปไทยตอนนี้ ข่าวจะรั่วไหลทันที" จางอธิบายอย่างใจเย็น
"ศัตรูของเราที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจะรู้ตัว และพวกมันอาจจะชิงลงมือก่อน... เรายังไม่รู้ว่าใครบ้างที่จ้องจะทำร้ายคุณหนูอยู่"
"แล้วแกจะให้ข้ารอเฉยๆ งั้นรึ!? หลานข้าลำบากมาตั้งยี่สิบปี ป่านนี้เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้"
"ไม่ได้ให้รอเฉยๆ ครับ... แต่เราต้องรอบคอบ" จางดึงแผนที่เอเชียขึ้นมาบนหน้าจอ
"ผมเสนอให้ท่านย้ายไปพำนักที่ ฮ่องกง ก่อนครับ... ที่นั่นใกล้เมืองไทยแค่นิดเดียว เดินทางสะดวก และเป็นเขตอิทธิพลของเราที่ปลอดภัยที่สุด"
"ทำไมต้องฮ่องกง?"
"เพื่อให้ผมได้มีเวลาตรวจสอบให้แน่ใจ 100% ครับ"
จางสบตาเจ้าสัว
"ถึงแม้มินตราจะหน้าตาเหมือนพี่หลินหลินก็จริงแต่เราต้องตรวจให้ชัดเจน ตอนนี้เรายังไม่เห็นว่ามินตราคนนี้มีรอยสักหรือไม่ ผมไม่อยากให้ท่านต้องผิดหวังซ้ำอีก ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา หัวใจท่านจะรับไม่ไหว"
"ให้ผมจัดการเรื่องตรวจสอบทางนี้ให้เรียบร้อย... พอทุกอย่างยืนยันชัดเจน ท่านค่อยบินจากฮ่องกงไปรับขวัญหลานสาวกลับบ้านอย่างสมเกียรติ... แบบนั้นจะปลอดภัยกับตัวคุณหนูมากกว่านะครับ"
เจ้าสัวหยางนิ่งคิดไปครู่ใหญ่... ความรักและความห่วงใยหลานทำให้เขาใจร้อน แต่เหตุผลของจางก็ถูกต้องที่สุด เขาไม่อยากให้ความวู่วามของตัวเองนำอันตรายไปสู่หลานสาวที่เพิ่งค้นพบ
"ก็ได้..."
เจ้าสัวพยักหน้าช้าๆ
"ข้าจะไปรอที่ฮ่องกง"
"แต่แกต้องสัญญา... ว่าจะสืบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด" "ผมสัญญาด้วยชีวิตครับ"
จางก้มศีรษะลง
"ถ้าเธอคือคุณหนูหมิงหมิงจริงๆ... ผมจะปกป้องเธอด้วยชีวิต และจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องเธอได้อีก"
เจ้าสัวหยางมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางมุ่งสู่ทิศใต้... สู่ฮ่องกง และสู่ประเทศไทย
"รอปู่ก่อนนะหมิงหมิง... อีกไม่นานเราจะได้เจอกัน"
ในขณะที่เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่ฮ่องกง จางนั่งมองรูปถ่ายในแท็บเล็ตอีกครั้ง รูปของมินตราที่ถูกแอบถ่ายมาได้ แววตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
"ยี่สิบปีแล้วสินะ..."
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ตั้งแต่วันที่ผมสัญญากับพี่หลินหลินว่าจะดูแลคุณหนู..."
ภาพความทรงจำในอดีตฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง วันที่เขาคุกเข่าต่อหน้าหลุมศพของหลินหลิน ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ เขาเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีใครต้องการ แต่หลินหลินเป็นคนเดียวที่มองเห็นค่าในตัวเขา
"พี่หลินหลินครับ... ผมขอโทษที่ปกป้องพี่ไม่ได้" เด็กหนุ่มจางในวันวานร้องไห้จนตัวสั่น
"แต่ผมสัญญา... ผมจะตามหาหมิงหมิงให้เจอ ผมจะใช้ทั้งชีวิตของผม ปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่... แม้ต้องแลกด้วยลมหายใจของผมเองก็ตาม"
คำสัญญานั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของจางมาตลอด 20 ปี เขาไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีครอบครัว เพราะเขาอุทิศทั้งชีวิตให้กับการตามหาและรอคอย... รอคอยวันที่เขาจะได้ทำหน้าที่ น้า ผู้ภักดีอีกครั้ง
"ผมเจอเธอแล้วครับพี่..."
จางลูบหน้าจอแท็บเล็ตเบาๆ ราวกับกำลังสัมผัสใบหน้าของคนในรูป
"รอผมหน่อยนะครับคุณหนู... น้าจางกำลังไปหา"
เขามองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน เห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ อยู่เบื้องล่าง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
"ไม่ว่าใครที่ทำร้ายคุณหนู... ผมจะลากคอมันมารับโทษให้สาสม"
แววตาของจางเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดุดันสมกับฉายามือขวาปีศาจแห่งตระกูลหยาง
"เตรียมตัวไว้ให้ดี... ไอ้ชัย"