"เชิญครับคุณผู้หญิง"
เสียงการ์ดเปิดประตูพร้อมกับร่างบางของมินตราที่ก้าวเข้ามา ดึงคินน์กลับมาจากภวังค์
เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วเงยหน้ามองเหยื่อที่เขาเฝ้าดูมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม... วันนี้เธอกำลังเดินเข้ามาในกรงขังของเขาด้วยขาของตัวเอง ตามแผนที่เขาวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
คินน์เหยียดยิ้มเย็น... แววตาวาวโรจน์ด้วยความสะใจ
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริงนะ คุณหนูหยาง
"เชิญนั่งสิ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นทำลายความเงียบ มินตราที่กำลังก้มหน้าด้วยความประหม่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง... และวินาทีนั้น ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก
เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขนาดใหญ่... ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทกำลังนั่งไขว่ห้างหมุนแก้วไวน์ในมือด้วยท่วงท่าทรงอำนาจ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับรูปสลัก นัยน์ตาสีรัตติกาลที่ลึกล้ำดุจหลุมดำกำลังจ้องมองเธออยู่
"คุณ..."
มินตราอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพความทรงจำในร้านสะดวกซื้อกะดึกไหลย้อนกลับมาฉายชัดในหัวราวกับม้วนฟิล์ม...
...ผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชอบมาซื้อบุหรี่ตอนตีสองเกือบทุกคืน... ...ลูกค้าหน้านิ่งที่ไม่เคยพูดอะไร นอกจากมองเธอจัดของด้วยสายตาแปลกๆ
เสียงวี๊ดว้ายกระตู้วู้ของเพื่อนร่วมกะดังแว่วเข้ามาในความทรงจำ
"แกๆ! มาแล้วๆ ลูกค้าหล่อเทพบุตรของฉันมาแล้ว!"
เสียงเพื่อนสาวพนักงานเซเว่นสะกิดแขนเธอรัวๆ ด้วยความตื่นเต้น แย่งกันชะโงกหน้ามองผ่านชั้นวางขนม
"ฉันจองนะเว้ย คืนนี้ฉันจะไปคิดเงินเอง"
"ไม่ได้ๆ คืนนี้เวรฉัน แกอย่ามาแย่ง"
มินตราจำได้ว่าเพื่อนๆ ในร้านต่างพากันแย่งมาเข้ากะดึก เพียงเพื่อจะได้เจอหน้าลูกค้าปริศนาคนนี้ แต่สำหรับเธอ... เธอไม่เคยเข้าใจความคลั่งไคล้นั้นเลย
"หล่อตรงไหนแก..."
มินตราในวันนั้นกระซิบแย้งเพื่อนพลางจัดขวดน้ำ
"หน้าซีดๆ นิ่งๆ แถมยังใส่ชุดดำทั้งตัว... น่ากลัวจะตายไป ยังกับพวกแวมไพร์ หรือแดร๊กคิวล่าอะไรพวกนั้น"
"ดูสายตาเขาสิ เย็นชาเหมือนคนตายเลยนะ"
แต่เพื่อนของเธอกลับหัวเราะคิกคัก พลางทำท่าเพ้อฝัน
"โอ๊ย ยัยมิน! แกนี่มันตาต่ำจริงๆ"
เพื่อนสาวบิดตัวไปมาด้วยความขัดเขิน
"ถ้าหล่อวัวตายความล้มขนาดนี้นะ... ต่อให้เป็นแวมไพร์ ฉันก็ยอมถวายคอให้กัดเลยย่ะ! ต่อให้เขาดูดเลือดจนหมดตัวก็ย๊อมมม!"
วูบ...
ภาพอดีตตัดจบลง กลับมาสู่ปัจจุบันที่แสนโหดร้าย มินตรามองชายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวจนเลือดในกายเย็นเฉียบ... คำพูดเล่นๆ ของเพื่อนในวันนั้น กลายเป็นลางบอกเหตุที่แม่นยำจนน่าขนลุก
เขาเหมือน แวมไพร์ จริงๆ อย่างที่เธอเคยพูด หน้านิ่ง เย็นชา และกำลังจ้องมองเธอราวกับกระหายเลือด ผิดกันตรงที่... เธอไม่ได้ เต็มใจ ให้เขาดูดเลือดเหมือนที่เพื่อนเธอเคยพูดเล่นไว้
"จะมองหน้าฉันอีกนานไหม?"
คินน์เอ่ยถามเสียงเรียบ ปลุกมินตราให้ตื่นจากภวังค์ เขายกยิ้มมุมปาก ราวกับอ่านความคิดของเธอออก
"ทะ... ทำไม..."
มินตราพูดไม่ออก สมองสับสนไปหมด
"คุณคือ... ลูกค้าคนนั้น?"
คินน์แสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ต่างจากตอนเจอกันที่ร้านสะดวกซื้อโดยสิ้นเชิง... มันไม่ใช่รอยยิ้มของลูกค้าผู้สุภาพ แต่เป็นรอยยิ้มของ นักล่า ที่ต้อนเหยื่อจนมุม
"ความจำดีนี่... น้องมิน"
เขาเรียกชื่อเล่นของเธอ... ชื่อเดียวกับที่ติดอยู่บนป้ายชื่อพนักงานร้านสะดวกซื้อ
"โลกกลมดีนะว่าไหม? เมื่อวานเธอยังคิดเงินค่าไฟแช็กฉันอยู่เลย... แต่วันนี้เธอกลับมายืนสั่นเป็นลูกนกอยู่ที่นี่"
"คุณ... คุณเป็นเจ้าหนี้ของพ่อเหรอคะ?"
มินตราถามเสียงสั่น ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ แสดงว่าที่ผ่านมา... เขาไม่ได้แค่บังเอิญไปซื้อของ แต่เขา จงใจ ไปดูว่าเธอทำงานที่ไหนงั้นเหรอ?
"นั่งลงก่อนสิ"
คินน์ผายมือไปที่เก้าอี้หนังฝั่งตรงข้าม แต่แววตากลับออกคำสั่งชัดเจน
"เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว... เกี่ยวกับ พ่อ ของเธอ"
"ข... ขอบคุณค่ะ"
เธอนั่งลงที่ขอบเก้าอี้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สองมือกอดซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่นราวกับมันเป็นเกราะป้องกันตัวเพียงชิ้นเดียว
เธอพยายามหลบสายตาเขา แต่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ลอยมาจากตัวเขา กลิ่นเดียวกับที่ติดตัวลูกค้าปริศนาคนนั้น... ยิ่งตอกย้ำความจริงที่น่าหวาดหวั่น เธอไม่เคยลืมกลิ่นนี้เลย
"คุณชัย... พ่อของเธอสบายดีไหม?"
คินน์ถามด้วยการเริ่มบทสนทนา แต่คราวนี้มินตรารู้สึกได้ถึงนัยยะที่เย้ยหยันมากกว่าเดิม
เขายกแก้วไวน์ขึ้นจิบ สายตาคมกริบไล่มองใบหน้าสวยหวานอย่างจาบจ้วง เขาพิจารณาตั้งแต่ดวงตากลมโตที่สั่นระริก จมูกรั้นเชิดนิดๆ ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ... ทุกอย่างบนใบหน้าเธอช่างดูไร้เดียงสาจนเขานึกสมเพชในใจ
'ถ้าคนตระกูลหยางรู้ว่าแก้วตาดวงใจมาตายน้ำตื้นที่นี่จะเป็นอย่างไร'
"คะ... ค่ะ เอ้ย ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ค่ะ"
มินตราแก้คำพูดตัวเองด้วยความประหม่า เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม
"พ่อเครียดเรื่อง... เรื่องหนี้สินมาก ท่านเลยให้ดิฉันนำเอกสารนี้มาให้คุณคินน์พิจารณาค่ะ"
เธอยื่นซองเอกสารให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา
คินน์รับซองนั้นไปวางบนโต๊ะกระจกตรงหน้า แต่เขากลับไม่ได้เปิดมันดูทันที นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหน้าซองเป็นจังหวะช้าๆ...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงนั้นดังก้องในความเงียบ กดดันหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น
"เธอรู้ไหมมินตรา... ว่าในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ"
คินน์เอ่ยเสียงเรียบ โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยจนมินตราได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ "หนี้ห้าสิบล้าน... แลกกับลายเซ็นแกร๊กเดียว มันดูง่ายไปหน่อยไหม?"
"ตะ...แต่คุณพ่อบอกว่าคุยกับเลขาของคุณแล้ว..."
ใบหน้าหวานเริ่มซีดเผือด
"ท่านบอกว่าทางคุณยอมประนอมหนี้..."
"เลขาฉันคงลืมบอกไปข้อนึง"
คินน์แสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ขนแขนเธอลุกชัน
"ว่าข้อตกลงของเราไม่ใช่การประนอมหนี้... แต่เป็นการ ชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่มีมูลค่าเทียบเท่าต่างหาก"
"ทรัพย์สิน?"
มินตราทวนคำอย่างงุนงง
"แต่บ้านของเราติดจำนอง... รถพ่อก็ขายไปแล้ว เราไม่มี..."
"มีสิ"
เสียงห้าวห้วนทรงพลังดังแทรกขึ้นจากมุมมืดด้านหลังห้อง มินตราสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของ 'เบลซ' เดินออกมาจากเงามืด รอยสักรูปเปลวไฟที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตและกล้ามเนื้อที่อัดแน่นภายใต้เสื้อผ้าทำให้เขาดูอันตรายเหมือนสัตว์ป่าที่หลุดจากกรง
"ทรัพย์สินที่ว่า... ก็นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ตรงนี้ไง" เบลซหัวเราะในลำคอ สายตาโลมเลียกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย
"สวย สมราคาคุยจริงๆ"
"คุณหมายความว่ายังไงคะ?"
มินตราถอยกรูดจนหลังพิงพนักเก้าอี้
"เปิดอ่านดูสิครับ... จะได้หายโง่สักที"
เสียงที่สามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ โซล ที่เดินออกมาจากห้องย่อยด้านข้าง ในมือถือมีดผ่าตัดเล่มเล็กที่เขาใช้หมุนเล่นระหว่างนิ้วอย่างคล่องแคล่ว ท่าทีเย็นชาและสายตาที่มองเธอเหมือนมอง ตัวอย่างทดลอง ทำให้มินตรารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก
คินน์เลื่อนซองเอกสารกลับไปตรงหน้าเธอช้าๆ
"อ่านสิมินตรา... อ่านให้เต็มตาว่าพ่อที่แสนดีของเธอ ขาย เธอให้พวกฉันในราคาเท่าไหร่"
มินตรามือสั่นระริกขณะหยิบซองขึ้นมาเปิด หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เมื่อดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมา... ตัวหนังสือสีดำคมชัดก็กระแทกเข้าตาเธอเต็มๆ
...สัญญาโอนกรรมสิทธิ์... ข้าพเจ้า นายชัย ยินยอมมอบบุตรสาว นางสาวมินตรา ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มเดวิลส์เดน เพื่อชำระหนี้สินจำนวน 50 ล้านบาท โดยไม่มีเงื่อนไขและข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น... ลงชื่อ นายชัย (ผู้ขาย)
โลกทั้งใบของมินตราหมุนคว้าง เหมือนพื้นห้องถล่มลงไปต่อหน้าต่อตา กระดาษแผ่นบางร่วงหลุดจากมือปลิวลงพื้นเหมือนใบไม้แห้ง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาทันที
"ไม่จริง... พ่อไม่ทำแบบนี้... ฮึก... พ่อรักมิน..."
"รักเหรอ?"
เบลซแค่นหัวเราะ เดินอ้อมมายืนซ้อนหลังเก้าอี้เธอ ก้มลงกระซิบที่ข้างหูจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอ
"ถ้ามันรักเธอจริง มันคงไม่ส่งเนื้อสดๆ มาเข้าปากเสือถึงที่นี่หรอกสาวน้อย มันขายเธอทิ้งแล้ว... ขายขาดซะด้วย"
"ไม่! ฉันจะกลับบ้าน"
สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เธอหนี มินตราลุกพรวดขึ้นเพื่อจะวิ่งไปที่ประตู แต่เบลซไวกว่าหลายเท่า มือหนาเหมือนคีมเหล็กคว้าเข้าที่ต้นแขนบอบบางแล้วกระชากกลับมาอย่างแรง จนตัวเธอลอยหวือไปกระแทกกับอกกว้างอันแข็งแกร่งของเขา
"จะรีบไปไหน"
เบลซตะคอกใส่หน้า แรงบีบที่ต้นแขนทำให้เธอเจ็บจนหน้าเบ้
"งานของมึงยังไม่ทันเริ่มเลยนะ!"
"ปล่อยนะ! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
มินตราดิ้นรนสุดชีวิต เล็บคมข่วนไปสะเปะสะปะโดนแขนเบลซจนเกิดรอยแดง แต่เขากลับไม่สะทกสะท้าน ยิ่งเธอดิ้น เขายิ่งรัดแน่นขึ้น
เบลซจ้องมองมินตราในอ้อมแขนด้วยสายตาที่อ่านยาก เขาไล่มองผิวพรรณที่ขาวผ่องไร้รอยขีดข่วน แขนขาที่ครบสมบูรณ์ทุกประการ ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดซ้อนทับขึ้นมา... ภาพ เด็กชายตัวเล็กๆ ที่ร่างกายบิดเบี้ยว ขาข้างซ้ายลีบงอจนเดินไม่ได้ ต้องคลานไปกับพื้นสกปรกๆ
เบลซขบกรามแน่น ความอิจฉาริษยาและความแค้นพุ่งขึ้นมาจุกอก
"สมบูรณ์แบบ..."
เขาพึมพำเสียงเหี้ยม ไล่นิ้วโป้งหยาบกร้านไปตามเรียวแขนของเธออย่างรุนแรงจนเกิดรอยแดง
"แขนขาครบ... เดินเหินได้ปกติ... ผิวพรรณผู้ดีไม่มีรอยแผลเป็นแม้แต่นิดเดียว"
มินตราตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เธอไม่เข้าใจความหมายในแววตาอาฆาตมาดร้ายคู่นั้น
"ในขณะที่ คนอื่น ต้องเกิดมาเป็นขยะ... ถูกโยนทิ้งเพราะแค่ร่างกายบิดเบี้ยว..."
เบลซกดเสียงต่ำ ดวงตาแดงก่ำ
"แต่ตระกูลเธอ... กลับได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของพวกมัน"
"คะ... คุณพูดเรื่องอะไร..."
มินตราถามเสียงสั่น
"หุบปาก!"
เบลซตะคอก กระชากแขนเธอแรงขึ้นอีก
"เก็บเสียงไว้ร้องตอนชดใช้กรรมเถอะ"
"ใช่เก็บเสียงไว้ร้องทีหลังดีกว่ามั้งครับ" โซลเดินเข้ามาใกล้ ใช้นิ้วเรียวเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตา "โครงหน้าสวย... ผิวพรรณดีมาก ไม่มีตำหนิเลยยกเว้น..."
โซลชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นไรผมที่ปกปิดต้นคออยู่ เขาทำท่าจะเอื้อมมือไปแหวกผมดู รอยตรา นั้นให้ชัดกับตา แต่คินน์กระแอมไอขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
"พอได้แล้ว"
คินน์ลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะทำงานมายืนตรงหน้ามินตราที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมแขนของเบลซ เขามองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา... มันคือความเกลียดชังที่ผสมปนเปไปกับความต้องการครอบครอง
"พาตัวไปที่ห้องรับรอง... ให้แม่บ้านจัดการให้เรียบร้อย"
คินน์ออกคำสั่งเสียงเข้มดุจประกาศิต "คืนนี้ฉันจะ ตรวจรับ สินค้าด้วยตัวเอง"
"รับทราบครับบอส" เบลซยิ้มเหี้ยม ก่อนจะรวบตัวมินตราขึ้นพาดบ่าเหมือนแบกกระสอบทรายอย่างง่ายดาย
"กรี๊ดดด! ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน! ฮืออออ พ่อจ๋าช่วยมินด้วย!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนของมินตราค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับประตูห้องที่ปิดลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในห้องทำงานหรู
คินน์เดินกลับไปหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้วในรวดเดียว นัยน์ตาคมกริบมองไปยังเก้าอี้ว่างเปล่าที่เธอเพิ่งนั่งเมื่อครู่
"ร้องเรียกพ่อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกมินตรา..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า แววตาฉายแววอำมหิต
"เพราะต่อให้ปู่ของเธอขนคนมาทั้งกองทัพ... ก็ไม่มีทางพาเธอกลับออกไปจากนรกขุมนี้ได้"
ณ ห้องเช่าซอมซ่อในสลัม เวลา 00:45 น. (15 นาทีก่อนการหนี)
สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ชัยวิ่งฝ่าพายุฝนกลับเข้ามาที่หน้าห้องเช่าด้วยสภาพเปียกปอน
แต่ใบหน้าของเขากลับเปื้อนรอยยิ้มแห่งความโลภ เขารีบไขกุญแจมือไม้สั่น ผลักประตูเข้าไปในห้องเพื่อ ลบตัวตนของลูกสาวทิ้งให้สิ้นซาก
"ต้องรีบ... ต้องรีบก่อนที่ใครจะสงสัย"
ชัยพึมพำกับตัวเอง เขาตรงดิ่งไปที่มุมห้อง คว้ากระเป๋านักศึกษาของมินตรามาเทกระจาดลงบนพื้น
ข้าวของเครื่องใช้กระจายเกลื่อน... สมุดจด หนังสือเรียน และเอกสารสำคัญที่มินตราหวงแหน มือหยาบกร้านหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา จดหมายตอบรับเข้าฝึกงานจากบริษัทเอเจนซี่ชื่อดัง
"หึ... ฝึกงานงั้นเหรอ?"
ชัยแสยะยิ้มเหยียดหยาม ก่อนจะฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"แกไม่ต้องใช้มันแล้วนังหนู...งานใหม่ที่พ่อหาให้ สบายกว่ากันเยอะ"
เขาขยำเศษกระดาษเหล่านั้นปาลงถังขยะ จากนั้นก็หันไปกระชาก ชุดนักศึกษาสีขาวสะอาด ที่แขวนรีดเรียบร้อยเตรียมใส่วันพรุ่งนี้ออกมาจากตู้
ชัยมองมันด้วยสายตาไร้ค่า ก่อนจะยัดมันลงไปในถุงดำรวมกับขยะอื่นๆ
"ลาก่อนนะ ลูกสาว
ชัยหัวเราะในลำคออย่างบ้าคลั่ง เขากวาดทุกอย่างที่ระบุตัวตนของมินตราลงถุงดำจนเกลี้ยงห้อง บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย... ทุกอย่างถูกเก็บกวาดเรียบ
ชัยปาดเหงื่อที่หน้าผาก ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางห้องที่รกรุงรังอย่างคนหมดแรงแต่สุขสม
มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นสำคัญที่สุดออกมาเช็คเงินสดใบสำคัญที่ได้รับมาจากโซล ดวงตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความเครียดบัดนี้เป็นประกายวาววับเมื่อจ้องมองตัวเลขเจ็ดหลักบนกระดาษ
"ห้าล้าน... เงินสดๆ ห้าล้านบาท"
ชัยจูบกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ หนี้สินห้าสิบล้านหายวับไปกับตา แถมยังมีเงินก้อนโตให้ไปตั้งตัวใหม่... ชีวิตใหม่ที่ไม่มีภาระผูกพัน
เมื่อมั่นใจว่าในห้องไม่เหลือหลักฐานอะไรเกี่ยวกับมินตราอีกแล้ว ชัยก็รีบหันไปเก็บเสื้อผ้าของตัวเองยัดใส่กระเป๋าเป้ ด้วยความเร่งรีบและมัวเมากับเช็คเงินสดในกระเป๋าเสื้อ ทำให้เขาลืมสังเกตไปอย่างมหันต์ว่า...
ที่ราวตากผ้าไม้ไผ่ หน้าประตูห้องท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด เสื้อยูนิฟอร์มพนักงาน 7-Elevenปักป้ายชื่อมินตรายังคงแขวนตากลมอยู่ตรงนั้น...
หลักฐานชิ้นสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่รอดพ้นสายตาของเขาไป และกำลังจะเป็นกุญแจสำคัญให้ใครบางคนตามมาเจอ
สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่สำหรับ ชัย แล้ว เสียงฟ้าร้องในคืนนี้กลับฟังดูไพเราะราวกับเสียงดนตรีสวรรค์
ขณะที่เก็บของอยู่นั้น มือของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับ โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า ที่ซ่อนอยู่ใต้กองเสื้อผ้า... เครื่องที่เขาใช้ติดต่อกับ คนๆ เดียวมาตลอดยี่สิบปี
ชัยหยุดชะงัก มองหน้าจอที่ดับสนิทด้วยความลังเล
เขาควรโทรรายงานไหม? บอกว่าเกิดอะไรขึ้น?
แต่ถ้าบอกไป... เงินก้อนนี้อาจถูกริบคืน หรือแย่กว่านั้น เขาอาจถูก จัดการ เพราะทำเรื่องโดยพลการ
"ช่างแม่งเถอะ..."
ชัยตัดสินใจโยนโทรศัพท์เครื่องนั้นลงถุงดำอย่างไม่ไยดี
"ยี่สิบปีที่กูเป็นหมาเฝ้าบ้านให้มึงก็มากพอแล้ว ถึงเวลาที่กูจะใช้ชีวิตของกูเองสักที"
สายตาของเขาเหลือบไปเห็น กรอบรูปเก่าๆ บนหัวนอน...เป็นรูปถ่ายของมินตราตอนเด็กที่ยิ้มกว้างอยู่ในอ้อมแขนของแม่... หญิงสาวชาวไทยผู้เป็นลูกสะใภ้ตระกูลหยาง ผู้ที่เขาเป็นคนขับรถพาไปสู่ความตายในคืนนั้น
ความทรงจำของคืนฝนตกเมื่อยี่สิบปีก่อนแวบเข้ามาในหัว... เสียงกรีดร้อง เสียงเหล็กบิดงอ กลิ่นน้ำมันและควันไฟ... และร่างเล็กๆ ที่เขาฉวยออกมาจากซากรถก่อนที่มันจะระเบิด
ชัยชะงักไปครู่หนึ่ง... ความรู้สึกผิดวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในอก
แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที มันก็ถูกความเห็นแก่ตัวถีบกระเด็นออกไป
"อย่าโทษพ่อเลยนะนังหนู..."
ชัยพึมพำพลางหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดูเป็นครั้งสุดท้าย
"เอ็งเกิดมาเป็นลูกคุณหนู แต่ดวงซวยมาตกอยู่ในมือข้า... ถือว่าเอ็งได้ชดใช้ที่ข้าเลี้ยงมายี่สิบปีก็แล้วกัน"
เพล้ง!
ชัยโยนกรอบรูปลงถังขยะอย่างไม่ไยดี เศษกระจกแตกกระจายเหมือนความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก
เขาสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นบ่า หยิบถุงดำที่เก็บทุกอย่างของลูกสาวที่เขามองว่าเป็นขยะ เดินไปที่ประตูห้องแล้วหยุดมองห้องเช่ารูหนูแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
"ลาก่อนชีวิตเฮงซวย... ลาก่อนกรุงเทพฯ"
ชัยแสยะยิ้ม ก้าวเท้าออกจากห้องไปท่ามกลางความมืด ฝ่าสายฝนไปที่ปากซอยทิ้งถุงดำใบใหญ่รวมกับถุงดำที่กองรวมกันไว้เพื่อรอรถขยะมาเก็บ แล้วเรียกแท็กซี่ จุดหมายปลายทางคือสถานีขนส่งหมอชิต... ตีตั๋วเที่ยวแรกสุดมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย
ที่นั่น... ใกล้ชายแดน ใกล้บ่อนกาสิโนฝั่งเพื่อนบ้าน และไกลพอที่จะหนีจากเงาของอดีต ทั้งจากพวก Devil's Den และจาก นายใหญ่ ที่เขาทรยศในคืนนี้
ชัยก้าวขึ้นรถแท็กซี่ด้วยหัวใจที่พองโต โดยไม่รู้เลยว่า... เงินก้อนนี้ไม่ใช่ ตัวสู่อิสรภาพ อย่างที่เขาคิด
แต่มันคือ เงินค่าทำศพล่วงหน้า...ที่มัจจุราชมอบให้ก่อนจะตามไปเอาคืนในวันที่เขาหมดประโยชน์
ณ ชุมชนสลัมคลองเตย — เวลา 02:30 น.
รถตู้สีดำแล่นฝ่าสายฝนเข้ามาจอดเทียบที่ปากซอยแคบๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำขัง จาง ก้าวลงมาจากรถพร้อมร่มกันฝนในมือ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดและร้อนรน
"แน่ใจนะว่าเป็นหลังนี้?"
เขาถามลูกน้อง
"ครับหัวหน้า พิกัด GPS จากแอปฯ เงินกู้ที่นายชัยส่งมา ระบุว่าเป็นบ้านเลขที่นี้ครับ"
จางพยักหน้า เดินนำลุยน้ำเน่าเข้าไปจนสุดซอย หยุดยืนหน้าบ้านไม้สภาพทรุดโทรม
"คุณชัย! เปิดประตูครับ!"
จางตะโกนแข่งกับเสียงฝน เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับ
ปัง! จางตัดสินใจถีบประตูไม้ผุๆ เข้าไปทันที สภาพภายในห้องว่างเปล่า ข้าวของกระจัดกระจายเหมือนเพิ่งถูกรื้อค้น เสื้อผ้าบางส่วนหายไป แต่สิ่งที่ทำให้จางใจหายวาบคือ กรอบรูปถ่าย ที่แตกกระจายอยู่บนพื้น... รูปของมินตราในวัยเด็กที่ถ่ายคู่กับแม่
"มาช้าไป..."
จางก้มลงหยิบรูปนั้นขึ้นมา มือสั่นเทาด้วยความเจ็บใจ
"มันหนีไปแล้ว"
"หัวหน้าครับ! ดูนี่!"
ลูกน้องชี้ไปที่ราวตากผ้า จางหันไปมอง เห็น เสื้อยูนิฟอร์มพนักงาน 7-Eleven แขวนทิ้งไว้ ป้ายชื่อบนเสื้อเขียนว่า มินตรา
"เธอทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ..." จางพึมพำ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
"ไปดูร้านเซเว่นที่ใกล้ที่สุดหน้าปากซอย เร็ว"
ณ ร้าน 7-Eleven สาขาปากซอย — เวลา 02:45 น.
จางเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด วางรูปถ่ายมินตราลงตรงหน้าพนักงานชาย "ขอโทษครับ ผมเป็นญาติของมินตรา เธอทำงานที่นี่ใช่ไหมครับ?"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น ป้ายชื่อเขียนว่า นนท์ - ผู้จัดการ
"อ๋อ น้องมิน... ใช่ครับ เธอทำงานที่นี่"
นนท์ยิ้มรับ
"แต่วันนี้เป็น วันหยุด ของน้องเขานะครับ คุณน้ามีธุระด่วนเหรอครับ?"
"วันหยุด?"
จางขมวดคิ้ว
"แล้วเมื่อคืนเธอมาทำงานไหมครับ? หรือมีท่าทีอะไรแปลกไปไหม?"
นนท์ทำท่านึกย้อน
"เมื่อคืนน้องก็มาเข้ากะปกตินะครับ... ดูอารมณ์ดีกว่าปกติด้วยซ้ำ"
นนท์ยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงบทสนทนาเมื่อคืน
"น้องมินมาอวดผมใหญ่เลยครับว่า เธอกำลังจะได้ไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง เธอดูตื่นเต้นมาก บอกว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้หาเงินมาช่วยพ่อ เห็นว่าจะเริ่มงานเร็วๆ นี้แหละครับ"
"ฝึกงาน?"
จางทวนคำ หัวใจกระตุกวูบ
"เธอบอกไหมครับว่าบริษัทอะไร?"
"ไม่ได้บอกชื่อครับ บอกแค่ว่าเป็นบริษัทใหญ่ ค่าตอบแทนดี"
นนท์เกาหัวแกรกๆ
"ผมก็ยินดีกับน้องไป คิดว่าน้องคงได้งานดีๆ ทำแล้ว... มีอะไรหรือเปล่าครับ หน้าคุณดูซีดๆ"
จางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ...
ฝึกงานที่ไหน? ไอ้ชัยตอนนี้มันอยู่ไหน?
สิ่งที่เขารู้จากข้อมูลที่ได้มาชัยเป็นหนี้ท่วมหัวหลายแห่ง ลูกสาวต้องทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ให้พ่อเลวเลวๆ
"แล้ว... พ่อของเธอละครับ?"
จางถามต่อเสียงเครียด
"อ๋อ นายชัย... เมื่อช่วงหัวค่ำแกก็เพิ่งวิ่งหน้าตื่นมาที่นี่ครับ"
นนท์ชี้ไปทางหน้าร้าน
"แกมาถามหาน้องมิน พอรู้ว่าน้องหยุด แกก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านเลย ท่าทางดูร้อนรนแปลกๆ"
จางเข้าใจสถานการณ์ทันที... ชัยกลับไปหามินตราที่บ้านแล้วทั้งคู่หายไป แต่ปัญหาคือ... หายไปไหนทั้งคู่ตอนกลางคืน
"ขอบคุณมากครับ..."
จางตอบเสียงเรียบ พยายามข่มความโกรธ
"ถ้ามินตราติดต่อมา รบกวนโทรหาผมเบอร์นี้นะครับ"
เขาวางนามบัตรทิ้งไว้ แล้วรีบเดินออกจากร้าน
"หัวหน้าครับ?"
ลูกน้องถามขณะเดินตามมาที่รถ
"ทางตัน..."
จางกัดฟันกรอด
"เราไม่รู้ว่าบริษัทที่มันอ้างคือที่ไหน"
"แต่ที่แน่ๆ... มินตราถูกพาตัวไปแล้ว"
จางเงยหน้ามองสายฝน สาบานกับตัวเองในใจ
"ฉันจะพลิกแผ่นดินหา... ต่อให้ต้องรื้อกรุงเทพฯ ทั้งเมือง ฉันก็ต้องรู้ให้ได้ว่าไอ้ชัยมันพามินตราไปไหน"