บทที่ 1: หนี้ชีวิต
เสียงสายฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว กระทบหลังคาสังกะสีผุพังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คล้ายเสียงกรีดร้องของคนจนตรอกที่แข่งกับเสียงฟ้าผ่า
ภายในห้องเช่าเท่ารูหนู กลิ่นอับชื้นของเชื้อราผสมกับกลิ่นน้ำขังโชยแตะจมูก มินตรา นั่งขดตัวอยู่บนฟูกเก่าที่มีรอยด่างดวง แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ สาดส่องลงบนเหรียญและธนบัตรใบย่อยที่เธอกำลังนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สามร้อย... สี่ร้อยห้าสิบ... โธ่เว้ย! ยังขาดอีกตั้งเยอะ”
หญิงสาวสบถเบาๆ ด้วยความอัดอั้น ใบหน้าสวยหวานที่มักจะซ่อนความทุกข์ไว้ใต้รอยยิ้มบัดนี้หมองหม่นจนน่าใจหาย เธอรวบผมยาวสลวยขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงที่ขาวผ่องตัดกับผนังห้องซอมซ่อ ดวงตากลมโตจ้องมองปฏิทินแขวนผนังที่มีกากบาทสีแดงตัวใหญ่ทับวันที่สิ้นเดือน... วันเส้นตาย
พรุ่งนี้คือวันครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบก้อนโตที่พ่อของเธอไปก่อไว้... อีกแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูไม้แทบพังทำให้มินตราสะดุ้งสุดตัว เหรียญในมือร่วงกราวลงพื้นกลิ้งระเนระนาด
“มิน! เปิดประตู! มิน... ช่วยพ่อด้วย!”
ทันทีที่ปลดกลอน ร่างท้วมของชัย ก็ถลาเข้ามาล้มลงแทบเท้า เลือดสดๆ ไหลอาบหน้าผากผสมกับน้ำฝน กลิ่นเหล้าหึ่งจนมินตราต้องเบือนหน้าหนี
“ถ้าคืนนี้พ่อไม่มีเงินไปคืน เสี่ยคินน์ พ่อตายแน่... มันขู่ว่าจะเอาพ่อไปโยนบ่อจระเข้! มันเอาจริงนะมิน!”
“เสี่ยคินน์...”
มินตราทวนชื่อนั้นด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก ชื่อของเจ้าพ่อมาเฟียผู้คุมอาณาจักร Devil's Den ชื่อที่เปรียบเสมือนมัจจุราชของคนในสลัมแห่งนี้
“แต่พ่อจ๊ะ... ไหนพ่อบอกว่าพ่อเคลียร์จบไปแล้วไง!”
มินตราตะโกนใส่พ่อเป็นครั้งแรก ความอดทนที่สั่งสมมาถึงขีดสุด
“เงินก้อนนั้น... เงินที่มินยืนขาแข็งเป็นพริตตี้งานมอเตอร์โชว์ทั้งอาทิตย์ มินเทให้พ่อหมดหน้าตักแล้ว พ่อบอกว่ามันจบแล้วไม่ใช่เหรอ”
ชัยหลบสายตาตัดพ้อของลูกสาว แสร้งทำเป็นบีบน้ำตาฟูมฟายหนักกว่าเดิม มือหยาบกร้านคว้าข้อเท้าลูกสาวไว้แน่น
“โธ่เอ๊ย! มินไม่รู้อะไร... เงินแค่นั้นมันแค่เศษเงินค่าดอกเบี้ยรายวันของพวกมัน!”
ชัยโกหกหน้าตายเพื่อเอาตัวรอด “เงินต้นมันยังอยู่ครบ แถมดอกเบี้ยมันวิ่งเร็วยิ่งกว่าจรวด... ตอนนี้พวกมันยื่นคำขาดแล้ว... มันจะฆ่าพ่อคืนนี้”
“แล้วจะให้มินทำยังไง... มินไม่มีแล้ว... ไม่เหลืออะไรให้ขายแล้วนะพ่อ!”
มินตราทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจจนเย็นเฉียบ
“มีทาง... มีทางรอดทางเดียว”
ชัยรีบละล่ำละลักพูด
“พ่อไปกราบกรานเลขาหน้าห้องเขามาแล้ว เขาบอกว่าเสี่ยคินน์ยอม ประนอมหนี้ ให้... เห็นแก่ที่พ่อเป็นลูกค้าเก่าแก่ แต่พ่อต้องส่งคนไปเซ็นเอกสารค้ำประกันเพิ่ม”
ชัยรีบล้วงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมายื่นให้เธอ ตราประทับครั่งสีแดงรูปหัวกะโหลกไขว้บนซองดูน่าสะพรึงกลัว
“ลูกแค่เอาเอกสารนี้ไปยื่นให้เสี่ยคินน์ แล้วเซ็นชื่อเป็นพยานรับทราบการประนอมหนี้แทนพ่อ... แค่นั้นหนี้สินทั้งหมดก็จะจบลงจริงๆ”
มินตรามองซองเอกสารในมือสลับกับสภาพดูไม่ได้ของพ่อ ความลังเลฉายชัดในแววตา
“เปิดดูได้ไหมพ่อ?”
“ไม่ได้!”
ชัยตวาดเสียงหลง ก่อนจะรีบปรับเสียงให้อ่อนลงเมื่อเห็นลูกสาวชะงัก
“เอ่อ... คือ เลขาเขาสั่งมาว่าห้ามเปิดก่อนถึงมือเสี่ยคินน์เด็ดขาด เดี๋ยวมันจะหาว่าเราแอบแก้ไขสัญญา แล้วเรื่องจะบานปลาย... ลูกไม่อยากให้พ่อตายใช่ไหม?”
“แล้วทำไมพ่อไม่ไปเอง...”
“พวกการ์ดหน้าประตูมันจำหน้าพ่อได้ ขืนพ่อโผล่หัวไปอีกมันกระทืบพ่อตายคาตีนแน่... มิน... มินต้องไปแทนพ่อ... ถือว่าพ่อขอนะลูก ครั้งสุดท้ายจริงๆ”
คำว่า ครั้งสุดท้าย เป็นเหมือนคำสาปที่มินตราได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ภาพพ่อที่เลือดท่วมตัวทำให้กำแพงในใจเธอพังทลายลงอีกครั้ง... ด้วยความรักและความกตัญญูที่ค้ำคอ
“ก็ได้จ้ะ... มินจะไป”
ชัยลอบยิ้มมุมปาก รีบผลักไสลูกสาวไปที่ตู้เสื้อผ้า “ดีมากลูกรักของพ่อ... ไปแต่งตัวสวยๆ นะ ใส่ชุดเดรสสีขาวที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วน่ะ ชุดนั้นมินใส่แล้วสวยที่สุด... ผู้ใหญ่เขาเห็นจะได้เอ็นดู รีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
มินตราพยักหน้าอย่างว่าง่าย เธอเดินเข้าไปในมุมห้องที่มีผ้าม่านกั้นเป็นตู้เสื้อผ้าชั่วคราว
มินตรายืนอยู่หน้ากระจกเงาเก่าๆ ที่มีรอยร้าวพาดผ่าน สะท้อนภาพหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องราวกับไข่มุก
'ชุดนี้... พ่อให้ตอนวันเกิดปีที่แล้ว'
เธอหมุนตัวดูเงาของตัวเองอย่างเศร้าสร้อย นึกถึงวันที่พ่อยื่นกล่องของขวัญให้ด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยาก วันนั้นพ่อบอกว่า
'ลูกสาวพ่อต้องสวยที่สุด'
มือบางยกขึ้นรวบผมยาวสลวยขึ้นเพื่อจะติดกิ๊บ แต่แล้วปลายนิ้วก็ชะงัก... เธอยกมือขึ้นลูบ ต้นคอ ตัวเองตามความเคยชิน... ตรงบริเวณที่มี ปานแดงรูปทรงประหลาด ที่ติดตัวมาตั้งแต่จำความได้ นิ้วเรียวลูบไล้ไปบนผิวที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย ลวดลายของมันดูวิจิตรบรรจงคล้ายตัวอักษรโบราณ หรือสัตว์ในตำนานบางชนิดที่ขดตัวอยู่
'ปานนี้... พ่อชัยบอกว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์...'
ภาพความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมา... ทุกครั้งที่เธอพยายามจะมัดผมโชว์ท้ายทอย พ่อชัยจะรีบเข้ามาห้ามด้วยท่าทีตื่นตระหนก
'ห้ามให้ใครเห็นนะมิน... ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่ามีมันอยู่'
พ่อเคยกำชับเสียงเครียด
'มันเป็นของสำคัญ... ถ้าใครเห็น เขาจะมาแย่งตัวมินไปจากพ่อ'
เธอไม่เคยถามว่าทำไมปานถึงมีรูปร่างแปลกตา ไม่เคยสงสัยว่าทำไมพ่อถึงต้องหวงห้ามขนาดนั้น เธอเชื่อแค่ว่าพ่อรักและหวังดี มินตราถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อยผมยาวสลวยลงมาปกปิดรอยนั้นไว้อย่างมิดชิดตามที่เคยทำมาตลอดชีวิต
หารู้ไม่ว่า... ถ้าเธอรู้ว่า ปาน นั้นคือสัญลักษณ์ของอะไร... ถ้าเธอรู้ว่าลายเส้นสีแดงชาดที่สลักอยู่บนผิวเธอนั้น มีค่ามากกว่าชีวิตคนนับพัน... และถ้าเธอรู้ว่ามันกำลังจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอไปตลอดกาล...
เธอคงไม่กล้าก้าวเท้าออกจากห้องนี้... และคงเลือกที่จะหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
มินตราตรวจดูความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกมาหาพ่อ พร้อมซองเอกสารเจ้าปัญหาในมือ
ลับหลังลูกสาว รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของชัยก็มลายหายไปเหลือเพียงความโลภและความเห็นแก่ตัว
“ขอโทษนะมิน... แต่พ่อจำเป็นจริงๆ”
ชัยพึมพำกับตัวเอง พลางเช็ดเลือดที่หน้าผาก
เขามองตามหลังลูกสาวที่เดินฝ่าสายฝนออกไป... มินตราสวยงามไร้ที่ติ ผิวพรรณผุดผ่องราวกับไม่ใช่คนในสลัม นั่นเพราะเขาเลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหินตามคำสั่งของ คนทางนั้น แต่เงินค่าเลี้ยงดูรายเดือนที่โอนมาจากเมืองนอก... มันไม่เคยพอสำหรับความโลภในบ่อนพนันของเขา
“ช่วยไม่ได้นะ... เงินทางนู้นมันช้าไม่ทันใจ”
ชัยแสยะยิ้มกับความมืด
“กว่า คนทางนั้น จะรู้ว่าแกหายไป... ป่านนี้ฉันคงหอบเงินเสี่ยคินน์หนีไปเสวยสุขที่อื่นแล้ว... คนอยู่เมืองนอกจะมารู้เรื่องอะไรแถวนี้”
เขาตัดสินใจหักหลัง นายจ้างปริศนา เพราะมั่นใจว่าตัวเองฉลาดพอที่จะหนีรอด โดยไม่รู้เลยว่า... เขากำลังจุดไฟเผาตัวเอง
เวลา 23.30 น. ณ Devil's Den
ท่ามกลางแสงสีศิวิไลซ์ใจกลางเมืองหลวง ตึกสูงเสียดฟ้าที่เป็นที่ตั้งของคาสิโนและคลับหรูตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการแห่งความบาป มันดูดกลืนผู้คนเข้าไปและคายออกมาเพียงความว่างเปล่า
แท็กซี่คันเก่าจอดเทียบหน้าทางเข้าอันโอ่อ่า มินตราก้าวลงจากรถด้วยขาสั่นเทา ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่เธอสวมใส่ขับเน้นให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยคนอื่นๆ ราวกับดอกลิลลี่สีขาวที่หลงเข้ามาในดงดอกไม้พิษ
“มาติดต่อใคร?”
การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำขวางทางเธอไว้ สายตาหยาบโลนกวาดมองเรือนร่างภายใต้ชุดกระโปรงบางเบาอย่างจาบจ้วงจนมินตราต้องยกซองเอกสารขึ้นมาบังกาย
“เอ่อ... มาพบคุณคินน์ค่ะ”
เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“คุณชัย... ให้เอาเอกสารมาส่ง”
ทันทีที่ได้ยินชื่อชัย การ์ดสองคนหันมองหน้ากัน ก่อนจะแสยะยิ้มที่มีนัยยะแอบแฝง
“อ้อ...ของฝาก จากตาแก่นั่นเองเหรอ”
หนึ่งในการ์ดพูดพลางกดหูฟังวิทยุสื่อสาร สายตายังคงจับจ้องที่เรียวขาของเธอ
“สินค้ามาถึงแล้วสภาพสมบูรณ์ สวยกว่าในรูปเยอะเลยครับ”
มินตราขมวดคิ้ว คำว่า สินค้า กระแทกใจเธออย่างจัง ความสังหรณ์ใจบางอย่างกรีดร้องเตือนให้เธอหันหลังกลับ แต่ขาของเธอกลับก้าวไม่ออกเมื่อการ์ดผายมือเชิญด้วยท่าทีคุกคาม
“เชิญครับ... ชั้นบนสุด ลิฟต์ส่วนตัวด้านขวา ท่านรออยู่”
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าก้าวเท้าเดินผ่านประตูบานใหญ่สีทองอร่ามเข้าไป
เสียงประตูปิดลงดังสนั่น... ราวกับเสียงกรงขังที่ถูกล็อกตาย วินาทีนั้นมินตราไม่รู้ตัวเลยว่า อิสรภาพของเธอได้ถูกพรากไปตลอดกาล... และสิ่งที่รอเธออยู่ข้างบน ไม่ใช่การเจรจาหนี้สิน แต่เป็น นรกขุมที่ลึกที่สุด