@สนามแข่งรถ
“มึงไปไหนมาวะ”
ฝีเท้าถูกเบรกกะทันหันจนฝุ่นตลบ เมื่อได้ยินเสียงเจ้าของสนามที่ดังมาจากด้านหลัง ผมหยุดยืนหายใจหอบ ด้วยความที่เร่งสปีดสุดชีวิต หวังให้ทันเข้าไปเปลี่ยนตัวกับไอ้หมอไวน์ที่นั่งอยู่ในซูเปอร์คาร์สีดำแต่งเต็มชุด กำลังพุ่งตัวออกจากจุดสตาร์
แต่ช้าไปแค่ครึ่งนาทีและไม่ใช่ว่าผมกะเวลาผิด มันเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามเลื่อนเวลาเร็วขึ้นต่างหาก
“แม่งเอ๊ย!!” ผมเตะเศษดินทรายกระจายฟุ้งทั่วบริเวณขณะสบถ ไม่ใช่ว่าผมไม่มั่นใจฝีมือผู้ลงแข่งแทนอย่างไอ้หมอไวน์ แต่การดวลความเร็วในสนาม ถ้ามีเปลี่ยนตัวด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะ มันก็ไม่ต่างกันเพราะถือว่าผิดกติกา ฝ่ายที่ทำผิดจะต้องเสียทุกอย่างในการเดิมพัน และคนอย่างไอ้วาโยก็ไม่ยอมให้สนามโล่งอีกเหมือนกัน
เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่รถ…
“โทษทีว่ะ” ผมบอกเสียงป่นหอบ หลังจากที่ไอ้วาโยเดินมาหยุดขนาบข้าง ส่วนไอ้พวกที่เหลือก็พากันไปอออยู่ข้างสนามกันหมด
“มึงนี่แม่ง…” มันกดเสียงต่ำก่อนจะส่ายหน้าไปมา สายตาเลื่อนมองตามรถสองคันที่แล่นสูสีกันในสนาม ผมรู้ว่ามันเสียดาย การเสียรถไปฟรีๆ หนึ่งคันไม่ใช่เรื่องตลก
“กูเอามาคืนให้มึงได้แน่ แต่ไม่ใช่วันนี้” ผมว่าพลางยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนรักและวางพาดไว้แบบนั้น
“ว่าแต่มึงไปไหนมา”
“ก็ไปเอามือถือเนี่ยแหละ แต่เกิดเรื่องนิดหน่อย” ผมตอบ ทั้งที่สายตายังจ้องตามรถไอ้หมอไวน์ไม่วางตา
“สำคัญขนาด ทำให้มึงทิ้งการแข่ง?” มันเอียงคอถามพลางหรี่ตาจับผิด
“ไม่ต้องรู้สักเรื่องเหอะ” ผมผลักหัวมันออกห่างด้วยความหมั่นไส้
“เดี๋ยวนะ...” มันทักท้วงเหมือนนึกอะไรได้พลางไล่มองร่างกายท่อนบนของผมและพูดต่อ “แจ็คเก็ตตัวนี้ กูจำได้ว่ามึงให้น้องคนนั้นยืมไปนิ เพลินตาใช่ไหม…มึงไปเอามาตอนไหน หรือว่า…”
“ขี้เสือกจังล่ะ” ผมขัดจังหวะในตอนที่แววตามันแสดงออกชัดเจนว่าคิดอะไรอยู่ ผมกับไอ้วาโยไม่ใช่ว่าเพิ่งเป็นเพื่อนกัน แต่เป็นมานานมาก…มากจนแค่อ้าปากก็เห็นลงไปถึงลำไส้ใหญ่
และดูเหมือนมันจะลืมเรื่องเสียรถคันโปรดไปสนิท
“ถ้าไปเอาแค่เสื้อไม่น่าจะนานขนาดนี้นะ”
“กูไม่ได้จังไรเหมือนมึง”
ไม่นานการแข่งจบลงด้วยชัยชนะแต่ไร้ซึ่งความดีใจ ไอ้วาโย ไอ้หมอไวน์และผมก็พากันกลับขึ้นมานั่งดื่มต่อด้านบน ห้องที่เจ้าของสนามสร้างขึ้นเพื่อการรวมกลุ่มด้วยเฉพาะ ผนังถูกทำด้วยกระจกใสสองด้านเพื่อชมการแข่งในสนามได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อปีก่อน ห้องนี้จะอัดแน่นไปด้วยหนุ่มโสดถึงเจ็ดคน แต่ตอนนี้เหลือแค่ผมกับไอ้หมอเวรที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นแล้ว ที่ยังโสด...
“ถ้ากูเป็นปลากัด กูท้องแล้วนะ” ผมเหลือกตามองไอ้คนที่ถูกเอ่ยถึงในความคิดก่อนหน้า เพราะมันเอาแต่จ้องหน้าจับผิดผมตั้งแต่ขึ้นมาจนเหล้าหมดไปเกินครึ่งกลม มือถือถูกกดล็อกและวางลงบนโต๊ะ สลับเปลี่ยนเป็นหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาแทน
“ถามจริง มึงกะน้องเพลินนี่ยังไง” ไอ้หมอยิงเข้าประเด็นแบบไม่อ้อมค้อมเพราะมันรอจังหวะและโอกาสอยู่นานแล้ว
“ยังไง?” ผมทำเป็นไม่เข้าใจที่มันถาม พลางเคาะบุหรี่ออกมาจุดสูบ
“ไม่ต้องทำเป็นโง่ได้ปะ ถึงหน้ามึงจะโง่ก็เหอะ”
“....” ไอ้หมอชั่ว ผมด่ามันในใจพร้อมตวัดตามองอย่างคาดโทษ ความจริงอยากด่าออกมาโต้งๆ เลยแต่ปากไม่ว่าง
“กูเป็นเพื่อนมึงมาตั้งกี่ปี” มันถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมคีบสิ่งเสพติดถูกกฎหมายออกจากปาก
“สิบปีได้มั่ง”
“ไอ้สัส! กูไม่ได้ถาม รู้จักไหมเปรียบเปรยอะ”
“ไม่ต้องมาเสือกเรื่องของกู ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ต้องมายัดเยียด” มันขึ้นได้ ผมก็ขึ้นได้ และเป็นที่รู้กันว่าถ้าประโยคยาวหลุดออกจากปากผม นั่นคืออารมณ์เริ่มพุ่งสู่จุดเดือด ไอ้หมอไวน์เงียบ แต่กลายเป็นไอ้วาโยที่เริ่มพูดต่อ
“ไม่ลองเปิดใจหน่อยล่ะ การมีความรักมันก็ไม่ได้แย่”
“นั่นมันมึง สำหรับกูไม่มี” ผมเถียงพลางแสยะยิ้มให้กับความรักไร้สาระที่แม่งพูดถึง
“หมายถึงอะไร ความรักหรือหัวใจ” ไอ้หมอไวน์กลับมามีปากมีเสียงอีกครั้ง
“ทั้งสอง” ผมเหล่มองไอ้สองเพื่อนรักที่เข้าขากันอย่างดีเพื่อรุมโจมตีผมในศึกครั้งนี้ มันหันมองหน้ากันชั่วขณะก่อนที่ไอ้หมอไวน์จะถอนหายใจแรงออกมาหนึ่งครั้ง
“มึงมีหัวใจนะเพื่อน แค่มันไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่ามึงมีความรักไม่ได้”
ผมชะงัก…ไม่คิดว่ามันจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา จริงที่ผมเกิดมาพร้อมกับหัวใจที่พิเศษกว่าคนอื่น
แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ผมสูญเสียทั้งครอบครัว ความรัก ความอบอุ่น เรียกง่ายๆ ว่าสูญเสียทุกอย่างที่ผมมีในชีวิตไป หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยคิดว่ามีมันอยู่ในร่างกายอีกเลย ถึงมันจะยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่แต่ผมก็ไม่เห็นความสำคัญของมันสักนิด อีกอย่างผมไม่ได้อยากให้ใครพูดถึงเรื่องนี้อีก
ผมเร่งอัดความเย็นของนิโคตินเข้าปอดต่อเนื่องจนหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว
“มึงอยากตาย?” ผมกดเสียงต่ำ ขบกรามแน่นพร้อมกับบดขยี้ก้นบุหรี่ในที่เขี่ยตรงหน้าพลางพ่นควันใส่หน้าไอ้สองตัวนั่น
“จบด้วยการเกรี้ยวกราดตลอด ไอ้ห่านิ” ไอ้วาโยบ่นไปพลาง ยกมือปัดกลุ่มควันตรงหน้าไปพลาง เพราะมันเป็นคนแรกของกลุ่มที่เลิกได้แบบหักดิบ จากความรักในทุ่งลาเวนเดอร์ที่เพิ่งยกตัวอย่างให้ผมฟังนั่นแหละ
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วห้องหลังจากสิ้นเสียงไอ้วาโย แก้วเหล้าถูกยกขึ้นกรอกปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลมหายใจถูกพ่นยาวผ่านปลายจมูกขณะควบคุมอารมณ์ให้กลับมาอยู่ในโหมดปกติ
“แต่กูยังมีอีกเรื่อง” ไอ้หมอเริ่มประเด็นใหม่อีกครั้งหลังจากทิ้งให้ผมอยู่กับความเงียบพักใหญ่
“....” ผมเหลือกตามองหน้ามัน รอบนี้มันอยู่ในโหมดจริงจัง ถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่อง…
“ได้ข่าวว่ามึงแอบไปเอายาเพิ่ม”
“ถ้ากูแอบ มึงจะรู้?” ทำไมเวลาลงหุ้นไม่ถูกตัวแบบเดาใจไอ้พวกเวรนี่บ้างวะ
“ไอ้เหี้ยฟิวส์ กูไม่ตลก กูเพิ่งเอายาให้มึงไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ปกติที่กูจัดให้ต้องอยู่ได้เกินสามเดือน นั้นแปลว่ามึงแดกยาทุกวัน” คนที่เป็นทั้งเพื่อนและหมอประจำตัวผมเริ่มหยิบชุดกาวน์ทิพย์มาใส่ วิญญาณของอาชีพที่ร่ำเรียนมาวิ่งเข้าสู่ร่างมันจนผมตั้งรับแทบไม่ทัน
“นี่มึงกินยาหนักไปเปล่าว่ะ” ไอ้วาโยเสริม
“ช่วงนี้กูมีเรื่องให้คิดเยอะ” ผมรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของพวกมัน แต่ทำไงได้…คนเราถ้าไม่นอนเลยจะเป็นยังไง
และงานของผมมันก็จำเป็นต้องใช้สมองและสมาธิเยอะพอสมควร วันไหนที่หลับไม่สนิท ผมวางแผนการลงหุ้นให้ลูกค้าไม่ได้เลย มันจำเป็น…
“แต่มันเป็นยาอันตรายไง” หมอประจำตัวยังย้ำสิ่งที่มันพูดทุกครั้งที่ไปเอายา ทุกครั้งที่รู้ว่าผมกินยาเยอะเกินไป จนผมฝั่งเข้าไปในส่วนหนึ่งของเซลล์สมองแล้ว
“กูรู้” แต่ถึงอย่างนั้น…ผมก็ต้องกินอยู่ดี เพราะการนอนหลับสำหรับผมมันไม่ปกติ
รู้สึกว่าตัวเองจะมีหลายอย่างเลยที่ไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป
“มึงลองไปหาหมอเฉพาะอีกรอบไหม กูไปเจอหมออยู่คนหนึ่ง โคตรเก่ง…”
“มันไม่ได้อยู่ที่หมอ มันอยู่ที่กู” ผมขัดขึ้นก่อนที่ไอ้หมอไวน์จะพูดจบ
“เหอะ…จบ” มันแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่สบอารมณ์แล้วกระแทกหลังใส่พนักพิงโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปึก
“แต่ถ้ามึงยังแดกยาเป็นตัวช่วยอยู่แบบนี้ มึงมีโอกาสทำหน้ากวนตีนแบบนี้อีกไม่นานแน่” ไอ้วาโยเสริมขึ้นหลังจากที่นั่งเงียบอยู่นาน
“กูจะมาหาพวกมึงเรียงตัวเลย” ผมยกไหล่ขึ้นหนึ่งทีอย่างไม่ยี่หระ คว้ามือถือตัวเองพลางผุดลุกขึ้นจากโซฟาและเดินตรงออกประตู
มือหนารูดซิปแจ็คเกตและถอดออกถือพาดบ่าไว้ขณะเดิน อย่างร้อน…ถ้าไม่ใช่เพราะต้องปิดรอยที่ยัยหมาน้อยทำไว้ ผมคงถอดไปนานละ
พออารมณ์ร้อนขึ้น อากาศก็ร้อนตามไปด้วย
“อ้าว เฮียกลับละอ๋อ?”
“....” ผมพยักหน้าตอบไอ้ยูตะตอนสวนกับมันตรงทางเดิน ตอนแรกก็กะจะอยู่นานกว่านี้แหละ แต่ไอ้สองตัวนั่นทำเสียอารมณ์ฉิบหาย กลับไปทำงานต่อดีกว่า