[Part Peerakan]
สาวน้อยช่างจ้อหันขวับกลับมาหาผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือถือที่แนบหูในตอนแรกถูกเลื่อนลงข้างลำตัว
ผมขยับเท้าเข้าหาทิ้งระยะห่างไม่ถึงสองก้าว ยกมือขึ้นกอดอก ทิ้งช่วงต้นแขนพิงผนัง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พินิศหญิงสาวตรงหน้าชัดเจนเต็มสองตา เธอไม่ได้สวยจนสามารถสะกดใครได้ในวินาทีแรก ใบหน้าทรงกลมคล้ายกับอมซาลาเปาสองลูกอยู่ข้างแก้ม ดวงตาเรียวแต่ก็ไม่ถึงกับตี่ ปากนิดจมูกหน่อย ตามสไตล์สาวหมวยที่เกิดมาในครอบครัวคนจีนโดยแท้ เพียงแต่เธอยังมีความคมเข้มในเรื่องของคิ้วและขนตา นี่คือข้อได้เปรียบ
ไม่งั้น…ก็แม่ชีดีๆ นี่แหละ
แต่ถ้าโดยรวมก็ถือว่ามองได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ดูเหมือนแก้มป่องๆ นั่นจะเป็นจุดที่เรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี ขนาดผมที่ว่ายิ้มโคตรยาก ยังเกือบหลุด…ตอนนี้ผมเห็นรูปหมาตอนนี้ผมเห็นรูปหมาน้อยพันธุ์ปอมเมอเรเนียนหน้ากลมจากการตัดแต่งขนที่ถูกใช้ตั้งโปรไฟล์ มาแทนที่ใบหน้าเธอ เหมือนกันเด๊ะเลย
“หืม?” ผมเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มพลางเอียงคอมอง ขณะเร่งคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม เมื่อเธอใช้เวลาในการประมวลผลนานเกินไป ส่งผลให้คนถูกทักท้วงสะดุ้งเล็กน้อย
“ปะ…เปล่าซะหน่อย” เธอปฏิเสธน้ำเสียงตะกุกตะกัก แถมหลบตา
“เหอะ! โกหก”
“ร้อนตัว เพราะเฮียทำแบบนั้นจริงใช่ไหมล่ะ”
“หื้อ…” ผมดึงตัวขึ้นตรง ขมวดคิ้วจ้องเขม็ง และเหมือนเธอจะรู้ตัวรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากแน่น “ใครอนุญาต”
ผมไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เธอจงใจจะแดกดัน แต่ผมซีเรียสกับสรรพนามที่เธอใช้มากกว่า ถึงเธอจะเป็นเพื่อนมิณ ก็ยังถือว่าเป็นคนนอกและไม่มีสิทธิ์จะเรียกผมแบบนี้ด้วย
“ไม่มีค่ะ” เธอตอบเสียงอู้อี้ ก่อนจะค่อยๆลดมือลง
“แล้ว?”
“เรียกเองค่ะ” ยอมรับออกมาโต้งๆ อย่างไม่อาย คำตอบหนักแน่นและชัดเจน ทำผมสงสัยว่ายัยหมาน้อยนี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนา
“ห้าม…เรียก” ผมกดเสียงต่ำเป็นเชิงเน้นย้ำ ก่อนจะหมุนตัวกลับแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า คนตัวเล็กก็ปรี่เข้ามาขว้างหน้าผมพร้อมกางแขนออกสองข้าง
“เดี๋ยวค่ะ”
ผมชะงัก พลางหลับตาสูดลมหายใจเข้าเพื่อข่มอารมณ์ที่มันเริ่มปะทุขึ้นมานิดหน่อย ผมไม่ได้มีโหมดอ่อนโยนกับผู้หญิงเหมือนไอ้หมอไวน์นะจะบอกให้ คนตรงหน้าเลื่อนมือถือขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะจิ้มหน้าจอสองสามทีแล้วหันมาจ่อระดับสายตาผม
“เฮียรู้ใช่ไหมว่านี่คือเพลิน”
“ได้ยินที่ฉันพูดไหม” ผมถามย้ำพลางใช้มือดันมือถือออกให้พ้นหน้า แล้วเขม่นมองคนที่ไม่สะทกสะท้านกับอะไรสักอย่าง เพราะเธอยังใช้สรรพนามที่ผมเพิ่งสั่งห้ามไปไปถึงสามนาที ส่วนไอ้ที่แสดงอยู่หน้าจอก็เป็นข้อความที่เธอรัวส่งมาหาผมนั่นแหละ
“เพลินขอจีบเฮียได้ไหม”
“ไม่ได้” ผมปฏิเสธทันควัน
“ทำไมล่ะคะ เพลินขอลองก่อนได้ไหม”
“ไม่!” ผมยังยืนยันคำเดิม
“เพลินไม่สวย?” เธอเลิกคิ้วถาม
“ใช่…ไปเอาซาลาเปาออกจากแก้มให้ได้ก่อน” ผมตอบโดยไม่ลังเล ก่อนคนฟังจะยกฝ่ามือทั้งสองข้างประกบแนบแก้มตัวเอง
“บูลลี่”
ผมกระตุกมุมปากแล้วเลี่ยงเดินออกห่างยัยหมาน้อยแสนมึน แต่ไม่ถึงสามก้าวก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง เพราะคนดื้อด้านยังวิ่งมาดักหน้าเอาไว้
“ยังไง เพลินก็จะจีบเฮียให้ได้ รอดูเลย” น้ำเสียงหนักแน่น แววตามุ่งมั่น ไม่ได้มีผลทำให้ผมใจอ่อนได้หรอกนะ ประสบการณ์ยี่สิบกว่าปีไม่ได้สอนเธอบ้างเลยรึไง...ว่าความพยายามไม่ได้นำพาให้ไปสู่ความสำเร็จเสมอไป
ลมหายใจถูกพ่นออกมาหนักๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตบฝ่ามือทาบไปกับผนังด้านข้าง แล้วโน้มหน้าให้อยู่ระดับเดียวกัน
“เด็กน้อยอย่างเธอ ทำลายกำแพงของฉันไม่ได้หรอกนะ อย่าพยายามเลย มันน่ารำคาญ” ขณะที่ผมพูดเธอยังเผลอลอบกลืนน้ำลายบวกกับยืนตัวเกร็งขึ้นมาทันตา ไม่รู้เพราะกลัวหรือเพราะผมเข้าใกล้เธอมากเกินไป
เปลือกตาสีอ่อนกะพริบตาถี่ในตอนที่ผมดึงตัวกลับขึ้นตรง เธอจ้องหน้าผมสักพักก่อนจะหลุดอมยิ้มเหมือนเกิดไอเดียบางอย่างในหัว
วินาทีต่อมาร่างบางขยับเข้าใกล้ผมในระยะประชิด เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุดเพื่อจะอยู่ในระดับใกล้เคียง
“แต่เด็กน้อยอย่างเพลิน อาจจะสูบเรี่ยวแรงจากเฮียจนหมดตัวเลยก็ได้นะ”
เชื่อไหม…กรอบหน้าผมร้อนวูบ มีเรื่องเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวและสมองแม่งเสือกคิดตามไม่หยุด จะว่าไม่เคยเจอผู้หญิงหยอดก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่เคยใจสั่นกับรอยยิ้มหวานที่สวนทางกับคำพูดแบบนี้ต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น แววตาของเธอดันคล้ายกับใครบางคน...
ผมขมวดคิ้วดึงหน้าตึงพร้อมเรียกสติกลับมา ก่อนวางมือข้างหนึ่งบนไหล่เล็กแล้วดันร่างเธอให้ออกห่าง
“อย่ามาทะลึ่ง ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น แล้วก็อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น!” รอบนี้คำสั่งผมอยู่ในโทนเสียงที่แข็งกระด้างกว่าเดิมหลายเท่า แต่ยัยหมาน้อยตรงหน้าไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด แถมยังทำหน้าบ้องแบ๊วไม่หยุด
“ทำไมอะ เพลินจะเรียก ทีมิณยังเรียกได้เลย”
“แต่ฉันไม่ได้สนิทกับเธอ” มึนจัด…
“เดี๋ยวเราก็สนิทกัน เชื่อเพลินสิ” ไม่พูดเปล่า แถมยังยักคิ้วท้าทายอีกด้วย ผมแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“ยัยเด็กบ้า” ผมกดเสียงต่ำ แล้วกระแทกเท้าผ่านหน้าเธอไปยังประตูทางออกริมสระ ไม่นานก็มีเสียงหวานดังไล่ตามหลังมา
“แล้วเจอกันนะคะ”