นับแต่วันนั้น...
ปทุมม่วงที่เคยผลิบานสดใส กลับค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลงทีละน้อย หวังเยว่ยังคงยิ้ม ยังคงไปเรียน ยังคงทำตามหน้าที่ดังเดิม แต่รอยยิ้มนั้น...กลับไม่เคยไปถึงดวงตาอีกเลย
บุรุษผู้เคยวิ่งตามหวังชินไปทั่วสำนักคอยหยอกล้อ คอยเถียงคำไม่ตกฟาก บัดนี้กลับเงียบงัน มักนั่งทอดมองทะเลเมฆาเพียงลำพัง บางครา... ก็นั่งเหม่ออยู่ใต้ต้นหม่อนเป็นชั่วยาม ราวกับปล่อยให้หัวใจล่องลอยไปกับสายลม หวังชินเห็นทุกอย่าง เขาเห็นว่าน้องชายเปลี่ยนไป เห็นรอยยิ้มที่ฝืนแต่งขึ้น เห็นดวงตาที่อ่อนล้า แต่ไม่เคยเห็นน้ำตาที่หวังเยว่แอบหลั่งยามค่ำคืน
เย็นวันหนึ่ง
หวังชินเดินมาหย่อนตัวนั่งข้างน้องชาย ทั้งสองนั่งเคียงกันเงียบ ๆ มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ หวังชินยื่นขนมรากบัวเชื่อมที่หวังเยว่โปรดปรานไปให้
"กินเสีย"หวังเยว่รับมา พร้อมยิ้มบาง
"ขอบคุณพี่รอง"หวังชินมองใบหน้าน้องชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยอย่างอ่อนโยน
"ยังคิดถึงประมุขหลานอยู่หรือ"มือของหวังเยว่ชะงัก แต่เพียงชั่วอึดใจ เขาก็ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ข้าไม่ได้คิดมากแล้ว"
"โกหก"หวังชินยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องเบา ๆ
"เจ้าโกหกพี่ไม่เคยเก่ง"
หวังเยว่หลุบตาลง ไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่าย หวังชินถอนหายใจแผ่ว ในใจของเขาคิดเพียงว่า...น้องชายคงกำลังเจ็บปวดกับรักแรก คงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะบุรุษที่ตนรักกำลังใกล้ชิดกับผู้อื่น เขาไม่รู้เลย...ว่าความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้หวังเยว่เปลี่ยนไป หาใช่เพียงรักแรกที่ไม่สมหวัง แต่เป็นเพราะหวังเยว่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ถึงวันที่พี่น้องหยกคู่แห่งสกุลหลานเริ่มแตกร้าว และต้นเหตุของรอยร้าวนั้น...ก็คือปทุมแดงผู้เป็นพี่ของเขาเองที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
หวังเยว่กำมือแน่นอยู่ในชายแขนเสื้อ เขาอยากบอกความจริง อยากบอกให้หวังชินรู้ ว่าหลานฮ่วนและหลานซ่วงกำลังเดินเข้าสู่หนทางที่ไม่มีวันหวนกลับแต่ทุกครั้งที่คิดจะเอ่ยภาพรอยยิ้มอ่อนโยนของหวังชินก็ผุดขึ้นในใจ เขาทำไม่ได้...เขาไม่อาจเป็นผู้ทำลายรอยยิ้มนั้น แม้จะต้องเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เพียงลำพังก็ตาม
ปทุมม่วง...ยังคงยิ้มให้ปทุมแดงเช่นเดิมเพียงแต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ภายใต้รอยยิ้มนั้น กลีบดอกบัวสีม่วงได้เริ่มโรยรา ทีละกลีบ...อย่างเงียบงัน
"อาเยว่..."หวังชินเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสองนั่งเงียบอยู่พักใหญ่
"ตามความเห็นของเจ้า..."
"เจ้าคิดว่าข้ารู้สึกเช่นไรกับประมุขหลาน"คำถามนั้นทำให้หวังเยว่ชะงักไปครู่ใหญ่ เขาหันมองผู้เป็นพี่ด้วยความงุนงง
"พี่รอง..."ริมฝีปากขยับราวกับอยากถามบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของหวังชิน เขาก็ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมา
คนตรงหน้า...ไม่ว่าจะยินดีหรือทุกข์ใจล้วนเก็บซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ หวังชินทอดสายตามองผืนเมฆสีขาว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"ตั้งแต่ต้นจนจบ..."
"พี่เคารพประมุขหลาน"
"ในฐานะเจ้าบ้าน"
"ในฐานะศิษย์พี่"
"และในฐานะผู้มีพระคุณ"
"ไม่เคยคิดเป็นอื่น"หวังเยว่เงียบงัน
คำตอบนั้นทำให้ภาพเหตุการณ์ตลอดหลายเดือนผุดขึ้นในความทรงจำ ทุกครั้งที่ประมุขหลานนำขนมรากบัวมาให้ทุกครั้งที่อ้างเรื่องตำราหรือบทเรียนเพื่อแวะมาที่เรือนรับรองหวังชินไม่เคยอยู่กับเขาตามลำพังหากไม่มีตนอยู่ด้วยก็ต้องมีพี่หญิงอยู่ร่วมวงสนทนาเสมอ
บางครา...หวังชินถึงกับใช้หลานซ่วงเป็น "ไม้กันหมา"เพื่อไม่ให้ตนต้องอยู่กับประมุขหลานเพียงสองคนหวังเยว่นึกถึงวันหนึ่ง หลานฮ่วนนำขนมที่หวังชินโปรดปรานมาฝาก ขณะนั้น หลานซ่วงยืนอยู่ไม่ไกล แทนที่หวังชินจะรับไว้เพียงผู้เดียวเขากลับยิ้มแล้วเดินไปหาหลานซ่วง
"กินด้วยกันสิ"พร้อมแบ่งขนมครึ่งหนึ่งใส่มืออีกฝ่ายภาพนั้น...หวังเยว่จำได้ไม่เคยลืมตอนนั้น เขาเพียงคิดว่าพี่รองมีน้ำใจ
แต่บัดนี้...เมื่อย้อนมองทุกสิ่งที่ผ่านมาเขาจึงค่อยเข้าใจก้านปทุมแดง...หาได้เอนเอียงไปทางประมุขหลานไม่ หากแต่เอนเข้าหาหลานซ่วงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่แม้แต่เจ้าของหัวใจเอง...ก็ยังไม่รู้ตัว ส่วนผู้คนทั้งสำนัก รวมถึงหลานฮ่วน ต่างเข้าใจว่าปทุมแดงกำลังโน้มเข้าหาตนจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าหยกวารีผู้เย็นชาต่างหาก...ที่ได้รับรอยยิ้ม ความไว้ใจ และความเป็นธรรมชาติจากหวังชินมากกว่าผู้ใด
หวังเยว่หลับตาลงช้า ๆก่อนถอนหายใจแผ่วเบา
"พี่ใหญ่หลาน..."
"ท่านเข้าใจผิดมาตลอดจริง ๆ"
หลังจากบทสนทนาในวันนั้น...ความอึดอัดระหว่างพี่น้องปทุมค่อย ๆ คลี่คลายลง หวังเยว่เลือกเก็บความลับเรื่องพี่น้องสกุลหลานไว้ในใจ ส่วนหวังชินก็เข้าใจเพียงว่า น้องชายก้าวผ่านรักแรกพบได้แล้ว
ชีวิตในสำนักเมฆาดูราวกับกลับคืนสู่ความสงบพียงไม่กี่วัน เพราะมรสุมลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันและครั้งนี้...ศูนย์กลางของพายุ คือปทุมแดงเพียงผู้เดียว
เช้าวันหนึ่ง
หวังชินเพิ่งก้าวออกจากเรือนรับรองก็พบหลานฮ่วนยืนรออยู่หน้าประตู
"ประมุขหลาน?"หวังชินรีบประสานมือคารวะ หลานฮ่วนยิ้มอ่อน ก่อนยื่นห่อขนมให้
"ร้านด้านล่างเขาเพิ่งทำเสร็จ ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบ"หวังชินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
"รบกวนท่านแล้ว"
"ไม่รบกวน"หลานฮ่วนตอบเพียงเท่านั้นสายตากลับอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่หวังชินจะรับขนมมืออีกข้างก็ยื่นเข้ามาเสียก่อน
"ของหนัก"หลานซ่วงกล่าวเสียงเรียบ พลางรับห่อขนมไปถือเอง
"เดี๋ยวข้าถือให้"หวังชินกะพริบตาปริบ ๆ
"เอ๊ะ...แต่นั่นของข้านะ"
"ข้ารู้"หลานซ่วงตอบสั้น ๆ
"จึงถือให้"หลานฮ่วนมองน้องชายเงียบ ๆ
"อาซ่วง"
"ขอรับ"
"ของที่ข้ามอบให้หวังชิน"
"ข้าเพียงช่วยถือ"ทั้งสองสบตากัน บรรยากาศรอบด้านพลันเย็นลง หวังชินกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใด เขาเพียงเกาศีรษะอย่างงุนงง
"พวกท่าน...ทะเลาะกันหรือ"สองพี่น้องตอบพร้อมกัน
"เปล่า"เสียงดังขึ้นพร้อมกันจนหวังชินสะดุ้ง
"อ๋อ...ถ้าไม่ทะเลาะก็ดีแล้ว"เขาหัวเราะแห้ง ๆ โดยไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น ศึกชิงปทุมแดงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
หลังจากวันนั้น
หลานฮ่วนหาเหตุผลมาเยี่ยมเรือนรับรองแทบทุกวันบางวันอ้างนำตำราหายากมาให้ บางวันอ้างปรึกษาเรื่องการเรียน บางวันเพียงบอกว่า
"ข้าผ่านมา"
ขณะเดียวกัน หลานซ่วงก็ไม่ยอมน้อยหน้าจากคนที่เคยพูดวันละไม่กี่คำ กลับเริ่มมาปรากฏตัวข้างหวังชินบ่อยขึ้น เวลาไปเรียนเขาจะเดินมารอ เวลาเลิกเรียนเขาจะเดินกลับพร้อมกัน หากหวังชินถือของหลานซ่วงจะรับไปถือทันที หากหวังชินเผลอหลับในศาลาเมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นจะพบว่ามีผ้าคลุมของหลานซ่วงพาดอยู่บนไหล่ ศิษย์ทั้งสำนักเริ่มซุบซิบ
"ประมุขหลานกับคุณชายรองหลาน..."
"กำลังแข่งขันกันหรือ"
"แข่งขันอะไร"
"ก็แข่งขันชิงปทุมแดงอย่างไรเล่า"
ข่าวลือนั้นแพร่สะพัดไปทั่วสำนักเมฆา มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้น...ที่ยังคงไม่รู้ตัว หวังชินมองซ้ายก็เห็นหลานฮ่วนยิ้มให้หันขวาก็พบหลานซ่วงยืนกอดอกมองอยู่ เขาถอนหายใจยาวก่อนพึมพำกับตนเอง
"สองพี่น้องสกุลหลานนี่..."
"ช่วงนี้ใจดีแปลก ๆ"
คำพูดนั้นทำให้หวังเยว่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังืถึงกับยกมือกุมหน้าผาก
"พี่รอง..."
"ท่านไม่รู้ตัวจริง ๆ หรือ..."