ลูกชายเจ้าของตลาด

1355 Words
ตอนที่ 1 ลูกชายเจ้าของตลาด ตลาดพิบูลย์ทรัพย์ เป็นตลาดเก่าแก่ที่เปิดมาหลายชั่วอายุคน อยู่ติดกับถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตกในย่านชุมชนเศรษฐกิจ ที่มีสินค้าหลากหลาย ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ของใช้ต่างๆ ในครัวเรือน จึงมีผู้คนมาจับจ่ายกันอย่างคับคั่งตลอดทั้งวัน หัสดิน พิบูลทรัพย์ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง วัยยี่สิบเก้าปีเดินสาวเท้าเข้ามาในตลาดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง โดยมีผู้ช่วยสองคน คือ เต้ กับ บาส เดินตามมาด้วย "เดินดีๆ นะครับคุณดิน ตรงนี้เป็นแผงขายปลาสดจะมีน้ำค่อนข้างเฉอะแฉะนะครับ ผมว่าเดินอ้อมไปอีกทางจะดีกว่าครับ" เต้ กระซิบบอก เมื่อมองรองเท้าหนังเงาวับของเจ้านายรูปหล่อที่เลอะเปรอะเปื้อนไปจนถึงปลายขากางเกงชิโนสีดำเนื้อดี ก็เล่นเดินไม่ดูทางแบบนี้ แล้วใครบอกให้ใส่รองเท้าหนังมาเดินตลาดสดกันเล่า "นั่นซิครับ ออฟฟิศอยู่ทางนั้น คุณดินเดินอ้อมมาทางนี้ดีกว่าครับจะได้ไม่เลอะ" บาส ชี้นิ้วไปทางอีกฝั่งที่จะตรงไปยังออฟฟิศน็อคดาวน์ของตลาดที่อยู่ด้านหลัง ทว่า หัสดิน ส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่" ชายหนุ่มโค้งตัวลงเล็กน้อย แล้วพับขากางเกงขึ้น กลิ่นน้ำที่ไหลผ่านบนพื้น ทำให้เขาย่นจมูก "วันนี้ฉันจะเดินเก็บค่าเช่าแต่ละแผงเอง จะได้ชี้แจงด้วยว่าเราจะมีการปรับราคาเช่าขึ้น" "ปรับราคาค่าเช่า" บาสกับเต้ เอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกัน "ใช่! พวกแกมีปัญหาอะไร?" "พวกผมไม่มีหรอกครับคุณดิน" เต้ รีบตอบอย่างรวดเร็ว "แต่พวกแม่ค้าพ่อค้าที่เช่าตลาดน่ะซิครับ ต้องไม่พอใจแน่ๆ ยิ่งเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ อีกอย่างถ้าขึ้นค่าเช่าก็ต้องแจ้งอย่างล่วงหน้าอย่างน้อยหกเดือน และต้องให้คุณเหรียญกับคุณพัฒน์รับทราบก่อนนะครับ" บาส หมายถึงพ่อกับแม่ของเขา หัสดิน ส่ายหน้าอีกครั้ง "ฉันบอกพ่อไปแล้วเมื่อวาน" และทั้งคู่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะพ่อกับแม่เขาเกรงว่าพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนเก่าแก่อยู่ในตลาดจะไม่พอใจ แต่หัสดินสนใจที่ไหนล่ะ ยิ่งคนในตลาดไม่พอใจยิ่งดี! จะได้ไม่ต้องมาเช่าแผงขายต่อ ตลาดจะได้ร้างสักที และเขาจะได้เอาพื้นที่ตรงนี้ มาพัฒนาเป็น Community mall อย่างที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก "อะไรนะคุณดิน ค่าเช่ารายวันขึ้นเป็นวันละสี่ร้อยห้าสิบบาท ป้าเช่าสองแผงติดกันแบบนี้ก็วันละพันกว่าเลยละซิ ทำไมขึ้นแพงยังงี้ละ!" "นั่นซิ! พวกเราขายของในตลาดนี้มาตั้งนานแล้ว ปกติแผงเล็กๆ ต่อวันคุณพัฒน์เก็บแค่ร้อยเดียวเอง ช่วงไหนขายไม่ดีก็สองวันร้อยด้วยซ้ำ" "เราขอจ่ายเท่าเดิมละกันนะคุณดิน ช่วงนี้ข้าวของก็แพง แถมค่าน้ำค่าไฟเราก็ต้องเฉลี่ยกันจ่ายอีก" เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นแผง จากเหล่าแม่ค้าที่แสดงความไม่พอใจ ทันทีที่ บาสกับเต้ ได้แจ้งกับทุกคน หัสดิน กดยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาจึงเอ่ยบอก ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คงจะจ่ายเท่าเดิมไม่ได้หรอกครับ เมื่อสักครู่ป้าก็บอกเองนี่นา ว่าข้าวของทุกอย่างแพงขึ้น แล้วตลาดพิบูลย์ทรัพย์ของเรา จะไม่ขึ้นค่าเช่าได้ยังไง เพราะตลาดก็มีค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ต้องบำรุงรักษาเหมือนกันนะครับ" ก็เพราะพ่อกับแม่ของเขา เก็บค่าเช่าแต่ละแผงวันละไม่กี่ร้อยแบบนี้ มันจะคุ้มกับค่าบูรณะตลาดหรือ? สู้เอาพื้นที่ตรงนี้ไปทำอย่างอื่นยังจะได้ผลกำไรมากกว่านี้ แถมไม่ต้องมีพื้นที่สกปรกแบบนี้อยู่ในชุมชนอีก ตรงนี้ควรจะถูกพัฒนา ให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยระดับบน ไม่ใช่ตลาดสดที่เป็นแหล่งค้าขายของคนระดับล่างแบบนี้ "พวกเราจ่ายไม่ไหวหรอกคุณดิน ถ้าจะเก็บแพงขนาดนั้น ขายของก็ใช่ว่าจะได้กำไรเยอะ ถ้าจะขึ้นก็ไม่น่าจะสองเท่าหรือสามเท่าขนาดนี้" "เราขอจ่ายราคาเดิมไปก่อนนะคุณดิน" แม่ค้าเริ่มต่อรอง หัสดิน พยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉย และข่มใจไว้ว่าอย่าใจอ่อน จะทำงานใหญ่ ใจต้องนิ่ง "คงจ่ายเท่าเดิมไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้เรามีแผนที่จะปรับปรุงตลาดให้เป็นระดับไฮเอนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ดังนั้นเราไม่สามารถเก็บค่าเช่าแผงในราคานี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเราต้องแบกรับต้นทุนในส่วนนี้ด้วยครับ" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเป็นหลักการ ด้วยเขาเองเพิ่งจบด้านวิศวะโยธาจาก MIT เขามองพื้นที่แห่งนี้ เป็นทำเลทองที่จะสร้างสรรค์อาคารสถาปัตยกรรม เพื่อรองรับลูกค้าระดับบน แต่พ่อกับแม่ของเขา ต้องการให้คงตลาดนี้ไว้ เพราะเป็นย่านชุมชนที่เกื้อหนุนกันมาช้านานแล้ว เขาจึงอาสาที่จะเข้ามาบริหารจัดการที่นี่ เพื่อให้เกิดผลกำไรมากกว่าเดิม ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้เป็นบิดาของเขาบอก "ลองไปสัมผัสกับผู้คนในตลาดของเรา แกจะได้เข้าใจวิถีชีวิตของเขามากขึ้น แกอยู่แต่เมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จะเข้าใจอะไรว่าพื้นที่แห่งนี้สำคัญกับชุมชนมากขนาดไหน" พิพัฒน์ พ่อของเขาบอกแบบนีั้น จะยากอะไร... แค่มาเดินตลาด ดูวิถีชีวิตของผู้คน เขาไปมาแล้วรอบโลก ได้เห็นผังเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว รู้ดีว่าควรจะมาปรับใช้กับพื้นที่แห่งนี้อย่างไร และเขาจะทำให้ได้ "ถ้ายังงั้นพวกเราต้องแย่แน่ๆ เลย" "ค่าแผงวันละเกือบพัน ไหนจะค่าน้ำค่าไฟค่าวัตถุดิบค่าของค่าของขนส่งอีก จะได้ต้นทุนคืนไหมเนี่ย?' "แบบนี้แย่แน่เลย" ทุกคนต่างบ่นและหันมองหน้ากัน ขณะที่มุมปากของ หัสดิน ยกโค้งอย่างมีเลศนัย ดีจังโว้ย!! แค่นี้ก็จะได้ไม่ต้องมีใครอยากจะมาขายของแล้ว สงสัยพรุ่งนี้แผงคงจะเริ่มว่างหลายแผงแน่นอน หัสดิน ครุ่นคิดในใจอย่างมีความสุข ขณะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง และมองความวุ่นวายตรงหน้า อย่างอารมณ์ดี "ไม่เป็นไรจ้ะ ทุกคนจ่ายค่าแผงเท่าเดิม" เสียงหวานใสดังขึ้น จากแผงที่อยู่ล็อคสาม ทำให้ทุกสายตาหันไปมอง รวมถึง หัสดิน ที่ย่นคิ้วหนาเข้าหากัน เมื่อเห็นร่างบอบบางในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ยืนเท้าสะเอวข้างแผงขายผัก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มบนใบหน้ารูปไข่มองเขาอย่างไม่พอใจ ดูแล้วน่าจะเป็นแม่ค้าขายผัก "ได้เหรอปราง?" "จะจ่ายเท่าเดิมได้ยังไง ก็คุณดินบอกอยู่ว่าต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบสามเท่า" แม่ค้าขายปลาตะโกนถาม "ได้ซิจ้ะ" มะปราง เอ่ยเสียงดัง พร้อมหยิบโทรโข่งขึ้นมาประกาศ "ตอนนี้ปรางโทรคุยกับคุณพัฒน์แล้ว คุณพัฒน์บอกว่าให้จ่ายค่าแผงเท่าเดิม และให้ทุกคนเอาเงินมาจ่ายที่ปราง และปรางจะเป็นคนเอาเงินเข้าบัญชีของตลาดเองค่ะ ....ไม่ต้องผ่านใคร" ถ้อยคำของแม่ค้าขายผักคนสวย ทำให้ทุกคนปรบมือและโห่ร้องด้วยความดีใจ "ดีเลยๆ ขอบใจนะปราง" "เอานี่ของป้าๆ" ใบหน้าหล่อเหลาของ หัสดิน บึ้งตึงขึ้น เมื่อรู้สึกคล้ายตัวเองถูกฉีกหน้าอย่างแรง เขาได้แต่ยืนนิ่งและกำหมัดแน่น "ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอทางหน่อยค่ะ จะยกตะกร้าผักไปวาง เกะกะ" เสียงบอกของยัยแม่ค้าขายผัก ทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยัยนี่!!! บอกว่าเขาเกะกะ ทั้งๆ ที่ เขาคือลูกชายของเจ้าของตลาดพิบูลย์ทรัพย์ *********
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD