นับตั้งแต่เด็กชายสาละวนกับเจ้าพวกพืชแตกยอดเหล่านี้ เขาไม่ได้สังเกตถึงละอองแสงสีเขียวจาง ๆ ที่เต้นระบำรอบ ๆ กอพฤษาที่เขาเก็บมาเลย เหมือนพวกมันยินดีที่มีคนชื่นชม ระริกระรี้กับคำออกปากชวนมาอยู่ด้วยกันอย่างใจกว้าง เพราะตลอดมาดอกไม้พวกนี้เป็นเพียงแค่ฐานรองเดินสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้น
“เอาล่ะได้เวลาลงดินแล้ว รอตามลำดับน้า~”
เจ้าเด็กอารมณ์ดียังคงพูดจาเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียวอย่างร่าเริง โดยมีพี่ชายนั่งบนเก้าอี้มองจากหน้าต่างอย่างขำ ๆ สายตาเอ็นดูจดจ้องร่างน้องชายวิ่งไปมาไม่หยุด เคิร์กเป็นเด็กแข็งแรงและพลังงานสูงมาก เขาไล่ปลูกดอกไม้จนแน่นขนัดรอบรั้วสำเร็จในเวลาสองชั่วโมงกว่ากับร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“เสียงกระดิ่งล่ะ พวกแกกำลังดีใจใช่ไหม?”
ตาลุงในร่างเด็กวัยรุ่นกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างตาหยี ธาตุพืชอีกหนึ่งความพิเศษเล็ก ๆ ที่เขาค้นพบมันโดยบังเอิญ คือเขาสามารถรับรู้อารมณ์ของพืชพันธุ์ได้ แต่ไม่ได้มาในรูปแบบคำพูดหรืออะไรที่ยิ่งใหญ่ มันมาในรูปแบบเสียงกระดิ่งเล็ก ๆ เบา ๆ คลอสายลม หากไม่ใส่ใจกับมันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาที่เคยชินกับเสียงส้นรองเท้าของหมอและพยาบาลในสองปีสุดท้ายที่ลุกออกจากเตียงไม่ได้ มันทำให้เสียงกระดิ่งนี้ไพเราะจับใจมากเหลือเกิน
“เสียงพวกแกเพราะจริง ๆ เลย”
กรุ๊ง~~กริ๊ง~~
เวลาพยายามฟังจะรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่งสบายหูอย่างบอกไม่ถูก แต่ก่อนจะได้ดื่มด่ำไปมากกว่านี้เสียงของพี่ชายสุดที่รักก็ตะโกนเรียกสติแทรกเข้ามาก่อน
“รีบไปอาบน้ำได้แล้ว! นี่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว มัวยืนพูดอยู่คนเดียวได้ยังไงเป็นชั่วโมง!”
“ยุ่งน่า! ข้ากำลังคุยกับดอกไม้อยู่!”
คนเป็นพี่ขำพรืดแต่ก็ไม่ได้มีแววไปในทางลบนอกจากต้องการหยอกล้อน้องชายเท่านั้น
“เป็นเด็กช่างฝันหรือไง? นิทานที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าก่อนนอนตอนแปดขวบใช่ไหม”
“โธ่เอ้ย! ท่านนี่ชอบดับฝันคนอื่นจริง ๆ หากมีลูกแล้วพวกเขาชอบฟังนิทานท่านก็อย่าขัดเสียล่ะ เด็ก ๆ ต้องมีความฝันถึงจะมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตนะรู้ไว้ด้วย!”
“ขอรับ ๆ ท่านนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ งั้นก็ไปอาบน้ำได้แล้ว! มืดมากกว่านี้น้ำในลำธารจะเย็นเอาได้”
.....
หลังสองพี่น้องอาบน้ำชำระร่างกายและจัดการตัวเองเสร็จ แมรี่ก็หิ้วปิ่นโตเข้ามาหาพอดีเหมือนทุกทีด้วยใบหน้าติดรอยยิ้มเช่นเคย
“ข้าว่าพี่น่าจะพักบ้างนะ ทำมาทุกวันไม่เหนื่อยบ้างหรือไง”
เด็กชายว่าด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ยื่นแขนช่วยถือปิ่นโตไม้จากมือบอบบางของว่าที่พี่สะใภ้ไปด้วย
“ไม่เป็นไรหรอกพี่เต็มใจ ผู้ชายอยู่ด้วยกันกินไส้กรอกทอดกับขนมปังแห้ง ๆ อิ่มท้องที่ไหน”
หญิงสาวว่าอย่างอารมณ์ดี ดวงตาของนางสบกับชายหนุ่มผู้เป็นคู่หมั้นด้วยสายตาหวานแหวว ไคน์หน้าแดงก่ำอย่างทำตัวไม่ถูก
“อันนี้สงสัย ระหว่างพวกท่านสองคนใครเข้าหาใครก่อน?”
เด็กชายถามทั้ง ๆ ที่ในปากเคี้ยวขนมปังตุ้ย ๆ กลับกันกับพี่ชายที่สำลักหน้าดำหน้าแดง ผิวของเขาซับสีเลือดไปจนถึงลำคอหนา กลับกันแม่รี่ขยับยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด
“พี่เองแหละที่เข้าไปทักไคน์เขาก่อน”
เคิร์กแสร้งตกตะลึงยกมือปิดปากดวงตาเบิกโพลงดูเกินจริงไปมากโข ส่งผลให้แม่รี่หัวเราะคิกคักชอบใจ คนโดนหยอกโวยวายทั้งหน้าแดงก่ำอย่างจนปัญญา
“พวกเจ้านี่อย่างไรกัน! ระ รีบกินข้าวได้แล้ว!! เดี๋ยวมืดค่ำแมรี่กลับบ้านจะอันตรายเปล่า ๆ”
“คิกคิก เจ้านี่เขินอายได้น่าชมเหมือนเดิม”
หญิงสาวปิดปากหัวเราะเอ็นดูคนรัก หากไคน์มีขาคงลุกขึ้นวิ่งหนีไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่มีเลยได้แต่นั่งจุ่มปุ๊กอยู่ตรงนั้น เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จเด็กชายจึงอาสาเดินไปส่งว่าที่พี่สะใภ้ด้วยตัวเอง โดยบอกให้แมรี่ออกไปรอนอกบ้านสักครู่เพราะเขาต้องเปลี่ยนเสื้อก่อน หญิงสาวพยักหน้ารับ ทว่าสายตาสะดุดกับรั้วไม้และแปลงผักก่อนจะยิ้มละมุนคนเดียว
“เป็นพี่น้องที่ดีกันก็แบบนี้ละนะ นั่น...อะไรน่ะ?”
เทียบกับพี่น้องของนางที่เอาแต่เป่าหูใส่สีตีไข่ใส่ไคน์ให้เลิกกับเจ้าคนไร้ประโยชน์นั่นทุกวันมันช่างระคายหูแมรี่เหลือเกิน คิดอะไรเรื่อยเปื่อยหญิงสาวก็สะดุดกับละอองแสงสีเขียวจาง ๆ บริเวณรั้วไม้แปลงผักที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกัน ขากำลังจะก้าวไปดูอย่างสงสัยกลับถูกเสียงของเคิร์กขัดมาเสียก่อน ร่างบางจึงจำต้องผละจากไปเสียมิได้ ละอองแสงนั่นคืออะไรนะ?
“จริง ๆ ไม่ต้องไปส่งพี่ก็ได้ บ้านเราก็ใกล้แค่นี้เอง”
หญิงสาวว่าด้วยรอยยิ้ม ในมือถือปิ่นโตว่างเปล่าที่ได้รับการทำความสะอาดมาแล้ว เด็กชายข้างๆ นางส่ายหน้าไปมา
“เอาน่า เพื่อความสบายใจของพี่ชายข้า ขอบคุณสำหรับอาหารของทุกวันนะขอรับ อย่างน้อยก็ดีกว่าไส้กรอกแห้ง ๆ พวกนั้นมากจริง ๆ ”