@โรงแรมZeus
18.00 น.
ณ ห้องอาหารของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางกรุง ผู้มีอิทธิพลจากสองตระกูลดังกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน โดยมีวาระสำคัญทางธุรกิจว่าด้วยเรื่องการหมั้นหมายของ ‘ศิลา’ ลูกชายเพียงคนเดียวของ ‘วริศ’ เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาผู้เป็นถึงเจ้าของโรงแรมหรูหลายแห่งทั่วโลกรวมถึงโรมแรงแห่งนี้ด้วย ส่วนว่าที่สะใภ้ที่วริศเฟ้นหามาให้ลูกชายก็เป็นถึงคุณหนูจากตระกูลเก่าแก่ผู้มีเชื้อสายผู้ดีเก่าซึ่งมีสมบัติมั่งคั่งมาตั้งแต่รุ่นทวดของทวด ‘จีน่า’ ลูกสาวคนสวยของ ‘ไกรสร’ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ
“ขอบคุณ คุณไกรสร และหนูจีน่ามากนะครับ ที่ให้เกียรติมาร่วมรับประทานอาหารกับผมและลูกชายในวันนี้” วริศกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าท่าทางยินดีให้กับแขกผู้มาเยือน ซึ่งต่างจากลูกชายของเขาโดยสิ้นเชิง ศิลาทำหน้าบอกบุญไม่รับเพราะถูกพ่อบังคับให้เขาเข้ามาร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นกับสองพ่อลูกคู่นี้
“ผมยินดีมากเลยครับที่คุณวริศเชิญผมกับลูกสาวมาทานอาหารด้วย นี่จีน่าเขาก็ตั้งตารอวันนี้เป็นพิเศษเลยนะครับ” ไกรสรเอ่ยบอกด้วยท่าทีสุขุม พลางเอื้อมมือมาแตะบ่าเล็กของลูกสาว จีน่าเองก็ยิ้มบาง ๆ ให้กับผู้ใหญ่ทั้งสอง ก่อนที่จะใช้สายตามองไปยังร่างสูงนัยน์ตาเข้มที่เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่แม้แต่จะยิ้มให้เธอสักเล็กน้อย
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน เสียงมือถือของศิลาก็ดังขึ้นมาไม่หยุด ถึงแม้เจ้าตัวจะเปิดระบบสั่นไว้แล้วก็ตาม แต่ด้วยความเงียบในห้องมันก็ทำให้เสียงสั่นดังออกมาจนทุกคนบนโต๊ะได้ยิน ครืดดด...ครืดดดด
“ผมขอตัวสักครู่นะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกทุกคน ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปรับสายยังด้านนอกไกลจากห้องอาหารพอสมควร
“เออ ว่าไงไอคิน” ศิลาเอ่ยถามปลายสายที่โทรมาหาเขาไม่ยอมหยุด ‘นาคิน’ มาเฟียหนึ่งในผู้ร่วมธุรกิจสีเทาเพื่อนสนิทคนหนึ่งของศิลา
(มึงลืมรึไงวะวันนี้เรามีนัดปาร์ตี้กัน นี่ทุกคนเขาเริ่มมากันแล้วนะ เมื่อไหร่มึงจะมาซะทีวะ)
“กูไม่ได้ลืมเว่ย กูกำลังหาทางชิ่งป๊ากูอยู่เนี่ย”
(อ่อ...เออ วันนี้มึงมีนัดดูตัวนี่หว่า โทษทีนี่กูโทรมาขัดจังหวะอะไรป่ะเนี่ย)
“ขัดจังหวะห่าไรล่ะ กูอึดอัดจะแย่”
(ฮ่า ๆ เออ ๆ รีบ ๆ หาทางชิ่งมาให้ได้ละกันพวกกูรออยู่)
หลังจากวางสายจากนาคินไป ศิลาก็ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาแล้วพบว่า สาวร่างบางที่พ่อเขานัดมาดูตัวหล่อนมายืนแอบฟังเขาคุยโทรศัพท์อยู่ได้สักพักแล้ว
“คุณมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ศิลาเอ่ยถามเสียงเรียบสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่จีน่ากลับยกยิ้มมุมปากราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าอีกคนกำลังไม่พอใจเธออยู่
“ก็ตั้งแต่คุณบอกว่ากำลังจะหาทางชิ่งนั่นล่ะคะ ทำไมเหรอคะ หรือคุณไม่ได้เต็มใจจะหมั้นกับจีน่า” ร่างบางเดินสาวเท้าช้า ๆ เข้ามาใกล้เขาทีละก้าว พลางเชิดหน้าเอ่ยถาม
“หึ...อย่างน้อยผมก็ดีใจนะที่คุณฉลาดพอที่จะรู้เอง โดยที่ผมไม่ต้องเสียเวลาบอก” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะตอกย้ำว่าสิ่งที่หญิงสาวคิดอยู่นั้นถูกต้องแล้ว
“แต่ถึงยังไงงานหมั้นของเราก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่ดีนะคะ เพราะพ่อของคุณยอมรับความช่วยเหลือจากพ่อฉันไปแล้ว และถ้าหากคุณปฏิเสธงานหมั้นของเรา คงไม่ต้องบอกนะคะ ว่าคุณจะทำให้พ่อคุณเสียหายและท่านจะโกรธคุณมากขนาดไหน” จีน่ายกยิ้มมุมปากอย่างไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่อีกคนพูด เธอเอ่ยบอกเขาด้วยท่าทีมั่นใจ ศิลาได้แต่มองหน้าเธอนิ่งก่อนจะเบือนใบหน้าหล่อหนีไปทางอื่น
“แต่ถ้าคุณสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีของจีน่า จีน่าก็อาจจะช่วยคุณได้นะคะ” ร่างบางเดินเข้ามาประชิดตัวร่างสูง พลางใช้มือลูบไล้ไปตามใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความหลงใหล ศิลาหันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง
“ยังไง” เสียงทุ้มเอ่ยถามสั้น ๆ
“ก็...ถ้าคุณยังไม่อยากถูกผูกมัด จีน่าก็จะบอกให้พ่อเลื่อนการหมั้นออกไปก่อน แต่ว่า...”
“แต่อะไร”
“แต่ว่าคุณต้องตามใจจีน่า ถ้าจีน่าต้องการคุณเมื่อไหร่คุณต้องมา ตกลงไหมคะ” เสียงหวานทิ้งขอเสนอให้ศิลาได้คิด เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วตอบกลับเธอไป
“ได้...ผมจะตามใจคุณ แต่ผมขอบอกคุณไว้ตรงนี้อย่างนึงนะ ว่าระหว่างเรามันไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องธุรกิจของพ่อคุณกับพ่อผม” ศิลาได้ยื่นคำขาดของตัวเองแก่จีน่า พลางจับมือบางที่ลูบไล้หน้าเขาอยู่แล้วสลัดออกไปอย่างไม่แยแส ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องอาหารด้วยสีหน้าเรียบนิ่งโดยมีจีน่าเดินตามหลังเขามาไม่ห่าง
“มีธุระอะไรสำคัญรึเปล่า ออกไปคุยซะนาน” วริศเอ่ยถามลูกชายหลังจากที่เขาหายไปคุยโทรศัพท์อยู่นาน
“ธุระด่วนน่ะครับพ่อ ผมต้องไปแล้ว ผมต้องขอโทษด้วยนะครับท่านไกรสร ไว้ถ้าผมว่างผมจะไปรับจีน่าไปทานอาหารเป็นการไถ่โทษนะครับ” ศิลาพูดด้วยท่าทีอ่อนน้อมกับไกรสร เพราะอย่างไรเขาก็ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลที่ส่งผลต่อธุรกิจของครอบครัวศิลา
“ไม่เป็นไร อาเข้าใจนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงอย่างศิลา จะมีงานเข้ามาตอนไหนก็ได้ทั้งนั้นล่ะ จริงไหมครับคุณวริศ” ไกรสรหันมาถามวริศ เขาเองก็พยักหน้ายิ้มรับแต่ก็หันมามองหน้าลูกชายนิ่ง เพราะเขารู้ว่าศิลาไม่ได้มีธุระที่ไหน แต่ลูกชายตัวดีก็แค่อยากชิ่งไปที่อื่นก็เท่านั้น
“ผมขอตัวก่อนนะครับ ไวเจอกันนะครับจีน่า”
“ค่ะ” ศิลาเอ่ยบอกพลางยิ้มบาง ๆ ให้จีน่า ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เธอเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรยอมปล่อยให้อีกฝ่ายไปตามที่ใจเขาต้องการ เพราะไม่อยากทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจต่อเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เพราะถึงยังไงตอนนี้เขาและเธอก็ถือได้ว่ากำลังจะเป็นคู่หมั้นกันอยู่แล้ว
@Sixty-six Club
20.00 น.
รถสีดำคันหรูขับมาจอดยังลานจอดโซนวีไอพีของคลับไฮโซชื่อดัง ที่มีแต่พวกคนรวยและเหล่าดาราเซเลบเท่านั้นที่นิยมเข้ามาใช้บริการกัน เพราะด้วยความเป็นส่วนตัวและจำกัดการเข้าถึงจึงทำให้คลับแห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวกันของแก๊งมาเฟียหนุ่มด้วย
“เฮ้ย...นั่นไงมันมาละ” เสียงนาคินเอ่ยบอกเพื่อนอีกสองคนที่กำลังนั่งดื่มคุยเล่นกับสาว ๆ ของตัวเองอยู่
“กว่าจะมาได้นะมึง เป็นไงบ้างวะ ว่าที่คู่หมั้นมึงสวยป่ะ” แดนดินเอ่ยถามเพื่อนที่เดินหน้าบอกบุญไม่รับมาแต่ไกลก่อนที่เขาจะนั่งลงที่ว่างข้างนาคิน
“หึ...กูบอกไปพวกมึงก็น่าจะรู้จัก” ศิลาแค่นหัวเราะพลางรินเหล้าใส่แก้วแล้วยกกระดกทีเดียวเกือบหมด
“ใครวะ” ธันวา เองก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้เช่นกัน
“จีน่า ลูกนักการเมืองที่ชื่อไกรสร ลูกหลานผู้ดีเก่าตระกูลนฤบดินทร์” ศิลาเอ่ยบอกเพื่อนทั้งสาม แววตาเขาว่างเปล่าเหมือนกับไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อจีน่าเลยสักนิด
“อ๋อ...จีน่า กูรู้จัก กูยังตามไอจีเขาอยู่เลย เขาก็ออกจะสวยนะเว่ย มึงไม่ชอบเหรอวะ” นาคินเอ่ยถามเพราะดูท่าทางเพื่อนจะไม่ค่อยปลื้มใจกับลูกคุณหนูตระกูลดังนี่สักเท่าไหร่
“มึงก็รู้ว่าอะไรที่พ่อคิดว่าดีสำหรับกู กูไม่เคยเอาสักอย่าง ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกัน ถ้ากูจะเอาใครสักคนมาเป็นเมีย คน ๆ นั้นกูต้องเลือกเองเว่ย” ศิลาประกาศกร้าวต่อหน้าเพื่อนทุกคน นาคิน แดนดินและธันวาต่างก็หันมามองหน้าแล้วยิ้มให้กันราวกับรู้ใจ
“แล้วมึงจะกล้าขัดคำสั่งป๊ามึงเหรอวะ” แดนดินเอ่ยถามเพราะเขาเองก็รู้จักกิตติศัพท์ความโหดของวริศพ่อของศิลาเป็นอย่างดี ว่าถ้าหากใครกล้าขัดคำสั่งเขาไม่พิการก็ตายไม่ดีสักราย
“กูยอมป๊ากูมาตลอดนะเว่ย แต่เรื่องหาเมียเนี่ยกูยอมให้เขาจับกูคลุมถุงชนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ” ศิลาเอ่ยบอกพลางมองหน้าเพื่อนทุกคน แววตาเขาไม่ได้พูดเล่น แต่ในตอนนี้ศิลาจำเป็นที่จะต้องจำยอมพ่อเขาไปก่อนเพราะโครงการที่จะสร้างโรงแรมแห่งใหม่ของพ่อเขาเพิ่งจะเริ่มต้น ซึ่งต้องอาศัยอิทธิพลของไกรสรพ่อของจีน่าเข้าช่วย โครงการนี้มูลค่าหลายร้อยล้าน และศิลาก็ไม่กล้าทำมันพัง
“พวกมึงกูมีอะไรให้ช่วยหน่อยว่ะ มึงไปเชิญนักลงทุนที่กระเป๋าหนัก ๆ ทุกคนที่มึงรู้จักมาให้หมดเลยนะ กูอยากหาอะไรที่มันสนุก ๆ แล้วได้ตังค์หน่อยว่ะ” ศิลาพูดแววตาเป็นประกาย
“มึงคิดจะทำอะไรวะ” ธันวาเอ่ยถามเพื่อน ทั้งนาคินและแดนดินต่างก็มองมายังศิลาที่ยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจราวกับเขามีแผนอะไรในใจ
“กูจะเปิดประมูลของเก่า เอาเงินมาเข้ากระเป๋าพวกเราไง เผื่อว่าถ้ากูโดนป๊าไล่ออกจากบ้านเพราะไม่ยอมหมั้น กูจะได้มีเงินใช้” เมื่อเพื่อนทั้งสามคนได้ยินแผนการของสิลาทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาให้กับความเจ้าคิดของเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีธุรกิจร่วมกันอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขายังคงต้องอาศัยบารมีของครอบครัวอยู่ด้วย แต่ถ้าหากวันนึงพวกเขาต้องพึ่งพาตัวเองขึ้นมา การมีเงินสำรองติดตัวไว้ก็คงเป็นทางออกที่ควรรีบทำ