Episode 2 คบกันก็ได้นะ 3

1638 Words
: บันทึกของฟีฟ่า : ผมยกข้อมือหนาที่คาดด้วยนาฬิกาข้อมือเรือนแพงขึ้นมาดูเวลาแล้วตัดสินใจโทรหาใครบางคนที่ผมรออยู่ ผมรู้ดีว่า ตัวเองเป็นคนเอาแต่ใจมาก และก็ยังยืนยันว่าผมจะมารอเธอที่หน้าหอสมุด ‘มิลเล่ กำลังโทร...’ ‘จ้า ถึงแล้ว เลี้ยวเข้ามอมาแล้วเนี่ย’ ไม่นานเสียงหวานของคนปลายสายก็ทำให้ผมยกยิ้มมุมปาก รู้ด้วยนี่ว่าผมจะโทรตาม “ให้เดินไปรับไหม?” ผมอาสาอย่างเต็มใจ ‘ไม่เป็นไร แค่นี้เอง’ “หนังสือตั้งหลายเล่มนะ” วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง คือการได้อยู่ใกล้ๆ มิลเล่ เธอจะเอาหนังสือที่ทำรายงานมาคืนหอสมุดผมก็อาสาจะพามา ถึงเธอจะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ แต่ตื้อเท่านั้นที่ครองโลกคนหน้ามึนอย่างผมก็เลยไม่ฟังอะไรทั้งนั้น บางทีผมก็แค่อยากเห็นหน้าสวยๆ ของเธอเท่านั้นเอง ‘เราเอาใส่กระเป๋ามาอ่ะ แบกได้สบายมาก’ เธอบอกให้ผมคลายกังวล “โอเค งั้นเรารออยู่ม้านั่งหน้าหอสมุดนะ” ‘ครับผม แค่นี้ก่อนนะ เราหาที่จอดรถก่อน’ “ขอโทษนะคะ” นิ้วเรียวเล็กของใครบางคนสะกิดแขนผมที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ทำให้ผมต้องหันกลับไปสนใจเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอยิ้มบางๆ ให้ผมพร้อมกับสายตาที่เหมือนจะมีประกายหน่อยๆ “อืม มิลเดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ” ‘จ้า เจอกัน’ ผมกดวางสายแล้วหันมาสนใจหญิงสาวตัวเล็กผมยาวสลวยปลิวตามลมในชุดนักศึกษาที่คาดว่าจะอยู่ปี 1 เหมือนกัน เธอมีใบหน้าที่จัดได้ว่าสวยและน่ารักในคราเดียวกัน “เอ่อ... มารอใครเหรอคะ? เห็นยืนอยู่นานแล้ว” ผมถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคนั้น แสดงว่าเธอแอบมองผมตั้งนานแล้วสินะ แต่ที่ผมไม่ค่อยชอบใจคือ ‘เธอยุ่งอะไรด้วย’ แต่ตามมารยาททางสังคมผมก็ไม่ควรพูดประโยคนั้นออกไปใช่ไหม? “อ้อ รอเพื่อนน่ะ มีอะไรหรือเปล่า?” หรือบางทีเธออาจจะมีธุระกับผม ผมอยากให้เธอรีบพูดธุระของเธอให้จบไปก่อนที่มิลเล่จะมาเห็น ผมมองหญิงสาวมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าที่มีสีแดงระเรื่อทำให้เธอยิ่งน่ามอง แต่เธอพยายามทำให้ผมจับสังเกตไม่ได้แบบนี้มันยิ่งชัดเจนกว่าเดิมอีก “เราชื่อควีนนะ นายเรียนดนตรีใช่ไหม?” เธอแนะนำตัวพร้อมกับถามคำถามไปในคราวเดียว “ใช่” ผมตอบเสียงเรียบ ดูจากกระเป๋ากีตาร์ที่สะพายอยู่ก็น่าจะเดาไม่ยากนี่นา ผมคงไม่บ้าแบกกีตาร์มาโชว์เท่หรอกมั้ง “เราชื่อควีนนะ เรียนอักษร คือ... เราอยากขอคำปรึกษานายหน่อยได้ไหม?” “เรื่อง...?” “พอดีอาจารย์ให้เราเขียนบทความเกี่ยวกับวงออเคสตร้าน่ะ เราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องดนตรีเท่าไร เลย... อยากขอคำปรึกษาจากคนที่เรียนสายนี้โดยตรงน่ะ” เธออธิบาย “อืม” “นาย ...พอจะช่วยเราได้ไหม? ช่วยเราหน่อยน้า... นะ” ผมลอบพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ กับท่าทางออดอ้อนของหญิงสาวตรงหน้า หากไม่ช่วยคงไม่คิดว่าผมใจร้ายใช่ไหม? “แล้วอาจารย์ให้ส่งงานวันไหน?” “วันศุกร์น่ะ” “จะเริ่มทำวันไหนก็บอกเราแล้วกัน เราจะช่วย” “เย้! จริงนะ ยอมช่วยเราจริงๆ นะ” หญิงสาวดีใจราวกับลิงโลด มือนุ่มนิ่มจับที่แขนผมพร้อมกับเขย่ามันเร็วๆ ด้วยความดีใจ “อืม” “งั้นขอเบอร์นายหน่อยได้ไหม? เผื่อเราหาตัวนายไม่เจอไง” “อืม” ผมรับสมาร์ทโฟนเครื่องหรูจากมือเล็กที่ขาวเนียนแล้วจัดการกดเบอร์โทรศัพท์ของตนเองบันทึกลงเครื่องอย่างไม่ได้คิดอะไร สาบานตรงนี้เลยว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงๆ ก็เธอมาขอความช่วยเหลือนี่นา อะไรที่ช่วยได้ผมก็ต้องช่วยนั่นแหล่ะ “ว่าแต่... นายชื่ออะไรอ่ะ” “หึ นี่ขอให้คนอื่นช่วยแต่ยังไม่รู้จักชื่อเขาเนี่ยนะ เธอนี่มันบื้อจริงๆเลย” ผมอดขำคนตรงหน้าไม่ได้ “เอ้า!” ควีนย่นคิ้วเล็กน้อยที่ผมว่าให้เธอ “ฉันชื่อ ฟีฟ่า อ่ะ เบอร์ฉัน...เมมให้แล้ว” “ขอบใจนะ ไว้เจอกันตอนเราต้องการความช่วยเหลือ เราไปเรียนละ” เธอเอ่ยอย่างสดใส มันคงยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายดนตรีแต่กลับต้องมาทำงานแบบนี้ ควีนโบกมือให้ และผมก็ยกมือหนาโบกลาเธอเช่นกัน ทว่าพอหันกลับมาผมก็เห็นคนตัวเล็กเดินออกมาจากมุมตึก เธอมองผมด้วยใบหน้าเรียบเฉยคงยืนอยู่นานแล้ว และคงรอผมคุยกับควีนจบก่อน ผมไม่ได้คิดว่ามิลเล่แอบฟังหรอก หรือถ้าเธอแอบฟังจริงๆ ผมก็ไม่โกรธ และบริสุทธิ์ใจด้วย “ผู้หญิงคนเมื่อกี้ ...ใครอ่ะ” เสียงหวานของมิลเล่ทำให้ผมแอบสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับว่าแอบทำอะไรผิดแล้วไม่อยากให้เธอรู้ ทั้งที่มันไม่มีอะไรแท้ๆ “อ๋อ... เธอชื่อควีนน่ะ” ผมตอบพร้อมกับแย่งกระเป๋าผ้าที่บรรจุหนังสือเล่มหนาสามสี่เล่มอยู่ด้านใน มันหนักพอสมควรเลยทีเดียว มิลเล่แบกมาได้อย่างไรกันแขนก็เล็กนิดเดียว “อย่าบอกนะว่า...” เธอหรี่ตามองคนตรงหน้าเล็กน้อยราวกับรู้ทัน “เปล่า เราไม่ได้ชอบควีน” ผมปฏิเสธทันทีก่อนที่มิลเล่จะเข้าใจผิด ผมสังเกตเห็นรอยแดงที่แขนพับของมิลเล่มันคือ รอยกดทับของสายกระเป๋าผ้า เธอยืนรออยู่นานแล้วจริงๆ ด้วย “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แต่ดูเหมือนควีนจะชอบฟ่านะ” ...แปลกๆ แฮะ ตอนที่เธอพูดประโยคนั้น ในใจของผมรู้สึกโหวงๆอย่างไงไม่รู้ เธอพูดราวกับต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง “...แล้วไง มิลก็รู้... เราไม่สนใจอยู่แล้ว” ผมยักไหล่พร้อมกับเบ้ปากหน่อยๆ ก่อนจะออกเดินนำเธอไปอย่างช้าๆ ทำให้คนตัวเล็กต้องเดินตามผมทันที “ลองให้โอกาสเธอดูไหม? บางที... ฟ่าอาจจะเจอคนที่ดีกว่าเรา” ผมหยุดชะงักพร้อมกับหันมามองคนที่พูดประโยคร้ายๆ นั้น หัวใจของผมกระตุกวูบ และกลับมาเต้นแรงกว่าเดิมเหมือนกับมันโดนมือเล็กนุ่มของเธอบีบมัน “...” ผมมองเธอด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ เข้าใจแล้วว่า มิลเล่ต้องการจะบอกอะไรกับผม “อย่าปิดกั้นโอกาสตัวเองเพราะเราเลย” สายตาคมกริบมองที่เธอมันเต็มไปด้วยคำถาม... มิลเล่จึงหลบสายตาของผมแล้วลอบกลืนน้ำลายลงคอ “ทำไมต้องผลักไสเราให้คนอื่นด้วยวะ” ผมถามอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงของผมแสดงถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เธอก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้เธอไล่ผม เธอก็รู้ว่าผมเต็มใจที่จะอยู่แบบนี้ แต่เธอก็ยังไล่... “มันไม่ใช่อย่างนั้น” มือบางเอื้อมมาจับต้นแขนผมเอาไว้เหมือนอยากให้ฟังเหตุผลของเธอบ้าง ผมรู้ดีว่าถ้าหากวันที่ผมรอ... มันไม่มีอยู่จริงเธอก็อยากให้ผมไปเจอคนที่พร้อมจะรัก และดูแลผมได้ มิลเล่ไม่อยากให้ผมจมอยู่กับความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ผมไม่ต้องการความหวังดีแบบนี้! “ก็เห็นๆ อยู่ เธอ ไล่ ฉัน!” ผมรู้ดี ...การที่รออะไรสักอย่าง หรือรอใครบางคนมันช่างทรมานเหลือเกิน เธอคงไม่อยากให้ผมรอ เหมือนที่เธอเองก็รอผู้ชายคนนั้น ถึงสถานะของเรามันจะบอกว่าเป็นแค่ ‘เพื่อน’ แต่ผมกลับทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เธอราวกับว่าสถานะของเรามันไม่ใช่แค่นั้น บางทีผมอาจจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนที่ใช้สถานะ ‘แฟน’ ของเธอเสียอีก “... มิลไม่ได้ไล่ มิลแค่..” “พอเถอะ เราไม่อยากได้ยิน” ผมพูดแทรกทั้งที่เธอยังพูดไม่จบแล้วขยับหนีจนมือเธอหลุดออกจากแขน จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในหอสมุดด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น “ฟีฟ่า!” ผมไม่อยากทะเลาะหรือโมโหใส่เธอจึงเลือกที่จะเดินหนีถึงจะมีเสียงเรียกของเธอไล่ตาม แต่ผมก็ไม่คิดจะหันกลับไปคุยกับคนใจร้ายที่พยายามผลักผมออกจากชีวิตทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร ความผิดเดียวของผมก็คือ ...ผมรักเธอจนไม่อาจตัดใจได้ มิลเล่พ้นลมหายใจยาวๆ ก่อนจะเร่งผีเท้าก้าวตามผมเข้าไปในหอสมุด “คืนหนังสือครับ” ผมพูดกับบรรณารักษ์ของหอสมุด เจ้าหน้าที่รับหนังสือมาก่อนจะนับเล่ม “สี่เล่มนะครับ” “ครับ” ผมพยักหน้า “...ฟ่า...” ผมไม่ได้สนใจเสียงเรียกของคนที่อยู่ด้านหลังราวกับว่าไม่ใช่ชื่อของตนเอง ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไง มิลเล่ไม่เคยเห็นผมในโหมดแบบนี้มาก่อน อย่างว่าเหรียญมีสองด้าน ผมก็ไม่ใช่พระถังซัมจั๋งที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยนี่ ผมเป็นคนธรรมดามีอารมณ์ต่างๆ เหมือนคนทั่วไปนั่นแหล่ะ เพียงแต่ผมเลือกที่จะแสดงด้านดีให้เธอเห็นมากกว่า “ส่งตามกำหนดไม่มีค่าปรับ เรียบร้อยครับ” เสียงบรรณารักษ์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ขอบคุณครับ” หลังจากกล่าวขอบคุณบรรณารักษ์แล้วผมก็ก้าวยาวๆ ออกจากบริเวณนั้นทันที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD