Episode 2 คบกันก็ได้นะ 4

1425 Words
“เดี๋ยว ฟีฟ่า...” “เฮ้อ... อะไรอีก?” ผมหันกลับมาหาคนที่เดินตามมา ผมไม่อยากฟังอะไรตอนนี้ ถึงแม้ในใจจะคิดว่าสิ่งที่ตนเองทุ่มเทให้กับเธอมันอาจจะสูญเปล่า แต่มิลเล่ไม่เคยพูดแบบนี้กับผมสักครั้ง ผมรู้ว่าเธอเองก็ลำบากใจที่มีผมอยู่ในชีวิตเลยอยากไล่ให้ไปคบกับคนอื่น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้ามาวุ่นวายในชีวิตเธออีก... ถูกต้องไหม? “โกรธเราเหรอ? เราขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจจะให้นายรู้สึกไม่ดี” เธอเอ่ยเสียงอ่อน น้ำเสียงแบบนั้นทำให้ผมใจอ่อนยวบ แต่ก็ใช่ว่าผมจะลืมเรื่องก่อนหน้านี้นะ “หยุดเถอะ ถ้าไม่อยากให้เรารู้สึกไม่ดี” ผมบอกอย่างหงุดหงิด “...” ผมพ่นลมหายใจแล้วสะบัดศีรษะไล่ความคิดที่หงุดหงิดใจออกไป ก่อนจะก้าวตรงไปยังตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์ เท้าเล็กที่สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวยังคงก้าวตามผมอย่างเงียบๆ สายตาหวานปนรู้สึกผิดจ้องมองที่แผ่นหลังกว้างไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเดินตามผม ทั้งที่รถของเธอก็จอดอยู่ใกล้ๆ ขับรถมาอาจจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะตึกหอสมุดกับโซนคณะของผมและเธอมันค่อนข้างจะไกลอยู่พอสมควร คนตัวเล็กคงไม่อยากส่งเสียงให้ผมรำคาญใจจนเธอโดนผมดุอีกเลยเดินตามมาอย่างเงียบๆ ผมเดินเลยตึกศิลปกรรมมาจนถึงหน้าตึกคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นตึกเรียนของเธอ และดูจากสายตาที่เธอมองผมแล้วคงจะสงสัยว่าทำไมผมถึงเดินเลยตึกคณะ “ขึ้นเรียน สายมากแล้ว” ผมหันมาพูดกับเธอ แต่สีหน้ายังนิ่งเรียบราวกับน้ำทะเลในยามค่ำคืน ผมมองใบหน้างงงวยของเธอ มิลเล่กวาดสายตามองไปรอบๆ นี่อย่าบอกนะว่า เดินตามผมมาแต่ไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว ยัยบ๊องเอ้ย! คนตัวเล็กมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “...ตอนเย็นพาไปเลือกกีตาร์ด้วย” พอได้ยินประโยคนั้นริมฝีปากสีชมพูน่าจูบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง ผมชอบคิดอกุศลกับเธออยู่เรื่อย ...ก็นะ ผมชอบเธอนี่ ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเข้าจากความรู้สึกชอบก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรักย่างง่ายดาย “งั้น... เราไปเรียนนะ” ผมเดินเข้ามาใกล้ร่างเล็กก่อนจะลูบที่ศีรษะทุยสองทีอย่างทะนุถนอมแล้วเอ่ยขึ้น “อืม... ตอนเย็นเจอกัน” มิลเล่ยิ้มบางๆ ให้ผม ผมทำใจโกรธเธอไม่ลงหรอก ถึงจะไม่ชอบที่เธอพูดแบบนั้นก็ตาม ถึงจะยังไม่หายหงุดหงิด แต่ผมอารมณ์เย็นขึ้นมาบ้างแล้ว ผมมองร่างบางที่เดินเข้าไปในตึกเรียนก่อนจะเดินย้อนกลับมาที่ตึกคณะศิลปกรรม วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมีเรียนทั้งวัน ตอนมัธยมจบสายวิทย์ - คณิตมา แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงทำให้ผมเริ่มชอบ และหลงรักในเสียงดนตรีมันทำให้ผมมีความสุข ผมรู้สึกมหัศจรรย์กับเสียงดนตรี มนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณเขาคิดได้อย่างไรกัน และคิดว่าหากเราทำในสิ่งที่ตนเองชอบมันจะออกมาดีเสมอ อีกอย่างผมก็ไม่ได้อยากปวดหัวกับอะไรที่เป็นตัวเลขหรืออะไรเทือกนั้น แม้พ่อของผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ท่านก็ยอมให้ผมเรียนจนได้ “รอนานไหม?” เสียงใสของหญิงสาวที่ผมนั่งรอดังเรียกสติผมที่กำลังนั่งเหม่ออยู่บนม้านั่งหน้าคณะนิเทศศาสตร์ ผมเงยหน้ามองคนตัวเล็กในชุดนักศึกษาพอดีตัวแต่กระโปรงเหนือเข่านั้นทำให้ผมไม่ค่อยสบอารมณ์อีกแล้ว แต่มันก็ยังยาวกว่าสาวๆ ในคณะนิเทศศาสตร์นั่นแหล่ะ แค่อย่าสั้นไปกว่านี้ก็พอ “ไม่นานหรอก ไปกัน เอารถมิลไว้นี่แหล่ะ ซื้อกีตาร์เสร็จจะได้เข้าไปหาพี่คอปเปอร์กันเลย” “โอเคค่ะ” เธอพยักหน้ารับรู้ ผมทำเหมือนทุกครั้งแย่งกระเป๋าผ้าของเธอไปถือถึงแม้มิลเล่จะไม่อยากให้ผมทำแบบนี้ มันออกจะเกินหน้าที่ไปหน่อย แต่ผมพอใจทำทุกอย่างที่ทำให้ผมเต็มใจและมีความสุข โดยไม่สนเสียงคัดค้านจากคนตัวเล็กเลย “ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มให้ก่อนที่เท้าของทั้งสองคนจะก้าวไปที่ลานจอดรถพร้อมกัน ผมและเพื่อนๆ ตกลงว่าจะเล่นดนตรีที่ X PUB ซึ่งเป็นผับที่พึ่งเปิดใหม่ของพี่คอปเปอร์ ลูกพี่ลูกน้องของมิลเล่ และเย็นนี้พวกเราก็จะเข้าไปคุยรายละเอียดกัน ความจริงแล้วการเล่นดนตรีตอนกลางคืนมันก็มีทั้งผลดี และผลเสีย แต่เพื่อนๆ ในวงลงมติกันว่า จะต้องมองที่ผลดีของมัน คือมันเป็นการฝึกซ้อมไปในตัวด้วย พวกเขายังใหม่บางจุดก็ยังเล่นไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไร หากจะอาศัยช่วงเวลาว่างมาซ้อมมากสุดก็สัปดาห์ละสามถึงสี่วันเท่านั้น บางวันถ้าใครในวงมีธุระการซ้อมก็จะยกเลิกไป “เรียนเป็นไงบ้าง?” มิลเล่เอ่ยทำลายความเงียบหลังจากที่เคลื่อนรถออกมาได้สักพัก “ก็สนุกดี ได้ลองเล่นเครื่องดนตรีใหม่ๆ หลายอย่างเลย เสียงมันก็ต่างกันด้วยนะ” ปากบางยกยิ้มเมื่อผมเอ่ยอย่างมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำ สำหรับผมดนตรีก็เป็นเหมือนเพื่อนสนิท มันสามารถทำลายความเงียบ และทำให้ผู้คนคล้อยตามจังหวะของมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในยามที่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเคว้งคว้างไร้ที่พึ่งก็มีดนตรีนี้แหล่ะที่คอยอยู่เป็นเพื่อน “เอ้อ ว่าจะถาม ฟ่าจะซื้อกีตาร์ใหม่ทำไมอ่ะ มีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” เธอคงหมายถึง ตัวที่ผมชอบสะพายมาเรียนด้วยเกือบทุกวัน “อันนี้มันกีตาร์คลาสสิก ที่จะซื้ออ่ะกีตาร์ไฟฟ้า แบบที่เราเล่นตอนซ้อมวันนั้นอ่ะ” ผมอธิบาย “อ่าว แล้วมันไม่เหมือนกันเหรอ?” คิ้วเรียวเล็กขมวดเป็นปม มิลเล่คงไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เหมือนกันตรงไหน “หึ จะเหมือนกันได้ยังไง ก็ในเมื่อชื่อมันก็บอกอยู่ว่าเป็นกีตาร์ไฟฟ้ากับกีตาร์คลาสสิก” ผมหัวเราะในลำคออย่างเอ็นดู ดวงตาที่มองผมด้วยความสงสัยมันช่างน่ารักชวนให้กดจมูกลงไปที่แก้มเหลือเกิน ...อ่า นี่ผมคิดอกุศลกับเธออีกแล้วเหรอเนี่ย “แต่มันก็กีตาร์เหมือนกันนะ” มิลเล่ยังคงค้านในสิ่งที่เธอคิด “เฮ้อ... เดี๋ยวไปถึงร้านแล้วจะบอกว่ามันต่างกันยังไง จะเล่นให้ฟังด้วยจะได้เลิกเถียงเราสักที” เขาบอกพรางสายศีรษะ “ย่ะ ก็มิลไม่ได้เรียนดนตรีนี่ จะไปรู้ได้ยังไง” “ก็มีแฟนเรียนดนตรีซะสิ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีเราจะตอบทุกอย่างเลย” พูดแล้วก็อมยิ้มอย่างมีความสุข “เนียนไปอีก ไม่อ่อยสักวันได้ป่ะ” มันเป็นความความเคยชินไปแล้ว วันไหนไม่ได้หยอด วันไหนไม่ได้อ่อยเธอมันเหมือนกับว่า ผมจะลงแดงตายให้ได้ ผมชอบเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของเธอ ชอบเห็นเวลาเธอเขินอาย ผมเลยขุดหลุมดักทุกทางหวังว่าสักวันมิลเล่จะหล่นลงไปในหลุมรักที่ผมขุดไว้สักวัน “ฮ่าๆ อ่อยแค่มิลคนเดียวแหล่ะ อ่อยทุกวันเผื่อมิลจะใจอ่อนยอมคบกับเราเร็วๆ ไง” ผมเอื้อมมือมายีผมคนตัวเล็กอย่างเอ็นดู “หืม ก่อนเข้าไปหาเฮียแวะกินข้าวด้วยนะ” “ครับผม แล้วมิลจะต้องทำงานที่ผับต่อไหม? เราจะได้รอ” “นิดหน่อยน่ะ เฮียบอกให้เข้าไปดูเช็คขอที่มาลงใหม่วันนี้” เธอบอกสิ่งที่ต้องทำ “อืม ถึงแล้วครับคนสวย” สาวสวยข้างๆ ยิ้มให้ผมก่อนจะเปิดประตูรถลงไปพร้อมกัน ผมพาเธอมายังห้างสรรพสินค้าจุดมุ่งหมายในวันนี้คือ มาซื้อกีตาร์ไฟฟ้า ความจริงผมมาคนเดียวก็ได้ แต่ผมว่ามันน่าจะดีกว่าถ้าเธอมาด้วย ไม่รู้สิ บางทีผมแค่อยากอยู่ใกล้ๆ และใช้เวลาอยู่กับเธอให้มากที่สุด ---- งุ้ยยย ใครหลงรักฟีฟ่าบ้างขอเสียงหน่อยยยยยย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD