ผมทำเหมือนทุกครั้งที่ไปไหนมาไหนด้วยกันคือ การจับมือนุ่มนิ่ม มืออีกข้างก็ล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินนำเธออย่างสบายใจ ตอนนี้เธอคงชินเสียแล้วถึงไม่ขัดขืน และสลัดมือออกเหมือนตอนแรกๆ แต่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยเธอก็ไม่ค่อยยอมให้ผมจับมือหรอก
บริเวณภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาว และเทามีเครื่องดนตรีมากมายที่ถูกจัดไว้เป็นสัดส่วน ถึงแม้จะมีเครื่องดนตรีมากมาย แต่กลับไม่ดูรกแถมยังดูโล่ง สบายตาอีกต่างหาก ซึ่งก็มีทั้งเครื่องดนตรีไทย และเครื่องดนตรีสากลจัดไว้คนละฝั่งของร้าน
“คุณฟีฟ่าสวัสดีครับ” พนักงานเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม เพราะผมมาที่นี่บ่อยมาก
“สวัสดีครับ ผมขอดูกีตาร์ไฟฟ้าหน่อยครับ” ผมบอกกับฝ่ายขายที่มาต้อนรับทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
“เชิญนั่งรอที่โซฟาเลยครับ เดี๋ยวผมให้เด็กเอาออกมาให้ดู”
เขาผายมือไปที่โซฟาชุดตัวยาวสีดำที่ตั้งอยู่กลางร้าน แต่ก่อนที่ผมจะพาคนตัวเล็กเดินไปนั่งตรงนั้น และก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“อ้อ... ขอกีตาร์คลาสสิกรุ่นที่ผมเคยซื้อไปด้วยครับ พอดีมีคนอยากเห็นความต่างของมัน” ผมเอ่ยพาดพิงถึงคนข้างๆ พร้อมกับมองเธอ
“อ้อ... ได้ครับ”
พนักงานขายมองที่เจ้าของใบหน้าหวานที่ยืนอยู่ด้านข้างผมก่อนจะอมยิ้มอย่างเข้าใจ มิลเล่เองก็ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร
สองร่างหย่อนก้นลงบนโซฟาตัวยาวเพื่อรอ ผมเอนตัวพร้อมกับวางแขนลงบนพนักพิงคล้ายกับเป็นการโอบคนตัวเล็กทางอ้อม แต่เราก็ไม่ได้นั่งใกล้กันเกินไปหรอก ผมไม่อยากให้เธออึดอัดกับพฤติกรรมของผมมากนัก แค่นี้เธอก็ผลักไสผมจะแย่อยู่แล้ว
“ฟ่ามาที่นี่บ่อยเหรอ?” มิลเล่ถาม
เธอคงสังเกตว่าผมสนิทกับพนักงานที่นี่ล่ะมั้ง ถึงสงสัย
“ร้านของเพื่อนอาน่ะ ถ้าเบื่อๆ ก็จะมา”
ตอนที่เขาอายุ 8 ขวบ ผมเสียมารดาไป เพราะอุบัติเหตุ ในเวลานั้นผมรู้สึกว่าชีวิตผมไร้ที่พึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างมันตื้อไปหมด เหมือนกับว่าผมไม่สามารถก้าวต่อไปได้ถ้าขาดแม่ ทั้งที่ผมเองก็ยังมีพ่ออยู่แต่ผมเศร้าจนไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ผมเริ่มนิ่ง และไม่ยอมพูดกับคนรอบข้าง อาเล็กเป็นคนสอนผมเล่นกีตาร์คลาสสิกเป็นครั้งแรกมันทำให้ผมค้นพบว่า เสียงดนตรีมันทำให้หายเศร้า ทุกจังหวะ ทุกตัวโน๊ต... มันมีชีวิต ตอนผมเล่นดนตรีมันทำให้ลืมเรื่องราวร้ายๆ ไปชั่วขณะ
“แสดงว่าอาการเบื่อของฟ่าคงจะเกิดขึ้นบ่อยน่าดู” เธอเอ่ยเย้า
“ตอนนี้ไม่ค่อยเบื่อแล้ว” คนตัวเล็กเบนความสนใจไปจากผม เมื่อเห็นว่าเธอไม่สนใจผมจึงเอ่ยถาม “ไม่สงสัยเหรอว่าทำไมไม่เบื่อ”
“หึ ถ้าอยากบอกก็พูดมาเถอะ” มิลเล่พูดพร้อมกับกลั้วหัวเราะ
“ก็...เพราะได้อยู่กับเธอบ่อยๆ ไง” ผมพูดออกมาพร้อมกับอมยิ้มหน่อยๆ ช่วงที่ผ่านมาผมสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ปกติผมจะไม่ค่อยยิ้มด้วยซ้ำ แต่พออยู่กับเธอ...ผมกลับยิ้มบ่อย
“แหวะ ว่าแล้วไงที่ไม่ถามเพราะรู้ไงว่าฟ่าจะพูดแบบนี้”
ผมหัวเราะในลำคอพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ...มิลเล่จะรู้หรือเปล่านะ ว่าเธอเป็นความสุขของผมไปเสียแล้ว
“น้ำค่ะ”
น้ำหวานสองแก้วถูกวางตรงหน้าก่อนที่พนักงานในร้านจะนำกีตาร์ไฟฟ้าประมาณ 10 ตัวมาวางเรียงรายตรงหน้า มันเป็นตัวที่ผมเคยลองเล่นมาแล้วเกือบทั้งหมด
“คุณฟีฟ่าจะลองตัวไหนก่อนครับ”
“ขอกีตาร์คลาสสิกก่อนครับ”
ฝ่ายขายพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้พนักงานยกกีตาร์ตัวหนึ่งที่มีรูปร่างแตกต่างจากสิบตัวที่วางอยู่บนขาตั้ง
ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่สายตาคมจ้องมองมาที่คนตัวเล็กที่ยิ้มหวานรอผมอยู่ ผมใช้หน้าขาข้างหนึ่งตั้งกีตาร์เอาไว้ ขาอีกข้างก็เหยียบบริเวณที่พักเท้า จับกีตาร์ให้ชันกว่าที่มิลเล่เคยเห็นคนทั่วไปเล่นเล็กน้อย เมื่อจัดท่าทางที่แปลกตาเสร็จนิ้วเรียวยาวตามแบบฉบับของคนเล่นดนตรีก็เริ่มกรีดกรายลงไปที่สายของมัน
ท่วงทำนองที่แสนหวานถูกสะบัดรังสรรค์อย่างชำนาญ ผมคงเป็นอีกหนึ่งคนที่เล่นกีตาร์ได้ดี ผมมั่นใจว่ามันเพราะมาก ...ก็ผมเล่นด้วยหัวใจนี่นา ท่วงทำนองที่คุ้นเคยทำให้เธอยิ่งตั้งใจฟังมัน ฟังมาได้สักพักมิลเล่ก็ยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับร้องอ๋อเบาๆ รู้ว่าเพลงนี้คือเพลงยอดฮิตที่อยู่ในกล่องดนตรีไขลาน แต่ด้วยความที่มันเป็นเสียงกีตาร์คลาสสิกจึงเหมือนกับว่าเป็นเพลงจากวงออเครสตร้าขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้
หญิงสาวปรบมือให้กับบทเพลงที่แสนไพเราะจากปลายนิ้ว ผมได้รับกำลังใจจึงกระตุกยิ้มที่มุมปาก หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นกีตาร์ไฟฟ้าที่ถูกต่อเข้ากับลำโพงขยายเสียงไว้เรียบร้อย
“ตามชื่อ...กีตาร์ไฟฟ้า ถ้าไม่ต่อเข้ากับลำโพงมันก็จะไม่ได้ยินเสียง เพราะมันไม่มีลำโพงในตัวเหมือนกีตาร์คลาสสิก แต่วิธีการก็จะคล้ายๆ กัน” ผมอธิบาย
“อืม”
จังหวะและท่วงทำนองของเพลงเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องจากกีตาร์ไฟฟ้า มันคือเพลงเดิม เพียงแต่จังหวะมันหนักหน่วงและเร็วขึ้น เป็นจังหวะแจ๊สสนุกๆ ที่ทำให้เท้าเล็กขยับตามจังหวะนั้นได้ นิ้วเรียวยาวโซโล่อย่างรวดเร็วก่อนจะจบท่อนสุดท้ายด้วยจังหวะที่ช้าลงเล็กน้อย
“เห็นความแตกต่างยัง?” ผมถามพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก
มิลเล่พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอึ้งๆ “สุดยอดอ่ะ”
“Thank madam” ผมยิ้มรับกับคำชมนั้นแล้ววางกีตาร์ลงกับขาตั้งก่อนจะเอ่ยถาม “มิลชอบตัวไหน?”
“ถามเราทำไม? เราเล่นไม่เป็นจะรู้ไหมว่าตัวไหนเสียงมันดี”
“เสียงมันก็เหมือนๆ กันแหล่ะ มันอยู่ในเกรดเดียวกัน อยากให้มิลช่วยเลือกให้” ผมบอกเหตุผลจริงๆ โดยไม่คิดจะปิดบัง
“ขอดูตัวที่เป็นสีน้ำเงินกับสีแดงหน่อยค่ะ”
“เลือกตัวแพงซะด้วย” ผมระบายยิ้ม
“ไม่ได้เหรอ?”
ผมยักไหล่ให้อย่างไม่หยีหระ แพงแต่ไหนก็จ่ายได้กีตาร์เหล่านี้มีราคาไม่ต่ำกว่าหลักแสนเท่านั้นเอง
พนักงานเลื่อนกีตาร์สองตัวมาตรงหน้าคนตัวเล็ก ผมจับจ้องทุกการกระทำของเธอ มิลเล่ทำท่าครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนจะหยิบกีตาร์ตัวที่เธอเลือกขึ้นมาแล้วยิ้มให้ผม
“ทำไมเลือกสีน้ำเงินอ่ะ”
“ก็...เราชอบสีน้ำเงิน อีกอย่าง...สีของมันเป็นสีเมทลิกเวลาเล่นบนเวทีที่มีแสงน้อยมันจะเรืองแสงออกมานิดหน่อย เราว่ามันสวยดีนะ และฟ่าก็เหมาะกับสีน้ำเงินด้วย” เธอเล่าภาพในจินตนาการให้ฟัง
“ทำไม?” ผมขมวดคิ้วถาม
“จะสงสัยอะไรนักหนา” เธอพูดอย่างหงุดหงิด
“เอาตัวนี้ครับ” ผมหันไปคุยกับพนักงานก่อนใบหน้าเรียบเฉยจะหันกลับมาสนใจเธออีกครั้ง “ตอบมา...”
“อย่าดุสิ”
“หึๆ” ฟีฟ่าหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นไปหน้ายู่ย่นของมิลเล่ยามไม่พอใจที่ผมดุ ก็ผมอยากรู้นี่
“ก็... ฟ่าเหมือนยาพิษที่มันสวยงาม และน่าลิ้มลอง มันไม่ได้ฉูดฉาด หรือน่ากลัว กลับทำให้เราสบายใจเมื่ออยู่ใกล้เหมือนสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก แต่ยาพิษยังไงก็คือ ยาพิษ เรารู้ว่าถ้ากินมันลงไปเมื่อไหร่... มันก็พร้อมที่จะทำให้หัวใจเราหยุดเต้นได้... ล่ะมั้ง”
“...นิยายมากเถอะ”
ถึงคำพูดจะดูเหมือนผมกำลังขำอยู่ แต่น้ำเสียงนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่ยิ่งตึงขึ้นเป็นเท่าตัว ผมไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เธอพูด ผมพยายามจะไม่คิดในแง่ลบแล้วนะ แต่...
...นี่อาจจะเป็นอีกครั้งที่มิลเล่บอกผมกรายๆ ว่า เธอไม่สามารถรักผมได้ และ...ให้ผมตัดใจ
“เรียบร้อยแล้วครับคุณฟีฟ่า”
มิลเล่ลอบถอนหายใจออกมาราวกับว่าพนักงานเข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี เธอคงทำตัวไม่ถูกที่เห็นสายตาเรียบเฉยของผมจ้องเธอแบบนั้น
“ขอบคุณครับ” ผมสะพายกีตาร์ตัวใหม่ที่เขาพึ่งจ่ายด้วยราคาสูงขึ้นบนบ่าก่อนจะหันมาทางมิลเล่ “กลับกัน”
มิลเล่เดินตามร่างสูงออกจากร้าน ผมก้าวเท้ายาวมากไม่คิดจะหันกลับมามองเธอด้วยซ้ำจนเธอต้องเดินเร็วๆ ให้ทัน แต่เสียงของคนที่เรียกเธอมันก็ทำให้ผมชะงักฝีเท้า
“มิลเล่” เสียงคุ้นหูดังขึ้น
“พี่แม็ก”
มิลเล่เอ่ยชื่อคนพี่พึ่งเดินเข้ามา ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอคงตกใจไม่ใช่น้อยที่อยู่ๆ แฟนของเธอก็มาเจอตอนเราอยู่ด้วยกัน มันคงเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้น และผมก็ไม่อยากให้เธอมีปัญหากับแฟน ...เพราะผม
“ทำไมเห็นหน้า ‘แฟน’ ตัวเองต้องตกใจขนาดนั้นล่ะ”
เอาไงล่ะทีนี้ ไรท์ขอช็อกแป๊บ ชอบไม่ชอบยังไงเม้นคุยกันได้น้า