“ทำไมเห็นหน้า ‘แฟน’ ตัวเองต้องตกใจขนาดนั้นล่ะ” เขาแสยะยิ้มให้เธอ จงใจเน้นคำว่าแฟนให้ผมได้ยิน และเป็นการย้ำเตือนคนตัวเล็กด้วย
แบบนี้แม่งกวนส้นเท้าว่ะ กะว่าจะไม่แย่งแล้วนะ อย่าทำให้ของขึ้นดิวะ
“เปล่านี่คะ” เธอปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนจืด
“นี่ใคร?”
ผมมองชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกัน เขาเองก็จ้องผมอย่างไม่มีใครยอมใคร ถึงผู้ชายคนนั้นจะถามมิลเล่ แต่สายตากลับไม่ได้มองคู่สนทนาด้วยซ้ำ ทำไมมันจะไม่รู้ว่าผมเป็นใคร เราเคยเจอกันแล้วนี่
“เพื่อนค่ะ” เธอตอบเสียงเบาหวิว
“ก็ขอให้เป็นเพื่อนอย่างที่พูดเถอะ” มันบอกราวกับคาดโทษ
“ครับ ตอนนี้เป็นเพื่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พี่ไม่ต้องการเธอ ผมจะดูแลเธอเอง” ผมเอ่ยอย่างหนักแน่น
“ไอ้ฟีฟ่า!”
สิ้นคำพูดคอเสื้อนักศึกษาของผมก็ถูกกระชากด้วยมือของชายหนุ่มอีกคน แววตาแดงกำบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าไอ้พี่แม็กกำลังโกรธจัด แต่ผมกลับจ้องเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผมไม่ได้ยั่วโมโหมันนะ แค่ไม่ชอบสิ่งที่มันทำกับมิลเล่เท่านั้นเอง ไม่มีเวลาให้แฟนแล้วทำไมไม่ปล่อยเธอไปวะ จะหวงก้างไว้ทำห่าอะไร รับรองว่าผมดูแลมิลเล่ได้ดีกว่ามันล้านเท่าก็แล้วกัน
“พี่แม็ก!”
มิลตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรีบคว้าตัวแฟนหนุ่มออกมา แต่เรากลับยังยืนนิ่ง เธอบีบข้อมือของมันเบาๆ เป็นเชิงขอร้อง เพราตอนนี้ผู้คนที่อยู่รอบๆ เริ่มให้ความสนใจกับพวกเราแล้ว
สุดท้ายไอ้พี่แม็กก็ยอมปล่อย แต่สายตาคมยังคงฟาดฟันอย่างดุเดือด หากเป็นที่อื่นพวกเราคงซัดกันนัวไปแล้ว ผมเองก็อยากต่อยแม่งเหมือนกัน
“ถ้าพี่ดูแลมิลไม่ได้ เดี๋ยวผมช่วยดูแลเอง” ผมพูดเสียงดัง
“อย่าเสือกให้มาก มันไม่ใช่หน้าที่มึง แฟนกู ...กูดูแลเอง” นิ้วแกร่งชี้หน้าคาดโทษเจ้าของคำพูด
“หึ...” ผมเค้นเสียงเย้ยหยัน ...ดูแลได้อย่างนั้นเหรอ?
“พี่แม็ก พอแล้วไปเถอะ”
มิลเล่ต้องรีบแยกพวกเราออกจากกัน แต่ก่อนที่มันจะไปก็หันกลับมาทิ้งไพ่ใบสำคัญ
“อ้อ... อีกอย่าง มิลไม่มีวันเลิกกับกู เผื่อมึงยังไม่รู้”
แม็กกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่ลำแขนแกร่งจะโอบรอบคอคนตัวเล็กแล้วพาเธอเดินออกไปจากตรงนั้น ภาพที่เห็นมันชวนให้ผมหัวร้อนยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ทำได้แค่ยืนกำหมัดแน่น กรามขบกันจนขึ้นสันนูน แววตาโรจน์ด้วยความโกรธมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวด
ผมกลับมาที่คอนโดด้วยอารมณ์ค่อนข้างไม่ปกติโยนกีตาร์ราคาแพงที่พึ่งสอยมาจากร้านเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาลงบนเตียงนุ่ม แล้วพาตนเองทิ้งตัวดิ่งตามลงไป
ไม่อยากจะยอมรับความจริงว่า มิลเล่ไม่ใช่ของผม แต่ก็นั่นแหล่ะ ผมไม่สามารถปล่อยเธอไปได้จริงๆ ถ้าผมรักใครสักคน... ผมก็จะรักแค่ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว เพราะหัวใจของผมอยู่ที่เธอตั้งแต่แรก และไม่คิดที่จะทวงมันกลับคืนมามอบให้คนอื่น ถึงแม้ผมจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน... ก็ยอม
RRR RRRRR
มือหนาล้วงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงนักศึกษาของตัวเองขึ้นมาดูเมื่อมันเตือนว่ามีคนโทรเข้า
‘ควีน อักษรศาสตร์’
ผมพ่นลมหายใจออกมาทางปากหนักๆ ไม่ได้อยากรับสายเจ้าของเบอร์นี้ แต่เมื่อรับปากว่าจะช่วยเธอแล้วมันก็คงเลี่ยงไม่ได้
“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงที่เจือความหงุดหงิดลงไปในโทรศัพท์เครื่องหรู
‘เอ่อ... ฮัลโหลฟีฟ่า เราควีนนะที่เราเคยขอให้นายช่วยเรื่องวงออเคสตร้าอ่ะ จำได้เปล่า’
เธอคงรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงขุ่นมัว แต่ถามว่าผมสนใจไหม? ก็ไม่ แค่ผมยอมรับสายก็ดีแค่ไหนแล้ว
“อืม” ผมตอบห้วนๆ
‘คือ... ตอนนี้นายว่างเปล่า พอดีเรามาหาหนังสือในหอสมุด แต่ไม่รู้ว่าเล่มไหนควรใช้อ้างอิง’
“เล่มไหนมันก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหล่ะ” ผมบอกปัดๆ หนังสือในหอสมุดล้วนแต่เป็นหนังสือที่ดีๆ ทั้งนั้น สามารถให้อ้างอิงงานได้อยู่แล้วไม่เห็นต้องโทรหาผมให้เปลืองแบต เปลืองเงินเลย
‘เอ่อ... ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ งั้นเราไม่กวนละ’
น้ำเสียงของคนปลายสายหม่นลงอย่างชัดเจนจนทำให้ผมหลับตาลงก่อนจะพูดขึ้น “อยู่ในหอสมุดใช่ไหม? รอสักสิบห้านาทีแล้วกัน เดี๋ยวฉันออกไป”
‘ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ’ เธอบอกอย่างเกรงใจ
“แล้วเจอกัน”
ผมตัดสายก่อนจะปิดเปลือกตาข่มอารมณ์คุกกรุ่นที่มีอยู่ หยัดตัวลุกขึ้นนั่งที่ปลายเตียงแล้วยัดโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม คว้าคีย์การ์ดกับกุญแจรถแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องพัก
ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหอสมุด ขายาวพาผมเดินขึ้นมายังชั้น 3 ของหอสมุดที่เป็นหมวดหมู่เกี่ยวกับศิลปะและการบันเทิง ช่วงนี้เป็นช่วงเลิกเรียนคนในหอสมุดค่อนข้างแน่น
ร่างเล็กที่ออกจะอวบนิดๆ กำลังยื้อแขนพร้อมเขย่งเท้า เพื่อหยิบหนังสือจากชั้นบนสุด แต่ดูเหมือนความสูงของเธอจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่นัก ในขณะที่ควีนกำลังพยายามผมก็เดินเข้ามายืนซ้อนหลังเธอแล้วเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวให้กับเธอ เพราะความสูงของผมไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
“อุ้ย”
ควีนตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนช่วยแก้มขาวเนียนก็พลันเห่อร้อนขึ้นมาทันที ซึ่งผมไม่ได้สนใจท่าทางนั้น และยื่นหนังสือให้กับเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ขอบคุณ” ปากบางเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“เธอจะเอาไปเขียนแค่บทความ หรือจะเอาไปทำรายงานกันแน่”
ผมถามขึ้นพร้อมกับแย่งหนังสือสามเล่มในมือของควีนไปถือ แปลกอยู่ที่การกระทำแบบนี้ทำให้ผมคิดถึงผู้หญิงอีกคนที่ผมชอบแย่งของจากมือเธอไปถือ ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ หวังว่าไอ้บ้านั่นคงไม่ทำอะไรเธอนะ
“ก็... ควีนไม่รู้ว่าต้องใช้เล่มไหนบ้าง เล่มไหนข้อมูลถึงจะดี ก็เลยหยิบมาทุกเล่มเลยไง” เธอเอ่ยอย่างเก้อเขิน
สองร่างเดินมานั่งโต๊ะสำหรับอ่านหนังสือใกล้ๆ ที่ควีนจองเอาไว้ หลังจากนั้นควีนก็เริ่มเขียนบทความ โดยมีผมเป็นคนช่วยให้ข้อมูลหลายๆ อย่างที่เธอไม่เข้าใจ สำนวนที่ควีนใช้เขียนเหมือนกับเธอเป็นมืออาชีพมาก บวกกับความรู้ของผมที่อธิบายให้ฟังก็ถือว่า ทุกอย่างออกมาเกือบเฟอร์เฟค แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ผิดอยู่
“ไม่ใช่ ตรงนี้มันต้องเขียนว่า เพลงซิมโฟนี่ ไม่ใช่ วงซิมโฟนี่” ผมเอ่ยท้วง
ในจังหวะที่ควีนจะคว้าเมาท์เพื่อเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งเคอร์เซอร์ในโปรแกรมไมโครซอฟเวิร์ดมายังตำแหน่งที่จะแก้ มือบางก็ทาบลงบนหลังมือของผมพอดี
ผมรีบชักมือกลับทันที แต่สาวเจ้ากลับมีท่าทีเขินอายจนต้องเสมองไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าที่เปื้อนเลือดฝาดนั้นช่างเหมาะกับอมยิ้มเขินอายนั้นมากๆ
เฮ้อ... ถ้าตรงที่เธอนั่งเป็นมิลเล่ก็คงจะดีกว่านี้
“มันเป็นยุคคลาสสิกที่คิดรูปแบบมาตรฐานขึ้นมา เรียกประเภทเพลงซิมโฟนี่ ปัจจุบันเขาก็เลยเรียกวงประเภทนี้ว่าเรียกว่า วงซิมโฟนี่ออ เครสตร้า”
ผมอธิบายทุกอย่าง ทุกคำถามที่เธอสงสัยทำให้ผมนึกถึงหญิงสาวอีกคนที่ตั้งคำถามคล้ายๆ กันกับเธอ ดวงตากลมโตจ้องมองผมอย่างเปิดเผย ผมก็พอจะเดาออกอยู่หรอกว่าเธอรู้สึกยังไงกับผม แล้วถ้าไม่ใช่มิลเล่... มันจะดีหรอ?...
...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมต้องเป็นมิลเล่ อาจเป็นเพราะมิลเล่ไม่เหมือนคนอื่นมั้ง
“เธอชอบฉันหรอ?” ผมถามตรงๆ
“!!! ...ทำไม?”
“หึ ดูไม่ยากหรอก ก็ท่าทางเธอแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น”
ผมสังเกตว่าควีนแอบมองอยู่หลายครั้ง พอผมเงยหน้าขึ้นมาเธอก็ทำเป็นอ่านหนังสือบ้าง หันมองทางอื่นบ้าง แต่ท่าทางเขินอายและสองแก้มที่แดงระเรื่อคงกลบเกลื่อนไม่ได้
“ใช่... ควีนชอบฟีฟ่า” เธอบอกอย่างเขินอาย
“...”
“ชอบมาตั้งแต่แรกเห็น เลยอยากให้นายช่วยเรื่องบทความไง”
หรือนี่... อาจจะเป็นแผนเข้าหาผมที่เธอคิดมาตั้งแต่ต้น
“ชอบฉัน เพราะใช้งานฉันได้เหรอ?”
พอได้ฟังก็ต้องกระตุกยิ้มในเหตุผลของเธอ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำสารภาพของควีนหรอก แค่ตลกแค่นั้นเอง
“ปะ เปล่าสักหน่อย” ควีนโบกมือปฏิเสธ
“...ถ้าชอบฉัน” ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพ่นมันออกมาเบาๆ “คบกันก็ได้นะ”
“หะ!”
“ฟังไม่ผิดหรอก ...คบกันนะ”
: จบบันทึกของฟีฟ่า :
------
เอาแล้ววววว ทุกคนว่าฟีฟ่าทำถูกมั้ยเนี่ย