Episode 2 คบกันก็ได้นะ 6

1581 Words
“ทำไมเห็นหน้า ‘แฟน’ ตัวเองต้องตกใจขนาดนั้นล่ะ” เขาแสยะยิ้มให้เธอ จงใจเน้นคำว่าแฟนให้ผมได้ยิน และเป็นการย้ำเตือนคนตัวเล็กด้วย แบบนี้แม่งกวนส้นเท้าว่ะ กะว่าจะไม่แย่งแล้วนะ อย่าทำให้ของขึ้นดิวะ “เปล่านี่คะ” เธอปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนจืด “นี่ใคร?” ผมมองชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกัน เขาเองก็จ้องผมอย่างไม่มีใครยอมใคร ถึงผู้ชายคนนั้นจะถามมิลเล่ แต่สายตากลับไม่ได้มองคู่สนทนาด้วยซ้ำ ทำไมมันจะไม่รู้ว่าผมเป็นใคร เราเคยเจอกันแล้วนี่ “เพื่อนค่ะ” เธอตอบเสียงเบาหวิว “ก็ขอให้เป็นเพื่อนอย่างที่พูดเถอะ” มันบอกราวกับคาดโทษ “ครับ ตอนนี้เป็นเพื่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พี่ไม่ต้องการเธอ ผมจะดูแลเธอเอง” ผมเอ่ยอย่างหนักแน่น “ไอ้ฟีฟ่า!” สิ้นคำพูดคอเสื้อนักศึกษาของผมก็ถูกกระชากด้วยมือของชายหนุ่มอีกคน แววตาแดงกำบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าไอ้พี่แม็กกำลังโกรธจัด แต่ผมกลับจ้องเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผมไม่ได้ยั่วโมโหมันนะ แค่ไม่ชอบสิ่งที่มันทำกับมิลเล่เท่านั้นเอง ไม่มีเวลาให้แฟนแล้วทำไมไม่ปล่อยเธอไปวะ จะหวงก้างไว้ทำห่าอะไร รับรองว่าผมดูแลมิลเล่ได้ดีกว่ามันล้านเท่าก็แล้วกัน “พี่แม็ก!” มิลตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรีบคว้าตัวแฟนหนุ่มออกมา แต่เรากลับยังยืนนิ่ง เธอบีบข้อมือของมันเบาๆ เป็นเชิงขอร้อง เพราตอนนี้ผู้คนที่อยู่รอบๆ เริ่มให้ความสนใจกับพวกเราแล้ว สุดท้ายไอ้พี่แม็กก็ยอมปล่อย แต่สายตาคมยังคงฟาดฟันอย่างดุเดือด หากเป็นที่อื่นพวกเราคงซัดกันนัวไปแล้ว ผมเองก็อยากต่อยแม่งเหมือนกัน “ถ้าพี่ดูแลมิลไม่ได้ เดี๋ยวผมช่วยดูแลเอง” ผมพูดเสียงดัง “อย่าเสือกให้มาก มันไม่ใช่หน้าที่มึง แฟนกู ...กูดูแลเอง” นิ้วแกร่งชี้หน้าคาดโทษเจ้าของคำพูด “หึ...” ผมเค้นเสียงเย้ยหยัน ...ดูแลได้อย่างนั้นเหรอ? “พี่แม็ก พอแล้วไปเถอะ” มิลเล่ต้องรีบแยกพวกเราออกจากกัน แต่ก่อนที่มันจะไปก็หันกลับมาทิ้งไพ่ใบสำคัญ “อ้อ... อีกอย่าง มิลไม่มีวันเลิกกับกู เผื่อมึงยังไม่รู้” แม็กกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่ลำแขนแกร่งจะโอบรอบคอคนตัวเล็กแล้วพาเธอเดินออกไปจากตรงนั้น ภาพที่เห็นมันชวนให้ผมหัวร้อนยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ทำได้แค่ยืนกำหมัดแน่น กรามขบกันจนขึ้นสันนูน แววตาโรจน์ด้วยความโกรธมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวด ผมกลับมาที่คอนโดด้วยอารมณ์ค่อนข้างไม่ปกติโยนกีตาร์ราคาแพงที่พึ่งสอยมาจากร้านเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาลงบนเตียงนุ่ม แล้วพาตนเองทิ้งตัวดิ่งตามลงไป ไม่อยากจะยอมรับความจริงว่า มิลเล่ไม่ใช่ของผม แต่ก็นั่นแหล่ะ ผมไม่สามารถปล่อยเธอไปได้จริงๆ ถ้าผมรักใครสักคน... ผมก็จะรักแค่ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว เพราะหัวใจของผมอยู่ที่เธอตั้งแต่แรก และไม่คิดที่จะทวงมันกลับคืนมามอบให้คนอื่น ถึงแม้ผมจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน... ก็ยอม RRR RRRRR มือหนาล้วงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงนักศึกษาของตัวเองขึ้นมาดูเมื่อมันเตือนว่ามีคนโทรเข้า ‘ควีน อักษรศาสตร์’ ผมพ่นลมหายใจออกมาทางปากหนักๆ ไม่ได้อยากรับสายเจ้าของเบอร์นี้ แต่เมื่อรับปากว่าจะช่วยเธอแล้วมันก็คงเลี่ยงไม่ได้ “ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงที่เจือความหงุดหงิดลงไปในโทรศัพท์เครื่องหรู ‘เอ่อ... ฮัลโหลฟีฟ่า เราควีนนะที่เราเคยขอให้นายช่วยเรื่องวงออเคสตร้าอ่ะ จำได้เปล่า’ เธอคงรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงขุ่นมัว แต่ถามว่าผมสนใจไหม? ก็ไม่ แค่ผมยอมรับสายก็ดีแค่ไหนแล้ว “อืม” ผมตอบห้วนๆ ‘คือ... ตอนนี้นายว่างเปล่า พอดีเรามาหาหนังสือในหอสมุด แต่ไม่รู้ว่าเล่มไหนควรใช้อ้างอิง’ “เล่มไหนมันก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหล่ะ” ผมบอกปัดๆ หนังสือในหอสมุดล้วนแต่เป็นหนังสือที่ดีๆ ทั้งนั้น สามารถให้อ้างอิงงานได้อยู่แล้วไม่เห็นต้องโทรหาผมให้เปลืองแบต เปลืองเงินเลย ‘เอ่อ... ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ งั้นเราไม่กวนละ’ น้ำเสียงของคนปลายสายหม่นลงอย่างชัดเจนจนทำให้ผมหลับตาลงก่อนจะพูดขึ้น “อยู่ในหอสมุดใช่ไหม? รอสักสิบห้านาทีแล้วกัน เดี๋ยวฉันออกไป” ‘ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ’ เธอบอกอย่างเกรงใจ “แล้วเจอกัน” ผมตัดสายก่อนจะปิดเปลือกตาข่มอารมณ์คุกกรุ่นที่มีอยู่ หยัดตัวลุกขึ้นนั่งที่ปลายเตียงแล้วยัดโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม คว้าคีย์การ์ดกับกุญแจรถแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องพัก ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหอสมุด ขายาวพาผมเดินขึ้นมายังชั้น 3 ของหอสมุดที่เป็นหมวดหมู่เกี่ยวกับศิลปะและการบันเทิง ช่วงนี้เป็นช่วงเลิกเรียนคนในหอสมุดค่อนข้างแน่น ร่างเล็กที่ออกจะอวบนิดๆ กำลังยื้อแขนพร้อมเขย่งเท้า เพื่อหยิบหนังสือจากชั้นบนสุด แต่ดูเหมือนความสูงของเธอจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่นัก ในขณะที่ควีนกำลังพยายามผมก็เดินเข้ามายืนซ้อนหลังเธอแล้วเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวให้กับเธอ เพราะความสูงของผมไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด “อุ้ย” ควีนตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนช่วยแก้มขาวเนียนก็พลันเห่อร้อนขึ้นมาทันที ซึ่งผมไม่ได้สนใจท่าทางนั้น และยื่นหนังสือให้กับเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ขอบคุณ” ปากบางเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “เธอจะเอาไปเขียนแค่บทความ หรือจะเอาไปทำรายงานกันแน่” ผมถามขึ้นพร้อมกับแย่งหนังสือสามเล่มในมือของควีนไปถือ แปลกอยู่ที่การกระทำแบบนี้ทำให้ผมคิดถึงผู้หญิงอีกคนที่ผมชอบแย่งของจากมือเธอไปถือ ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ หวังว่าไอ้บ้านั่นคงไม่ทำอะไรเธอนะ “ก็... ควีนไม่รู้ว่าต้องใช้เล่มไหนบ้าง เล่มไหนข้อมูลถึงจะดี ก็เลยหยิบมาทุกเล่มเลยไง” เธอเอ่ยอย่างเก้อเขิน สองร่างเดินมานั่งโต๊ะสำหรับอ่านหนังสือใกล้ๆ ที่ควีนจองเอาไว้ หลังจากนั้นควีนก็เริ่มเขียนบทความ โดยมีผมเป็นคนช่วยให้ข้อมูลหลายๆ อย่างที่เธอไม่เข้าใจ สำนวนที่ควีนใช้เขียนเหมือนกับเธอเป็นมืออาชีพมาก บวกกับความรู้ของผมที่อธิบายให้ฟังก็ถือว่า ทุกอย่างออกมาเกือบเฟอร์เฟค แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ผิดอยู่ “ไม่ใช่ ตรงนี้มันต้องเขียนว่า เพลงซิมโฟนี่ ไม่ใช่ วงซิมโฟนี่” ผมเอ่ยท้วง ในจังหวะที่ควีนจะคว้าเมาท์เพื่อเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งเคอร์เซอร์ในโปรแกรมไมโครซอฟเวิร์ดมายังตำแหน่งที่จะแก้ มือบางก็ทาบลงบนหลังมือของผมพอดี ผมรีบชักมือกลับทันที แต่สาวเจ้ากลับมีท่าทีเขินอายจนต้องเสมองไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าที่เปื้อนเลือดฝาดนั้นช่างเหมาะกับอมยิ้มเขินอายนั้นมากๆ เฮ้อ... ถ้าตรงที่เธอนั่งเป็นมิลเล่ก็คงจะดีกว่านี้ “มันเป็นยุคคลาสสิกที่คิดรูปแบบมาตรฐานขึ้นมา เรียกประเภทเพลงซิมโฟนี่ ปัจจุบันเขาก็เลยเรียกวงประเภทนี้ว่าเรียกว่า วงซิมโฟนี่ออ เครสตร้า” ผมอธิบายทุกอย่าง ทุกคำถามที่เธอสงสัยทำให้ผมนึกถึงหญิงสาวอีกคนที่ตั้งคำถามคล้ายๆ กันกับเธอ ดวงตากลมโตจ้องมองผมอย่างเปิดเผย ผมก็พอจะเดาออกอยู่หรอกว่าเธอรู้สึกยังไงกับผม แล้วถ้าไม่ใช่มิลเล่... มันจะดีหรอ?... ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมต้องเป็นมิลเล่ อาจเป็นเพราะมิลเล่ไม่เหมือนคนอื่นมั้ง “เธอชอบฉันหรอ?” ผมถามตรงๆ “!!! ...ทำไม?” “หึ ดูไม่ยากหรอก ก็ท่าทางเธอแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น” ผมสังเกตว่าควีนแอบมองอยู่หลายครั้ง พอผมเงยหน้าขึ้นมาเธอก็ทำเป็นอ่านหนังสือบ้าง หันมองทางอื่นบ้าง แต่ท่าทางเขินอายและสองแก้มที่แดงระเรื่อคงกลบเกลื่อนไม่ได้ “ใช่... ควีนชอบฟีฟ่า” เธอบอกอย่างเขินอาย “...” “ชอบมาตั้งแต่แรกเห็น เลยอยากให้นายช่วยเรื่องบทความไง” หรือนี่... อาจจะเป็นแผนเข้าหาผมที่เธอคิดมาตั้งแต่ต้น “ชอบฉัน เพราะใช้งานฉันได้เหรอ?” พอได้ฟังก็ต้องกระตุกยิ้มในเหตุผลของเธอ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำสารภาพของควีนหรอก แค่ตลกแค่นั้นเอง “ปะ เปล่าสักหน่อย” ควีนโบกมือปฏิเสธ “...ถ้าชอบฉัน” ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพ่นมันออกมาเบาๆ “คบกันก็ได้นะ” “หะ!” “ฟังไม่ผิดหรอก ...คบกันนะ” : จบบันทึกของฟีฟ่า : ------ เอาแล้ววววว ทุกคนว่าฟีฟ่าทำถูกมั้ยเนี่ย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD