หลังจากที่ไปเปลี่ยนมือถือที่ศูนย์แล้วฟีฟ่าก็พาฉันมาที่ห้องซ้อมดนตรีของตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่นี่นักศึกษาสามารถมาขอซ้อมได้ตลอดไม่เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่ต้องทำหนังสือขออนุญาตเสียก่อน
“ป่ะ” ฟีฟ่าดึงมือคนตัวเล็กให้เดินตามหลังจากสะพายกีตาร์ขึ้นบ่า
เขาชอบถือวิสาสะจับมือฉันอยู่เรื่อย ฉันลองพยายามสลัดออก แต่ฟีฟ่ากลับบีบมือฉันให้แน่นขึ้นคล้ายกับจะบอกว่า อย่าขัดใจเขา ...นี่คือความหน้ามึนอีกข้อของฟีฟ่า
“ว้าว...”
เสียงประหลาดใจของยักษ์ มือเบสของวงดังขึ้นทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องซ้อมดนตรีมองตามสายตาของเขา
“สวัสดีทุกคน” ฉันกล่าวทักทายหลังจากสลัดมือหนาออกจากมือของตัวเองสำเร็จ
“โว้ว วันนี้มันพาสาวมาด้วยโว้ย” เสียงของเมฆ มือกลองก็ตามมาสมทบ
“หุบปากไปเลย พวกหมาหอนอยู่ได้น่ารำคาญ”
ฉันเข้ามาในห้องซ้อมดนตรีเป็นครั้งแรก ห้องนี้ถือว่าไม่ใหญ่มาก มีกลองชุดตั้งอยู่หลังห้อง พร้อมกับเบส และกีตาร์หลายตัววางอยู่ อีกด้านมีคีย์บอร์ดตั้งอยู่ ทั้งยังมีเครื่องขยายเสียง ไมโครโฟน และเอฟเฟ็ก ภายในห้องมุมหนึ่งมีโซฟาหนึ่งชุดตั้งอยู่ด้วย
“มึงไม่ต้องด่าพวกกูกลบเกลื่อนความเขินหรอกไอ้ฟ่า” โทน มือคีย์บอร์ดเดินมาตบบ่ากว้างของฟีฟ่าก่อนจะเดินมาหาฉัน “สวัสดีครับคนสวย”
“หวัดดี โทน”
หนุ่มเจ้าเสน่ห์กล่าวทักทายฉันจึงยิ้มให้เขาบางๆ แต่มือหนาของฟีฟ่ากลับดึงใบหูของโทนจนเขาต้องถอยออกห่าง
“สัส กูเจ็บ”
ฟีฟ่าชี้หน้าคาดโทษไม่สนใจเสียงร้องของโทนก่อนจะหันมาพูดกับฉัน “ไปนั่งที่โซฟาไป”
ฉันเดินมานั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มอย่างว่าง่าย ฟีฟ่าเดินตามมานั่งบนที่พักแขนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนั่งอยู่ อะไรกันมีที่ว่างอีกตั้งเยอะจะมานั่งอะไรตรงนี้ แต่ก็ช่างพ่อคุณเขาเถอะ เขาพอใจเขาก็ทำนั่นแหล่ะ ไม่พอใจก็อย่าไปบังคับเขา
เวลาต่อมาประตูห้องบานใหญ่ก็ถูกผลักออกก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของดิน นักร้องประจำวง จะปรากฏขึ้น
“โทษทีว่ะ มาช้า”
“มัวแต่นอนกกสาวจนมาสายอ่ะดิมึง”
ดินยักไหล่ให้เมฆอย่างไม่หยีหระก่อนจะหันมาที่ฉัน ฉันก็เลยยิ้มให้เขาตามมารยาท
“หวัดดี มิลเล่คนสวย”
“หวัดดีดิน” ฉันทักทายกลับ
“โว้ว ไอ้ฟ่า”
ก่อนที่ดินจะเข้าถึงตัวฉันเท้าหนาของฟีฟ่ากลับยื่นมาห้ามเสียก่อนออกจะหวงเกินหน้าเกินตาไปหน่อย แต่พวกเขาก็ดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้แกล้งฟีฟ่า ทุกคนในวงรู้กันหมดว่าฟีฟ่าชอบฉัน และกำลังตามจีบอยู่ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หนุ่มๆ ในวงให้ความสนใจฉันมากกว่าปกติ
“ประจำที่เลยไอ้ดิน” ฟีฟ่าพูดพร้อมกับลุกขึ้นมาต่อกีตาร์ไฟฟ้ากับเอฟเฟ็กและเครื่องขยายเสียง
“โด่... แค่ทักทายเอง ไม่ต้องหวงขนาดนั้นก็ได้ครับ คุณฟีฟ่า”
“ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะเกรียวกราวดังลั่นห้อง ฉันเองก็อดยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะไม่ได้ ในสายตาของฉันพวกเขาน่ารักทุกคนเลยนะ แถมยังหล่อมากๆ ด้วย
อ้อ ลืมบอกไปว่าสมาชิกแต่ละคนไม่ได้เรียนชั้นปีเดียวกันหรอกนะ แต่พวกเขาก็อยู่กันเหมือนเพื่อนมากกว่า
“ทำตัวเหมือนหมานะมึง”
“ไอ้เมฆมึงอย่าแหย่มันดิ เดี๋ยวแม่งกัดขึ้นมาเป็นโรคพิษสุนัขบ้าตายห่ากันหมด” คำพูดของยักษ์ไม่ได้น้อยไปกว่าเมฆเลย
“ได้ทีรุมกูเลยนะพวกมึง”
“เริ่มซ้อมเถอะ รันตามสคลิปเลยนะ”
“โอเค / ทราบ!” ทุกคนขานรับพร้อมกันหลังจากที่โทนพูดขึ้น
พวกเขาก็เสียเวลากับการแกล้งฟีฟ่ามามากแล้ว และเสียงดนตรีหนักๆ ดังขึ้นคล้ายกับปลุกพลังที่มีอยู่ในตัวคนฟังให้ลุกหือตามจังหวะหนักๆ ของมัน ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดี พวกเขาทุ่มพลังให้กับการซ้อมเสมือนว่านี่เป็นการขึ้นแสดงบนเวทีจริงๆ อายคอนแทกซ์ และการเอนเตอเทนนิ่งของพวกเขามันมีเสน่ห์มากๆ
“สวัสดีครับทุกๆ คนที่มีความฝัน และพลังอยู่ในตัว...”
เสียงนุ่มทุ้มของดินดังขึ้น หลังจากที่เสียงดนตรีเบาลง และเปลี่ยนเป็นจังหวะช้าๆ
เขาพูดตามสคลิปที่เตรียมไว้เพื่อขึ้นประกวดวงดนตรีสตริงรอบแรก ซึ่งจัดโดยค่ายเพลงแห่งหนึ่ง วงดนตรี 10 ทีมสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือกจะมีเพลงเป็นของตัวเอง ซึ่งแต่งขึ้นโดยโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดังของค่าย และสิ่งที่ทุกวงที่เข้าประกวดใฝ่ฝันจะได้มันมาคือ การได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงแห่งนั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พวกเขา...จะต้องชนะเลิศการประกวดเท่านั้น
ฉันนั่งฟังพวกเขาซ้อมมาจนถึงช่วงสุดท้าย ถึงแม้จะเป็นวงดนตรีร็อค แต่กลับทำให้คนฟังอย่างฉันเพลิดเพลิน และคล้อยตามพวกเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่เขาว่ากันว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลก็คงจะจริง แม้ฉันจะไม่ค่อยได้ฟังเพลงสักเท่าไร แต่ท่วงทำนอง และอารมณ์ที่พวกเขาถ่ายทอดออกมามันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาคือ ยาพิษที่มอมเมาผู้ชมได้จริงๆ
นั่นเป็นที่มาของชื่อวง ...Poison
แปะๆ
เสียงปรบมือพร้อมกับรอยยิ้มของฉันทำให้ทุกคนยิ้มตาม หลังจากซ้อมเสร็จหนึ่งรอบ พวกเขาตกลงกันว่าจะพักสิบนาทีก่อนจะเริ่มซ้อมรอบต่อไป
“หิวไหม? เดี๋ยวลงไปซื้อขนมให้” ฟีฟ่ากลับมานั่งที่เดิมแล้วเอ่ยถามผู้ชมหนึ่งเดียวในห้อง
“ยัง” ฉันตอบอย่างไม่ลังเลย ใจเขาจะขุนให้ฉันอ้วนเท่ามัสตาสเลยหรือยังไง
“ซ้อมเสร็จเดี๋ยวพาไปกินข้าวแล้วกัน” เขาบอก
“มื้อนี้เราเลี้ยงเอง” ฉันบอกพร้อมกับรอยยิ้ม
“เฮ้ย เราเป็นผู้ชายจะให้ผู้หญิงเลี้ยงข้าวได้ไง”
สิ่งหนึ่งที่ฟีฟ่าบอกว่าฉันไม่เหมือนคนอื่นคือ ฉันไม่เคยเรียกร้อง หรือยอมให้เขาเปย์เลยสักครั้ง เขาอยากซื้อของให้ แต่ฉันก็ปฏิเสธทุกครั้ง แม้แต่อาหารยังเลี้ยงเขาคืนในมื้อต่อไปที่ทั้งเรามีโอกาสทานอาหารด้วยกัน ในความคิดของฉันมันแฟร์กว่า ฟีฟ่าเป็นเพื่อนฉันจึงไม่อยากให้เขามองว่าฉันต้องการอะไรจากเขา ฉันอยากให้มิตรภาพนี้มันอยู่ไปนานๆ มากกว่า
“ผู้ชายก็ขอตังค์พ่อแม่ใช้เหมือนกันแหล่ะ สมัยนี้ใครก็มีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งนั้น ถ้าให้ฟ่าเลี้ยงเราทุกมื้อระวังจะจนตายเถอะ” ฉันบอกขำๆ
แต่ทุกครั้งฟีฟ่าก็ทำเนียนจ่ายแทนร่ำไป มือหนาจับผมเปียของฉันขึ้นมาเล่นอย่างเพลิดเพลิน ถ้าไม่รู้จักนิสัยเขาฉันก็คงคิดว่าเขาเนียนก้มดมผมฉันจริงๆ นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นหรือเปล่า
“ไม่จนหรอก เราเต็มใจเลี้ยง... ตลอดชีวิตยังได้เลย”
“โอ้ว...ว” เสียงมารความสุขของฟีฟ่าขัดขึ้นเมื่อโทนได้ยินประโยคนั้น ตามด้วยเมฆ
“เหม็นความรัก”
“ลิเกได้อีก เพื่อนกู” และดินที่กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เป็นผู้ปิดท้าย
“หุบปาก!”
“พวกนายน่ารักดีเนาะ” ฉันเอ่ยขึ้นปนเสียงหัวเราะ แต่ฟีฟ่ากลับเค้นเสียงคัดค้าน
“เหอะ”
“จะรักพวกเราก็ได้นะ” ยักษ์ ผู้ชายที่คนภายนอกคิดว่าเขาเป็นคนน่ากลัวเอ่ยขึ้น หน้าตาของเขาออกจะแบดบอยนิดๆ แต่ก็ดูเท่มากๆ เพียงแค่อยู่นิ่งๆ
“อันนี้ก็อ่อยเกิน”
ดูไม่เข้ากับบุคลิกเขาเลย ว่าไหม? แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นผู้ชายมุ้งมิ้งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ลุคของเขาจะดูดิบเถื่อนก็ตาม หลังจากการซ้อมดนตรีในรอบที่ 2 จบลง ทุกคนก็ไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย แล้วฟีฟ่าจึงพาฉันมาส่งที่คอนโด
“เอ้อ ฟีฟ่า เราว่าจะถามว่า สนใจจะไปเล่นดนตรีในผับไหม? มันเป็นผับของลูกพี่ลูกน้องเราอ่ะ เขาชื่อคอปเปอร์”
พึ่งนึกขึ้นได้ว่าคอปเปอร์กำลังหาวงดนตรีไปเล่นในผับของเขา ตอนแรกกะว่าจะชวนตอนที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่ดันลืมเสียสนิท
“ที่ไหน?”
“X PUB ฟ่าน่าจะเคยได้ยินนะ”
“อืม เคย เดี๋ยวเราลองถามเพื่อนคนอื่นดูก่อนนะ”
เขาดูสนใจ แต่ก็ต้องถามความเห็นของเพื่อนร่วมวงก่อน ฉันเข้าใจว่า การอยู่ร่วมกันแบบนี้จะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ฉันเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรอยู่แล้ว
“โอเค ได้คำตอบยังไงบอกเราด้วยนะ พี่เปอร์เขากำลังหาวงมาเล่นที่ผับอยู่พอดี”
“ครับผม ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง”
คนคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าของคอนโด เพราะคอนโดของฉันอยู่ไม่ไกลจามหาวิทยาลัยจึงใช้เวลาไม่นาน
“ขอบคุณค่ะสุดหล่อ”
“ให้เดินขึ้นไปส่งไหม?” คนอยากไปส่งถามขึ้นพร้อมๆ กับที่ฉันปลดเข็มขัดนิรภัยออก
“ไม่เป็นไรแค่นี้เอง ไปแล้วนะ”
“เดี๋ยวมิล”
“หืม..?”
เท้าเล็กหยุดชะงักในจังหวะที่จะก้าวเหยียบพื้น แล้วหันหน้ากลับมาหาคนที่เรียกฉันเอาไว้ ฉันมองคนตัวโตอย่างมีคำถามเขาเองก็มองฉันด้วยแววตาคาดหวัง
“คบกับเราได้ไหม?”
“ฟ่า... เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะ” ฉันรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
...อย่าทำให้มิตรภาพของเราเสีย เพราะเรื่องแค่นี้เลย ฟีฟ่า
“เรารู้... แต่ถ้ามิลเลิกกับแฟนเมื่อไหร่... มาคบกับเรานะ เราอยากดูแลมิล” เขาบอกด้วยสายตาที่สื่อความหมาย
“ฟีฟ่า...”
ฉันไม่รู้ว่าเขาพูดคำๆ นี้มากี่รอบแล้ว ไม่ใช่ว่าฉันเล่นตัวไม่อยากคบกับผู้ชายคนนี้ เขาแสนดีเหลือเกินที่สำคัญเขาไม่เจ้าชู้ แถมมีเวลาให้ตลอดเป็นผู้ชายในแบบที่ฉันตรงสเปกทุกอย่างจนอยากได้เป็นแฟน เรียกว่าเป็นผู้ชายในอุดมคติของหญิงสาวหลายๆ คนเลยล่ะ
“เราพูดจริงๆ นะ”
แต่มันก็ติดที่ว่า... ฉันมีแฟนอยู่แล้ว ฉันต้องย้ำกับตัวเองไม่รู้กี่รอบที่จะไม่เผลอใจไปให้เขา
“...ไว้วันนั้นมาถึงเราจะให้โอกาสฟ่าเป็นคนแรกแล้วกัน” ฉันบอกพร้อมกับรอยยิ้ม
“...เราไม่เข้าใจ ทำไมมิลยังทนอยู่กับคนแบบนั้น”
...ฉันรู้ว่า ฟีฟ่าจะพูดอะไร แต่มันคงเป็นสิ่งเดียวในชีวิตล่ะมั้งที่คนอย่างฉันทำไม่ได้
...คือ เลิกกับพี่แม็ก...
น่าแปลกที่เสี้ยวหนึ่งของความคิดฉันรู้สึกว่า ฉันลืมผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของฉันไป
“เราเข้าห้องก่อนนะ ขอบคุณมากที่มาส่ง” ฉันรีบตัดบทสนทนา แล้วเดินเข้าไปในคอนโดทันที
“เดี๋ยว... มิล... เฮ้อ...”
ไม่ใช่ว่าฉันให้ความหวังเขา แต่เคยบอกเขาหลายครั้งแล้วว่าวันนั้นมันอาจจะไม่มีอยู่จริง แต่ฟีฟ่าเองที่เป็นคนบอกว่า...
‘นานแค่ไหนก็จะรอ’