๑ เป็นเพียวตัวแทน

1593 Words
เสียงพูดคุยของแขกเหรื่อพร้อมทั้งเสียงจุดประทัดดังกึกก้องไปทั่วจวนหลี่อ๋อง บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยความเป็นมงคล ทุกพื้นที่ภายในจวนล้วนถูกประดับตกแต่งอย่างงดงามด้วยดอกไม้นานาพรรณและผ้าแพรชาดสีแดงสัญลักษณ์ของวันแต่งงาน พิธีสมรสอันยิ่งใหญ่ของหลี่อ๋องผู้สูงศักดิ์ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ แม้แต่เหล่าสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็พากันอิจฉาวาสนาของคุณหนูไป๋กันถ้วนหน้า เรื่องราวความรักระหว่างคุณหนูไป๋กับหลี่อ๋องนั้น… มีหรือจะมีผู้ใดไม่รู้จักเกรงว่าแม้แต่เด็กสามขวบยังสามารถเล่าออกมาได้เป็นฉากๆ คุณหนูไป๋จากตระกูลพ่อค้าได้บังเอิญพบรักกับหลี่อ๋องผู้สูงศักดิ์ราวกับสวรรค์กำหนดเอาไว้แล้ว เรื่องราวนี้ถูกเล่าต่อๆ กันมา จนกระทั่งถูกนำไปแต่งเติมกลายเป็นบทละครในโรงน้ำชา… เดิมทีตระกูลไป๋เป็นเพียงแค่เจ้าของร้านขายน้ำเต้าหู้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าออกของชายแดนเท่านั้น ทว่ากลับมีบุตรสาวผู้หนึ่งรูปโฉมงดงามสะคราญราวกับเทพธิดา…ทว่าความงามนี้ย่อมเป็นได้ภัยได้ในคราเดียวกัน กล่าวกันว่า…เช้าตรู่วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์โจรฉกรรจ์บุกหมายจะชิงตัวคุณหนูไป๋เป็นเมีย ทว่าโชคชะตานำพาให้หลี่อ๋องผ่านมาเห็นเข้าพอดีจึงช่วยเหลือไว้ได้ทันการณ์ และนั่น...จึงกลายเป็นรักแรกพบที่นำพาสู่วันแห่งพิธีสมรสในวันนี้ เสียงประทัดค่อยๆ เบาลง ทว่ากลิ่นควันยังลอยอบอวลอยู่ในสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดโชยผ่าน เสียงหัวเราะและเสียงร่ำสุราดังแว่วมาจากห้องโถงใหญ่ แขกเหรื่อพากันหลั่งไหลเข้าแสดงความยินดีไม่ขาดสายต่างก็กล่าวคำอวยพรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม...ขอให้หลี่อ๋องมีทายาทในเร็ววัน ขณะเดียวกันนั้น ด้านในของห้องหอ…คุณหนูไป๋สวมใส่ชุดอารมณ์มงคลเจ้าสาวสีแดงสดถูกสาวใช้ประคองให้นั่งรออยู่บนเตียง ใบหน้าคนงามถูกคลุมทับด้วยผ้าผืนสีแดงอีกที “เชิญพระชายานั่งรอหลี่อ๋องก่อนเถอะเพคะ…” น้ำเสียงนุ่มนวลของสาวใช้เอ่ยดังขึ้น “…” ไป๋ซูเหยาไม่ได้เอ่ยอันใด นางเพียงพยักหน้าเบาๆ เล็กน้อยเท่านั้น ใบหน้าคนงามภายใต้ผ้าคลุมล้วนเต็มไปด้วยความประหม่า ริมฝีปากแดงเม้มแน่นราวกับต้องการข่มความรู้สึกว้าวุ่นใจ ปานนี้แล้วจะมีผู้ใดรู้บ้างหรือไม่ว่า…นางมิใช่ไป๋เหยียนหลัน สตรีที่สวมชุดเจ้าสาวสีแดงมงคลร่วมกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมกับหลี่อ๋องนั้น…แท้จริงแล้วคืออีกคนแทน เดิมทีในสายตาของบิดานั้น ไป๋ซูเหยาย่อมถูกมองว่าไร้ค่าและไร้ประโยชน์อยู่แล้ว และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างไป๋เหยียนหลันและหลี่อ๋องค่อยๆ ถักทอสานต่อจนเป็นด้ายแดงนั้น บุตรสาวที่แสนงดงามราวเทพธิดายิ่งกลับกลายเป็นภูมิใจสามารถยืดอกนำไปพูดจาโอ้อวดได้กับทุกคนแต่สำหรับไป๋ซูเหยานั้น…ย่อมถูกเปรียบเทียบกับพี่สาวที่งดงามและวาสนาที่สูงส่งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะตั้งใจหรือพยายามเพียงใดในฐานะบุตรสาวผู้หนึ่งทว่าก็ยากที่จะมีสิ่งใดที่สามารถทำให้บิดาภูมิใจได้ มิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงเสียข้าวสุก… แต่ทว่าผู้ใดจะรู้เล่า…วาสนาที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือของไป๋เหยียนหลันนั้นกลับขาดสะบั้นลงอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว เช้าตรู่ของวันแต่งงาน...ไป๋เหยียนหลันกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นางมิได้ทิ้งสิ่งใดเอาไว้ แม้แต่จดหมายสักฉบับเพื่อกล่าวขอโทษต่อบิดาก็ไม่มี เรือนนอนของคุณหนูใหญ่สงบเงียบผิดปกติ สาวใช้ที่เข้าไปเตรียมชุดเจ้าสาวกลับพบเพียงความว่างเปล่า หีบผ้าใบใหญ่ที่เตรียมไว้เป็นสินเดิมเจ้าสาวถูกเปิดทิ้งไว้…ภายในว่างเปล่า ทั้งอาภรณ์ไหมเครื่องประดับทองและเงินตราที่จัดเตรียมไว้อย่างดีหายไปหมดสิ้น บุตรสาวที่บิดารักใคร่ทำเช่นนี้…นายท่านไป๋ย่อมรู้สึกโกรธเคืองและขายหน้าอยู่ไม่น้อย หากเกี้ยวเจ้าสาวที่ถูกส่งมารับกลับไปยังจวนหลี่อ๋องมีเพียงความว่างเปล่า…ไร้เจ้าสาว เกรงว่าจะไม่เพียงแค่เสียหน้าแต่ยังอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นสั่นคลอนสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลได้ “หลี่อ๋องมาแล้วเจ้าค่ะ…” จู่ๆ น้ำเสียงของสาวใช้เอ่ยดังขึ้นเรียกสติของไป๋ซูเหยาให้กลับคืน นางชะงักเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นเพียงแค่เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด…หรือบางทีอาจเป็นเพราะนางมัวแต่จมอยู่ในภวังค์จนไม่ทันสังเกต แม้จะเคยพบหน้าหลี่อ๋องผู้นี้อยู่เพียงสองครา ทว่านางกลับไม่เคยได้พูดคุยกันแม้แต่ครึ่งคำ ไป๋ซูเหยาตกใจไม่น้อยก่อนจะรีบลุกขึ้นยอบกายคำนับตามมารยาททันที ทว่ายังไม่ทันเอ่ยอันใด น้ำเสียงเย็นชาดุจเหมันต์ก็ดังขึ้น “หึ! อย่าคิดว่าเจ้าจะสามารถแทนนางได้” สายตาคมกริบของหลี่เจิ้งเฉินทอดมองนางอย่างดูแคลน ความไม่พอใจฉายชัดอยู่ในทุกถ้อยคำ ไฉนสตรีที่เขารักและหมายปองจะร่วมเรียงเคียงหมอนในคืนเข้าหอกลับกลายเป็นสตรีแปลกหน้าผู้นี้! เขารู้จักไป๋เหยียนหลันมาเนิ่นนานย่อมรู้ว่านางไม่มีทางที่จะหายไปโดยไม่กล่าวคำร่ำลาเช่นนี้แน่! หลี่เจิ้งเฉินกัดฟันกรอด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา มุมปากหนายกยิ้มเยาะ หลี่เจิ้งเฉินยังคงสาดคำพูดเย็นชาใส่สตรีตรงหน้าไม่หยุด “อย่าได้ดีใจระริกระรี้ว่าจะได้เป็นภรรยาข้า! หากไป๋เหยียนหลันกลับมาเมื่อใด ผู้ที่สมควรไสหัวไปก็คือเจ้า!” ไฉนเลยเขาจะสามารถทำใจยอมรับสตรีผู้นี้เป็นภรรยาได้! ไป๋ซูเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าคนงามภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวไร้อารมณ์ใดๆ ดวงตาคู่งามดั่งเมล็ดซิ่งแต่กลับฝืนไม่ให้สั่นไหวหรือหวั่นกลัวบุรุษตรงหน้า นี่หาใช่ความผิดของนางเช่นกัน! เหตุใดจึงเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาราวกับว่านางเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไป๋เหยียนหลันหายไป! “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ…” น้ำเสียงของนางเบาหวิวราวกับจะหายไปตามสายลม หากเยือกเย็นในคราเดียวกัน ยามนี้ไป๋ซูเหยาหาได้ใส่ใจสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว นางยกมือขึ้นถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกด้วยตนเองอย่างเงียบเชียบ ไม่แม้แต่จะรอให้บุรุษตรงหน้าใช้คันชั่งเปิดออกตามธรรมเนียมปฏิบัติของคืนเข้าหอ… อย่างไรเสีย…นางก็เป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออก ดวงตาคู่งามพลันสบเข้ากับสายตาคมกริบของหลี่เจิ้งเฉินพอดี นางชะงักไปเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้เขาถึงเพียงนี้…ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบขึ้นในอกจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อกลั้นอารมณ์ “ในเมื่อท่านไม่เต็มใจ…ข้าเองก็มิเคยยินดี” น้ำเสียงหวานของไป๋ซูเหยาเอ่ยขึ้นราบเรียบ ว่ากันตามตรงแล้ว…ไหนเลยนางจะมีสิทธิ์เลือก หากมิขึ้นเกี้ยวแทนพี่สาวผู้อื่นก็มีแต่จะถูกส่งไปเป็นอนุภรรยาของตาเฒ่าชราผู้หนึ่งแทน! อวดดี! หลี่เจิ้งเฉินขบกัดฟันกรอดด้วยโทสะ เขาก้าวเข้ามาใกล้นาง ฝ่ามือหนาพลันยกขึ้นบีบรัดลำคอระหงของสตรีตรงหน้าโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใดก่อน ราวกับจะตอกย้ำว่าสตรีผู้นี้ไม่มีทางขึ้นมาแทนที่ได้! มุมปากหนาของเขายกยิ้มเย้ยหยัน “ไม่เคยยินดีหรือ…” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างเย็นชา ดวงตาคมกริบไล่สายตามองเรือนร่างอรชรผ่านอาภรณ์แต่งงานสีแดงสดอย่างดูแคลน กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง เทียนมงคลสีแดงลุกไหม้พลิ้วไหว เปลวไฟส่องผ่านม่านแพรบางพลิ้วเงาสะท้อนของบุรุษและสตรีทาบทับอยู่บนฉากผ้าไหมลวดลายนกหยวนยาง หากแต่ ในสายตาของหลี่เจิ้งเฉินกลับไม่ต่างจากฉากละครลวงตาที่ชวนให้หัวเราะเยาะยิ่งกว่าการแสดงตลกในโรงเตี๊ยมเสียอีก! “เกรงว่าคงระริกระรี้อยากจะร่วมเตียงกับข้าเสียมากกว่า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแนบแก้มนวลอย่างจงใจกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ทว่าหลี่เจิ้งเฉินพลันสูดดมกลิ่นหอมไปอย่างไม่รู้ตัว ไป๋ซูเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกคล้ายตั้งสติ แม้ลำคอจะถูกบีบรัดแน่นจนคล้ายรู้สึกจุกแน่นอกหายใจไม่ออก ทว่าดวงตาคู่งามยังคงแน่วนิ่งไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวฉายออกมาเลยแม้แต่น้อย นางแค่นหัวเราะเยาะเสียงต่ำ ทั้งที่หายใจติดขัด น้ำเสียงหวานแหบแห้งกล่าวออกมา “หากข้าอยากจะร่วมเตียงกับหลี่อ๋อง…เกรงว่าข้าคงไม่ถอนเพียงผ้าคลุมหน้ากระมัง!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD