แสงสว่างวาบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดสามสิบสองนิ้วสะท้อนลงบนใบหน้าเรียบเฉยของผม ภายในห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิทมีเพียงเสียงคลิกเมาส์และเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศที่ดังคลอไปกับความเงียบงันในเวลาตีสอง
บนหน้าจอแสดงผลโปรแกรมแต่งภาพ Lightroom ปรากฏรูปถ่ายนับร้อยรูปจากการทำกิจกรรมรับน้องเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา รูปส่วนใหญ่เป็นบรรยากาศงาน น้องปีหนึ่งที่กำลังทำกิจกรรม และเพื่อนในแก๊งที่กำลังทำงานหัวหมุน แต่ถ้าใครมาลองเลื่อนดูโฟลเดอร์ย่อยที่ถูกล็อกรหัสผ่านไว้ จะพบว่ามันมีแต่รูปของผู้หญิงเพียงคนเดียว...
'อิงดาว'
ผมกดขยายรูปหนึ่งขึ้นมาเต็มจอ มันเป็นรูปที่เธอเผลอหัวเราะตอนที่เตะขาไอ้ข้าวโอ๊ต รอยยิ้มกว้างจนตาหยีเผยให้เห็นฟันเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปาก เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่หลุดลุ่ยออกมาจากยางรัดผมปลิวระหน้าผากที่ชื้นเหงื่อ สภาพของเธอห่างไกลจากคำว่าสวยสง่าแบบที่ดาวมหา'ลัยควรจะเป็น แต่มันกลับ... โคตรมีเสน่ห์ในสายตาผม
"มึงแม่ง... เป็นผู้หญิงที่หาความเรียบร้อยไม่เจอเลยจริงๆ"
ผมพึมพำกับหน้าจอ ยกแก้วกาแฟดำที่เย็นชืดขึ้นจิบ รสขมปร่าของมันไม่ทำให้ผมตาสว่างเท่ากับรอยยิ้มในรูปนั้น
ใครๆ ก็บอกว่าผมเป็นคนนิ่งๆ เข้าถึงยาก เป็น 'เดือนคณะ' ที่มีกำแพงสูงลิบลิ่ว ไม่ค่อยสุงสิงกับใครถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทในกลุ่ม แต่สิ่งที่พวกนั้นไม่รู้คือ กำแพงที่ผมสร้างขึ้นมา มันมีไว้เพื่อกันคนอื่นออกไป... และเก็บผู้หญิงจอมโวยวายคนนี้ไว้ในสายตาแค่คนเดียว
ผมจำได้ดีว่าความรู้สึกนี้มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่...
ย้อนกลับไปตอนปี 1 ในวิชาพื้นฐานการถ่ายภาพ เราถูกสุ่มให้อยู่กลุ่มเดียวกัน ตอนนั้นอิงดาวยังไม่ได้ห้าวขนาดนี้ เธอแค่เป็นผู้หญิงหน้าตาดีที่มีความมุ่งมั่นสูงปรี๊ด วันนั้นเราต้องแบกขาตั้งกล้องและอุปกรณ์หนักอึ้งขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกเพื่อถ่ายภาพ Time-lapse ของพระอาทิตย์ตกดิน ผู้ชายในกลุ่มคนอื่นอิดออดและทิ้งงาน แต่อิงดาวกลับแบกขาตั้งกล้องเหล็กหนักเกือบสิบกิโลกรัมเดินนำหน้าผมขึ้นบันไดไปหกชั้นโดยไม่บ่นสักคำ
ตอนที่ผมเสนอตัวช่วยแบก เธอแค่หันมาปาดเหงื่อแล้วยิ้มกว้าง บอกว่า "กูไหว มึงถือกล้องให้ดีเถอะ ระวังเลนส์กระแทก"
วินาทีนั้นแหละ... ที่เลนส์โฟกัสในหัวใจของผมมันล็อกเป้าหมายไปที่ผู้หญิงที่ชื่ออิงดาว และไม่เคยเปลี่ยนโฟกัสไปที่ใครอีกเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา
แต่ปัญหาคือ... เราดันกลายเป็น 'เพื่อนกลุ่มเดียวกัน'
ผมรู้ดีว่าอิงดาวเป็นคนให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อนมากแค่ไหน ถ้าผมเดินเข้าไปสารภาพรักตรงๆ ด้วยนิสัยแบบเธอ เธอคงจะอึดอัด ทำตัวไม่ถูก และเผลอๆ อาจจะตีตัวออกห่างผมไปเลย นั่นคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด ผมยอมทนเป็น 'ไอ้เพื่อนปากหมา' ที่คอยกวนตีนเธอไปวันๆ ดีกว่าต้องกลายเป็น 'คนแปลกหน้า' ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนข้างๆ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนไลน์กลุ่ม 'คณะปฏิวัติฟิล์ม (5) ' เด้งขึ้นมาขัดจังหวะความคิด ผมละสายตาจากรูปของอิงดาวไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
Pete_PR: อีพวกเวร พรุ่งนี้คิวงานเริ่มแปดโมงนะจ๊ะ ใครสายกูจะตัดงบข้าวกล่อง! Oat_Art: กูขอนอนค้างห้องชมรมได้ปะ ขี้เกียจขับรถ Mew_Edit: ส่งฟุตเทจมาให้กูด้วย อลัน Ingdao_Pro: ไอ้อลัน! มึงอย่าลืมเอาบิลค่าฟิลเตอร์มาให้กูด้วย กูจะเอาไปเบิกคืนให้!
ผมมองข้อความล่าสุดของอิงดาวแล้วอดยิ้มมุมปากไม่ได้ ขนาดจะนอนแล้วยังห่วงเรื่องเงินงบประมาณอีก ยัยงกเอ๊ย...
ผมพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ
Alan_Director: เออ รู้แล้ว บ่นเป็นป้าแก่เลยมึงอะ รีบนอนไป พรุ่งนี้ตาคล้ำเป็นแพนด้า กูไม่รีทัชให้นะ
ไม่ถึงห้าวินาที สติกเกอร์หมาถือมีดก็ถูกส่งรัวกลับมาสิบตัวติดจากบัญชีของอิงดาว ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ โยนโทรศัพท์ลงบนเตียง ก่อนจะหันกลับมาเซฟรูปทั้งหมดลงในโฟลเดอร์ลับอย่างทะนุถนอม
พรุ่งนี้คงเป็นอีกวันที่น่าปวดหัว... แต่ก็เป็นอีกวันที่กูจะได้เห็นหน้ามึง อิงดาว
[วันต่อมา - ลานกิจกรรมคณะนิเทศศาสตร์]
"คัต! ไอ้บ้าเอ๊ย ไฟสปอตไลต์ตรงมุมซ้ายมันดับไปดวงหนึ่ง ไม่มีใครเห็นเลยหรือไง!"
เสียงตะโกนแผดจ้าของอิงดาวดังแหวกอากาศยามสายขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้เธอมาในลุคที่ทะมัดทะแมงกว่าเดิมด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตผูกเอวและกางเกงคาร์โก้สีดำ มือซ้ายกำวิทยุสื่อสาร มือขวาถือขวดน้ำดื่มที่พร่องไปเกินครึ่ง
ผมยืนอยู่หลังกล้องตัวหลัก ห่างออกไปประมาณสิบเมตร แสร้งทำเป็นเช็กเลนส์โฟกัส แต่ความจริงแล้วสายตาของผมกำลังจับจ้องไปที่ร่างเล็กๆ ที่กำลังวิ่งวุ่นจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างคล่องแคล่ว
แต่แล้ว... ความหงุดหงิดระลอกแรกของวันก็พุ่งชนผมเข้าอย่างจัง เมื่อหางตาของผมเหลือบไปเห็น 'ตัวปัญหา' ที่กำลังเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอิงดาวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างขวางราวกับพระอาทิตย์ยามเช้า
'นที' รุ่นน้องปี 1 สาขาการแสดง เจ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าๆ หน้าตาหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวจั๊วะจนสะท้อนแสงแดด และที่สำคัญ... มันเป็นหนึ่งในผู้ชายที่แสดงออกชัดเจนที่สุดว่ากำลัง 'จีบ' อิงดาว
"พี่อิงครับ เหนื่อยไหม เอาน้ำเย็นๆ ไหมครับ ผมไปซื้อชาเย็นร้านโปรดพี่มาให้"
นทียื่นแก้วพลาสติกที่มีหยดน้ำเกาะพราวไปตรงหน้าอิงดาว รอยยิ้มของไอ้เด็กนั่นมันดูเป็นมิตรและสดใส... สดใสจนผมอยากจะเอาเลนส์ซูมฟาดหน้ามันให้รู้แล้วรู้รอด
อิงดาวที่กำลังอารมณ์เสียเรื่องไฟดับ พอหันมาเห็นรุ่นน้องหน้าหล่อพร้อมของโปรด สีหน้าของเธอก็อ่อนลงทันที เธอรับแก้วชาเย็นมาถือไว้พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ
"ขอบใจมากนที รู้ใจพี่ตลอดเลยนะเนี่ย"
รู้ใจพี่ตลอดเลยนะเนี่ย...
คำพูดนั้นสะท้อนไปมาในหัวผมเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ผมกัดกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความรู้สึกร้อนรุ่มตีตื้นขึ้นมาในอก มันคือความ 'หึงหวง' ที่ผมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแสดงออก
"ผมเห็นพี่อิงวิ่งวุ่นตั้งแต่เช้าแล้ว พักบ้างเถอะครับ เดี๋ยวจะเป็นลมไปซะก่อน... เอ้อ พี่อิงมีเศษฝุ่นติดที่แก้มแหนะครับ เดี๋ยวผมเช็ดให้นะ"
ไอ้เด็กนทีไม่พูดเปล่า มันเอื้อมมือทำท่าจะไปแตะที่แก้มของอิงดาว!
ฟึ่บ!
ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองก้าวพรวดเดียวจากหลังกล้องไปยืนแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีผมก็ปัดมือไอ้เด็กนทีออกด้วยหลังมืออย่างแรงจนมันสะดุ้งโหยง
"เฮ้ย! ทำอะไรวะพี่!" นทีร้องเสียงหลง ถอยหลังไปครึ่งก้าว
"โทษทีว่ะ กูมองไม่เห็น" ผมตีหน้านิ่ง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ขัดกับอากาศร้อนระอุ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาดุๆ ใส่อิงดาวที่กำลังยืนเหวออยู่ "ส่วนมึง... งานในกองถ่ายเสร็จแล้วหรือไงถึงได้มายืนอู้ให้เด็กมันหม้ออยู่ตรงนี้?"
อิงดาวคิ้วขมวดเข้าหากันทันที "หม้อบ้าอะไรของมึง! นทีมันแค่เอาน้ำมาให้ แล้วกูก็ไม่ได้อู้ กูเพิ่งสั่งเคลียร์ไฟไปเมื่อกี้! มึงนั่นแหละ ทิ้งกล้องมาเดินเพ่นพ่านทำไม!"
"ก็กูหิวน้ำ" ผมตอบหน้าตาย ก่อนจะฉวยเอาแก้วชาเย็นในมือของอิงดาวมาดูดหน้าตาเฉย
"เฮ้ย! ไอ้อลัน! นั่นของกูนะโว้ย ไอ้เด็กนทีมันซื้อมาให้กู!" อิงดาวโวยวาย พยายามจะแย่งแก้วคืน แต่ด้วยความสูงที่ต่างกัน ผมแค่ชูแก้วขึ้นสุดแขน เธอก็หมดสิทธิ์เอื้อมถึงแล้ว
ผมก้มลงมองไอ้เด็กนทีที่กำลังยืนหน้าเสียอยู่ข้างๆ "ขอบใจสำหรับน้ำนะน้อง แต่ทีหลังไม่ต้อง ลำพังงานโปรดิวเซอร์มันก็ยุ่งพอแล้ว อย่าเอาเรื่องไร้สาระมาทำให้มันเสียสมาธิ ไปรวมแถวกับเพื่อนมึงได้แล้วไป"
ผมใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจของการเป็นรุ่นพี่และผู้กำกับ นทีเม้มปากแน่น มองผมอย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าแกนๆ
"ครับพี่... งั้นเดี๋ยวตอนเย็นผมทักหาใหม่นะครับพี่อิง" ประโยคหลังมันหันไปบอกอิงดาว ก่อนจะเดินคอตกกลับไปที่ลานกิจกรรม
พอตัวเกะกะไปพ้นสายตา อิงดาวก็หันมาฟาดฝ่ามือลงบนต้นแขนผมอย่างแรง เพียะ!
"โอ๊ย! มึงตีบ้าอะไรเนี่ย!" ผมแกล้งร้องโอดครวญ ทั้งที่จริงแรงแค่นี้มันเหมือนมดกัด
"ก็ตีคนประสาทแดกไง! มึงเป็นบ้าอะไรของมึงไอ้อลัน ไปกวนตีนน้องมันทำไมฮะ! น้องมันอุตส่าห์มีน้ำใจ" อิงดาวถลึงตาใส่ผมอย่างเอาเรื่อง หน้าสวยๆ ง้ำงอเป็นจวัก
"น้ำใจหรือน้ำกาม มึงดูสายตามันไม่ออกหรือไงว่ามันคิดจะจีบมึง" ผมพูดสวนไปตรงๆ หวังให้เธอตาสว่าง
"แล้วไง? จีบก็จีบไปดิ นทีมันก็น่ารักดี เอาใจใส่เก่ง ไม่เหมือนหมาบ้าบางตัวแถวนี้ที่วันๆ เอาแต่ด่ากู!" อิงดาวเชิดหน้าขึ้น เถียงฉอดๆ โดยไม่รู้เลยว่าแต่ละคำที่เธอพูดมันกำลังกรีดลงกลางใจผม
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มความรู้สึกเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาไว้ใต้หน้ากากน้ำแข็ง ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด ก้มหน้าลงไปจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงคืบ ได้กลิ่นแชมพูเด็กอ่อนๆ ที่เธอชอบใช้ลอยมาเตะจมูก
"น่ารักเหรอ..." ผมแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตของเธอ "หน้าจืดๆ แบบนั้น ปกป้องมึงจากพวกอาจารย์หัวโบราณหรือรับมือกับความงี่เง่าของมึงเวลาประจำเดือนมาได้หรือเปล่าเถอะ?"
"ไอ้อลัน!" อิงดาวหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไป เธอผลักอกผมออกอย่างแรง "มึงเลิกยุ่งเรื่องส่วนตัวกูสักทีเถอะ ไปทำหน้าที่ผู้กำกับภาพของมึงให้เสร็จๆ ไปเลยไป! รำคาญ!"
เธอด่าทิ้งท้ายก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปทางเต็นท์สวัสดิการ ทิ้งให้ผมยืนถือแก้วชาเย็นที่ขโมยมาอยู่ตรงนั้น
ผมมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั่นไป รอยยิ้มกวนตีนเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความถอนหายใจหนักๆ
กูไม่ได้อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวมึงเลยอิง... กูแค่อยาก 'เป็น' เรื่องส่วนตัวของมึงต่างหาก
ผมดูดชาเย็นในแก้วจนหมดความหวานของมันไม่ได้ช่วยให้ความขมคอในใจผมลดลงเลยสักนิด ผมรู้ตัวดีว่าวิธีที่ผมใช้อยู่มันคือการผลักเธอออกห่าง แต่ให้ทำยังไงได้ล่ะ... ถ้าไม่ทำตัวกวนประสาทเพื่อขัดขวาง ไอ้เด็กพวกนั้นก็คงคาบเธอไปกินแล้ว
"แสดงละครเก่งนะมึงอะ เป็นเดือนมหา'ลัยหรือเป็นพระเอกช่องเจ็ดกันแน่"
เสียงทุ้มๆ ของ 'ข้าวโอ๊ต' ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันไปมองเพื่อนสนิทตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังฉากพร้อมกับกระป๋องสีสเปรย์ในมือ มันมองผมด้วยสายตารู้ทัน
"มึงพูดเรื่องอะไร" ผมตีหน้านิ่ง แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
"อย่ามาเนียน ไอ้อลัน" ข้าวโอ๊ตถอนหายใจ ส่ายหน้าเบาๆ "มึงคิดว่าในกลุ่มมีมึงฉลาดอยู่คนเดียวหรือไง กูเห็นนะเว้ย... สายตาที่มึงมองไอ้อิงตอนที่มันไม่ได้มองมึงอะ แล้วก็อาการหมาหวงก้างเมื่อกี้ด้วย"
ผมชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าไอ้คนที่วันๆ เอาแต่นอนอย่างข้าวโอ๊ตมันจะสังเกตเห็น
"กูไม่ได้หวง กูแค่รำคาญไอ้เด็กนั่น" ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"เออๆ รำคาญก็รำคาญ" ข้าวโอ๊ตหัวเราะหึๆ "แต่กูจะเตือนมึงไว้อย่างนะ มึงเล่นบทคู่กัดหมาบ้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ ระวังเถอะ... วันหนึ่งไอ้อิงมันทนไม่ไหว แล้วหันไปคบกับคนที่เขาทำดีกับมันจริงๆ ถึงตอนนั้นมึงจะมานั่งแดกเหล้าร้องไห้ กูไม่เช็ดน้ำตาให้นะเว้ย"
คำพูดของข้าวโอ๊ตเหมือนหมัดฮุกที่อัดเข้ากลางลิ้นปี่ ผมนิ่งเงียบไป ตอบอะไรไม่ออก เพราะลึกๆ ในใจผมรู้ดีว่าสิ่งที่มันพูดคือความจริง... ความจริงที่ผมพยายามหลอกตัวเองมาตลอด
"กูไปจัดพร็อพต่อละ มึงก็เลิกทำหน้าเป็นตูดแล้วไปเช็กกล้องซะที แสงเปลี่ยนแล้ว" ข้าวโอ๊ตตบบ่าผมเบาๆ สองทีก่อนจะเดินจากไป
ผมยืนมองแก้วพลาสติกเปล่าในมือ ก่อนจะโยนมันลงถังขยะอย่างหงุดหงิด
ถ้ามึงกล้าไปคบกับคนอื่น... กูเนี่ยแหละจะพังงานแต่งมึงเอง อิงดาว
[เวลา 21:00 น. - ห้องชมรมภาพยนตร์ (ห้องตัดต่อ) ]
กิจกรรมรับน้องวันที่สองจบลงอย่างทุลักทุเล ร่างกายของทุกคนแหลกสลายไม่ต่างจากใบไม้แห้งๆ แก๊งพวกผมแยกย้ายกันไปพักผ่อน เหลือแค่ผม ไอ้มิว และอิงดาวที่ต้องมานั่งสุมหัวกันอยู่ในห้องตัดต่อที่แอร์เย็นเฉียบเพื่อเคลียร์ไฟล์งาน
"ไฟล์เสียงช่วงบ่ายพังไปสองคลิป กูต้องเอาไฟล์สำรองจากไมค์บูมมาซิงก์ใหม่... ไอ้เวรเอ๊ย ชีวิตกู" มิวบ่นงึมงำอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นิ้วรัวคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่งโดยที่สายตาไม่ละจากหน้าจอ
ผมเงยหน้าขึ้นจากแล็ปท็อปของตัวเอง มองข้ามโต๊ะตัวยาวไปยังอีกฝั่งของห้อง...
บนโซฟาหนังสีดำตัวเก่าตรงมุมห้อง มีร่างของอิงดาวนอนขดตัวอยู่ เธอหลับไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากที่นั่งปั่นเอกสารสรุปยอดค่าใช้จ่ายจนตาปรือ สภาพตอนนี้นอนคุดคู้เหมือนกุ้งแห้ง มือข้างหนึ่งยังกำปากกาไฮไลต์ไว้แน่น ส่วนอีกข้างห้อยตกลงมาข้างโซฟา
ผมมองเสื้อยืดบางๆ ที่เธอใส่สลับกับอุณหภูมิแอร์ในห้องที่มิวตั้งไว้ที่ยี่สิบองศา...
ผมถอนหายใจเบาๆ ปิดหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองลง ลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ตัวใหญ่ของตัวเองที่พาดอยู่บนเก้าอี้ ผมเดินเงียบๆ เข้าไปหาคนที่กำลังหลับสนิท
พอได้มองใกล้ๆ ตอนที่เธอไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีเสียงโวยวาย ไม่มีสายตาแข็งกร้าว... อิงดาวก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ทำงานหนักเกินร้อยเพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก รอยคล้ำใต้ตาที่ชัดเจนขึ้นบงบอกว่าเธอแทบจะไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายคืนติด
ผมค่อยๆ คลี่เสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองออก แล้วห่มคลุมลงบนร่างของเธออย่างเบามือที่สุด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ บนเสื้อคงทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กน้อย อิงดาวขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับปกเสื้อแจ็กเก็ตของผมราวกับกำลังหาไออุ่น
วินาทีนั้น... หัวใจของผมมันกระตุกวูบ ความรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล อยากดึงร่างเล็กๆ นี้เข้ามากอดก่ายไว้แนบอกมันรุนแรงจนผมต้องกำมือแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์
ผมค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างโซฟา เอื้อมมือไปจับมือข้างที่ห้อยตกลงมาของเธอ สอดประสานปลายนิ้วเข้าด้วยกันอย่างแผ่วเบา... สัมผัสที่ผมไม่มีวันกล้าทำตอนที่เธอลืมตา
"เหนื่อยก็พักบ้างดิวะ... จะเก่งไปถึงไหน" ผมกระซิบเบาๆ แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงแอร์ในห้อง นิ้วโป้งของผมเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือของเธอ สัมผัสถึงความสากเล็กน้อยจากการจับของหนัก
ผมยกมืออีกข้างขึ้น ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนออกไปให้พ้นทาง เผยให้เห็นใบหน้ายามหลับใหลที่ไร้เดียงสา ผมไล้ปลายนิ้วไปตามโครงหน้าของเธออย่างหลงใหล ตั้งแต่หน้าผาก จมูกรั้นๆ และ... ริมฝีปากบางที่มักจะพ่นคำด่าใส่ผมอยู่เสมอ
ถ้าผมก้มลงไปจูบเธอตอนนี้... เธอจะรู้ตัวไหมนะ?
ความคิดบ้าๆ แวบเข้ามาในหัว ผมเผลอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอของคนบนโซฟา สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ...
"แฮ่ม..."
เสียงกระแอมไอดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับและผุดลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารโดนสั่งทำความเคารพ!
ผมหันขวับไปมอง มิวที่กำลังชะโงกหน้าออกมาจากหลังจอคอมพิวเตอร์ แว่นตาสะท้อนแสงไฟจนมองไม่เห็นสายตาของมัน แต่มุมปากของยัยแว่นหน้ามึนกลับยกขึ้นเล็กน้อย... ซึ่งเป็นภาพที่โคตรสยอง
"กู... กูแค่เอาเสื้อมาห่มให้มัน แม่งนอนน้ำลายจะยืดใส่โซฟาชมรมอยู่แล้ว" ผมรีบแก้ตัวเสียงแข็ง ตีหน้านิ่งสุดชีวิตเพื่อกลบเกลื่อนความล่กที่กำลังตีตื้นขึ้นมา
มิวดันแว่นตาขึ้นไปบนสันจมูก พยักหน้าช้าๆ "อืม... ห่มเสื้อแบบต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนจมูกจะชนกันเนี่ยนะ อบอุ่นจังเลยเนาะ คุณผู้กำกับ"
ผมหน้าชาไปครึ่งซีก โดนจับได้คาหนังคาเขาแบบไม่ต้องสืบ
"มึงเงียบปากไปเลยมิว ตัดงานของมึงไป" ผมชี้หน้าขู่มันเบาๆ กลัวอิงดาวจะตื่น
"กูไม่พูดหรอกน่า ขี้เกียจฟังพวกมึงด่ากัน" มิวไหวไหล่อย่างไม่แคร์โลก ก่อนจะหมุนเก้าอี้กลับไปหน้าคอมพิวเตอร์ "แต่กูจะบอกอะไรให้นะอลัน... ถ้ามึงเอาแต่แอบทำคะแนนตอนมันหลับแบบนี้ ชาตินี้มึงก็เป็นได้แค่ 'เพื่อนสนิท' แหละว่ะ รีบๆ ทำอะไรสักอย่างเถอะ ก่อนที่พรุ่งนี้ไอ้เด็กนทีมันจะเอาชาไข่มุกมาประเคนให้เมียมึงอีก"
ผมยืนนิ่ง มองแผ่นหลังของมิวสลับกับร่างของอิงดาวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ใต้เสื้อแจ็กเก็ตของผม
คำพูดของมิว และคำเตือนของข้าวโอ๊ตเมื่อกลางวัน มันตอกย้ำให้ผมรู้ว่า... เวลาของผมในการเป็นแค่ 'เพื่อนแอบรัก' มันใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว
พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยง After Party ปิดกล้องรับน้อง... ผมรู้ดีว่าบรรยากาศงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์และความเมามาย มันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี
ผมเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ทิ้งสายตาจ้องมองอิงดาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาทำงานต่อ ในหัวของผมเริ่มวางแผนการบางอย่าง... แผนการที่จะลบเส้นแบ่งคำว่า 'เพื่อน' ออกไปจากชีวิตของเราสองคน
เตรียมตัวรับมือกับกูให้ดีเถอะ อิงดาว... เพราะหลังจากคืนพรุ่งนี้เป็นต้นไป กูจะไม่ยอมเป็นแค่เพื่อนมึงอีกแล้ว.