ยามค่ำคืนแสงอ่อนละมุนของดวงจันทร์สาดส่องให้ความรู้สึกเย็นตาสบายใจ ทว่ากลับส่องเข้าไปไม่ถึงหัวใจแกร่งของท่านชายปกรณ์ที่ยังคงอยู่ในเงามืดมัวหมอง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันคืน กี่เดือนปี หญิงสาวที่เคยรักและผูกพันใจต่อกันก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่อาจลืมเลือนไปได้
หากจากกันด้วยหมดรักหมดใจ กล่าวคำลาต่อกัน คงทำใจได้ว่าจบกันด้วยความเข้าใจ ทว่าคนรักของท่านชายกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย หายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่แห่งใด แม้แต่คนที่ทำงานและที่บ้าน
ท่านชายตามหาหญิงสาวไปทุกหนแห่งหากก็ไม่พบ ตำรวจก็ไม่สามารถติดตามหาตัวได้
‘ฉัตรรักท่านชายเพคะ แม้เป็นความรักที่ไม่มีวันลงเอยกันได้’
‘พูดอะไรอย่างนั้น ฉันรักเธอ จะไม่ลงเอยกับเธอได้อย่างไร’
แววตาในการพบเจอกันครั้งสุดท้ายของฉัตรสุดานั้นเศร้านัก
‘เพราะพระองค์หญิงไม่ยอมรับฉัตร ทุกครั้งที่ก้าวเข้าไปในวัง สายตาทุกคู่ของคนที่นั่นมีแต่เมินเฉย ราวกับรู้ว่าฉัตรจะไม่มีวันได้เป็นหม่อม เป็นนายของวัง พระองค์หญิงก็เคยตรัสกับท่านชายต่อหน้าฉัตร ว่าอรรถพันธ์พงศ์ไม่รับสะใภ้ไร้สกุล’
‘นานไปท่านป้าก็พระทัยอ่อนเอง หรือไม่ เรามามีหลานให้ท่านป้าก่อนแล้วค่อยแต่งทีหลัง ดีหรือไม่”
‘โธ่ ท่านชาย ตรัสเป็นเล่นไปเสียหมด’
‘ฉันไม่อยากให้เธอเศร้าอย่างนี้นี่นา คอยดูกันไป หากท่านป้าไม่ให้ฉันแต่งกับเธอ ฉันก็จะรออย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไรท่านป้าก็ต้องอยากเห็นหน้าหลานสักวัน’
ท่านชายปกรณ์กุมมือบางพลางโอบไหล่ให้คนรักมาแนบอก หากฉัตรสุดาก็ยังมีสีหน้าหม่นหมอง ท่านชายไม่เคยคิดเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูดคุยโอบกอดคนรัก
“เธอหายไปอยู่ไหนกันฉัตร ขัดเคืองใจฉัน หรือมีใครในวังทำให้เจ็บปวดเสียใจจนต้องหลบลี้หนีหน้าไปอยู่ไกลแสนไกลอย่างนั้นหรือ”
เสียงทุ้มพึมพำถามไปกับสายลมพลิ้วอ่อนยามดึก นับแต่เจ็ดปีก่อนจนถึงเวลานี้ ท่านชายหวังเสมอว่าฉัตรสุดาเป็นฝ่ายถอยออกไปจากชีวิตของตนเอง เจ้าตัวเพียงไม่ต้องการให้ท่านชายตามหาพบจึงไม่ติดต่อใครเลยแม้แต่น้องสาวเพียงคนเดียวกับยาย
ร่างสูงใหญ่ยืนริมระเบียง แม้เงยหน้ามองดวงจันทร์ทว่ามิได้ชมจันทร์ ท่านชายปกรณ์มักใช้ยามดึกเงียบสงัด คนในวังนอนหลับไร้แสงไฟ ปลอบประโลมหัวใจที่ยังจมอยู่ใต้เงาอับแสงคิดถึงคนรักเก่า
“ฉันคิดถึงเธอเสมอฉัตรสุดา”
ไม่ใช่เพราะลืมจึงอยากแต่งงานกับคนใหม่ แต่เป็นเพราะคุณชายหฤษฎ์ซึ่งบังเอิญพบปะกันในงานเลี้ยงหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าตนปราศจากคู่ควง ความสนิทสนมทำให้รู้ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างดี ทั้งอีกฝ่ายก็ทิ้งระยะเวลามานานหลายปีและยังเห็นว่าตนไม่มีคนรู้ใจ
‘หากท่านชายยังไม่โปรดผู้ใด กระหม่อมทูลเชิญรับทานอาหารกับอิซาเบลหรือแอนนาเบล หลานสาวกระหม่อมสักมื้อสองมื้อได้หรือไม่’
ท่านชายมองอีกฝ่ายอย่างแปลกพระทัย คุณชายก็ไขข้อสงสัยต่อมา
‘กระหม่อมยังไม่ลืมคำที่ท่านพ่อย้ำบ่อยครั้งนับแต่เริ่มประชวร แม้ในงานของท่านพ่อ ท่านอาภัทรยังตรัสว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นคนรุ่นเรากลับมาเกี่ยวดองกัน และจำได้ว่า งานแต่งหญิงเล็กกับงานของกระหม่อม ท่านอาภัทรตรัสว่าอิซซี่กับเบลน่าเอ็นดู เหมือนตุ๊กตา อายุอานามก็ไม่ห่างจากท่านชายเท่าไร หากเกี่ยวดองกันได้ก็จะดีไม่น้อย’
ท่านชายปกรณ์จำได้เช่นกัน ท่านพ่อได้เห็นสองหลานสาวของท่านอาบวรภพในงานพระศพ แล้วก็งานแต่งคุณชายหฤษฎ์กับคุณหญิงจริญญา และโปรดสองเด็กสาวมาก ไม่รังเกียจที่เป็นลูกครึ่งแต่อย่างใด ตรัสต่อหน้าท่านชายกับคุณชายหฤษฎ์พร้อมหน้าทีเดียว
ทว่าเมื่อตนเรียนจบกลับมาและเริ่มทำงานก็มีคนคบหาดูใจ แม้จะเสียดายหากก็ไม่ทรงขัดเหมือนท่านป้า
‘กระหม่อมรู้จักท่านชายมานาน หากหลานสาวกระหม่อมพอมีวาสนาอยู่บ้าง ก็นับว่าได้ทำตามประสงค์ท่านพ่อ’
อีกฝ่ายออกมาปากมาถึงขั้นนี้ หากปฏิเสธก็คงเสียน้ำใจกัน ด้วยคุณชายหฤษฎ์ก็ช่วยเหลือตนมามากนับแต่เข้ามาทำงานในกระทรวงยุติธรรม
‘พี่ชายกลางพูดเกินไปแล้ว หลานสาวของพี่ชายกลางเองก็คงไม่อยากนั่งคุย นั่งทานข้าวกับคนแก่กระมัง’
‘แก่อะไรกันท่านชาย กระหม่อมอายุมากกว่ามะลิหกเจ็ดปีเหมือนกัน หรือเธอก็เห็นว่าฉันแก่ ฮึ มะลิ’
คุณชายหฤษฎ์หันไปถามกับภรรยาที่ควงออกงาน แต่เจ้าตัวยืนฟังความเงียบ ไม่ออกความเห็นมาตลอด
‘คุณชายไม่แก่หรอกค่ะ’
มัลลิกาตอบเสียงอ่อนพลางยิ้มหวาน นั่นทำให้คุณชายหฤษฎ์ยิ้มกว้างขึ้น พลอยยิ้มให้กับท่านชายไปด้วย
‘หากพี่ชายกลางเห็นอย่างนั้น ก็ได้ครับ’
แล้วท่านชายก็ยอมตกลงเพราะรู้ว่าเลี่ยงยาก
เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นและไม่มีใครอื่นอยู่บริเวณนี้ เจ้าของร่างสูงโปร่งอรชรที่นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายภาษาอังกฤษของคุณอาตนอยู่ก็ลุกขึ้นไปรับด้วยตัวเอง
“วังคุณารักษ์ค่ะ”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ จนแอนนาเบลแปลกใจก่อนเสียงทุ้มจะดังขึ้น
‘แอนนาเบล?’
อยู่ๆ ความรู้สึกประหลาดก็กระแทกเข้ามาในหัวใจ แม้ตนไม่ได้เป็นคนไปทานข้าวกับท่านชายปกรณ์ และไม่ได้เจอหน้าในหลายปีหลังมานี้ด้วยที่บ้านไม่มีงานใหญ่ให้พบปะหากก็รู้ว่านี่คือเสียงท่านชาย
“ค่ะ ดิฉันเองค่ะ”
‘ฉันจะโทรมาเลื่อนวันนัดหมายใหม่ ความจริงจะแจ้งกับพี่ชายกลาง แต่เธอรับสายก็ดีเหมือนกัน พอดีฉันติดธุระวันหยุดนี้ จะเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ถัดไปได้ไหม หรือเธอสะดวกวันอื่นก็บอกฉันได้’
แอนนาเบลอยากบอกไปว่า เลื่อนไปแบบไม่มีกำหนดเลยได้หรือไม่ แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ ตนจะทำให้เสียไปถึงผู้เป็นอามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“ตามที่ท่านชายสะดวกค่ะ ดิฉันไม่ขัดข้อง”
‘อย่างนั้นก็ตามนี้ อ้อ หวังว่าเธอจะไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรอีก หากต้องการให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว’
ท่านชายไม่ลืมขู่มาตามสายทำเอาแอนนาเบลย่นจมูก แต่เมื่อคิดตามว่าเรื่องอาจจบเร็วก็ใจชื้น
“ท่านชายหมายความว่า ผ่านนัดครั้งนี้แล้ว ดิฉันจะไม่ต้องพบท่านชายอีกหรือคะ”
‘อาจเป็นได้’
หญิงสาวยิ้มกับคำตอบที่ได้รับ จากนั้นท่านชายปกรณ์ก็กล่าวลาแล้ววางสายไปโดยไม่ต่อความใดยืดยาว
แน่นอนว่าแอนนาเบลเรียนคุณอาของตนเพียงว่าท่านชายโทรมาแจ้งเลื่อนวันนัดทานอาหาร ไม่เอ่ยถึงสิ่งอื่นให้คุณอาระแคะระคาย
วันหยุดนี้แอนนาเบลและอิซาเบลมาเล่นเทนนิสกับเพื่อน ภายในกลุ่มมีทั้งชายหญิงที่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี แม้เล่นแบบคู่ทว่าสองสาวฝาแฝดไม่จับคู่กันเอง แอนนาเบลคู่กับฉัตรฤดีซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษา อิซาเบลจับคู่กับนภาพรเพื่อนร่วมคณะครุศาสตร์ โดยเพื่อนผู้ชายสองคนคือพสวัตกับสุเมธนั้นรอนับคะแนนให้
“ว้า แพ้แล้ว ขอโทษนะเบล”
ฉัตรฤดีรับลูกตบจากอิซาเบลไม่ได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามชนะไปเจ้าตัวจึงหันมาขอโทษขอโพยคู่ของตน
“ไม่เป็นไร”
แอนนาเบลยักไหล่ ก่อนจะเดินออกจากสนาม ขณะที่อิซาเบลกับนภาพรต่างก็จับมือดีใจ พสวัตยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้หญิงสาวทันที
“ผ้าเช็ดหน้าครับเบล”
“แหม เราก็เหนื่อย เหงื่อเต็มตัวเหมือนกันนะวัต”
ฉัตรฤดีบ่นพลางยิ้มขัน เพราะมองออกว่าเพื่อนหนุ่มนั้นคิดอย่างไรกับแอนนาเบล อีกฝ่ายก็รีบหันกลับไปหยิบผ้าอีกผืนอีกมาให้
“ว่าแต่สาวๆ จะดูเราสองคนก่อน หรือไปพักกันก่อนดี”
ทางด้านสุเมธก็ส่งผ้าให้อิซาเบลกับนภาพรพลางถาม
“มาด้วยกันก็ต้องอยู่ให้กำลังใจกันก่อนสิ”
อิซาเบลบอก หญิงสาวยังไม่มีทีท่าอ่อนล้าแต่อย่างใด
“ฉันขอตัวสักครู่นะ ใครจะไปห้องน้ำกับเราไหม”
ฉัตรฤดีถามเพื่อนสาวๆ
“ฉันไปด้วยฤดี”
จากนั้นสองสาวก็แยกออกไปเหลือเพียงแอนนาเบลกับอิซาเบลที่ช่วยกันเป็นผู้ตัดสินและนับคะแนนให้สองหนุ่ม
ฉัตรฤดีกับนภาพรทำธุระส่วนตัวล้างหน้าล้างตาแล้วระหว่างทางกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนก็พูดคุยอย่างสนุกสนาน
“เธอกับเบลแพ้ ต้องเลี้ยงข้าวนะ”
“แหม ชนะล่ะก็ทับถมเชียวนะนภา ทั้งที่คนทำคะแนนส่วนใหญ่เป็นอิซซี่ต่างหาก”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนจ่าย”
นภาพรยักไหล่เดินถอยหลังอย่างสบายใจ ทว่าบังเอิญมีร่างสูงหนาของใครคนหนึ่งก้าวมาตรงมุมทางเดินพอดี ฉัตรฤดีเห็นแต่รั้งเพื่อนไม่ทัน
“นภา”
“อุ๊ย”
แม้จะชนเพียงนิดเดียว แล้วรีบหันตัวหลบทว่าก็เสียหลัก ยังดีที่อีกฝ่ายช่วยดึงเอาไว้ไม่ให้ล้ม
“ขอโทษค่ะ”
เมื่อเห็นว่าผู้ที่ตนชนนั้นเห็นผู้ใหญ่กว่า นภาพรก็รีบยกมือขอโทษ และชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างรับอย่างไม่คิดมากพลางส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรครับ คุณไม่ล้มก็ดีแล้ว”
แม้ว่าผู้ชายที่นภาพรชนจะดูดี ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมสัน ทว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยที่เดินมาด้วยดึงสายตาสองสาวได้มากกว่า ฉัตรฤดียืนนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจก่อนจะยกมือไหว้
“สวัสดีเพคะท่านชาย”
“สวัสดีฤดี มาตีเทนนิสกับเพื่อนหรือ”
“เพคะ”
“เชิญตามสบายเถิด ฉันมาคุยธุระ นี่ก็เสร็จแล้วกำลังจะกลับพอดี”
“ทูลลาเพคะ”
แม้เป็นการพูดคุยเล็กน้อย หากความเป็นธรรมชาติก็พอเดาได้ว่าฉัตรฤดีรู้จักท่านชายพอสมควร เพื่อนอย่างนภาพรยืนยิ้มหวานทว่าตัวเกร็ง เมื่อเพื่อนยกมือไหว้ก็ทำตาม กระทั่งออกมาห่างพอสมควรแล้วเจ้าตัวก็เกาะแขนฉัตรฤดีขณะมือเย็นเฉียบ
“ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีเพื่อนรู้จักเจ้ารู้จักนายด้วย ท่านชายเองก็ตรัสกับเธออย่างเป็นกันเองทีเดียว”
“เคยพบบ่อยๆ เมื่อหลายปีก่อนน่ะ”
ฉัตรฤดีตอบสั้นๆ เสียงเบา ใบหน้าปกติทว่าแววตากลับเศร้าลงเล็กน้อยโดยที่เพื่อนไม่ทันสังเกต
“ว่าแต่พวกผู้ชายแข่งกันไปกี่แต้มแล้ว รีบไปลุ้นกันเถิด ว่าระหว่างวัตกับเมธใครจะได้เป็นเจ้ามือร่วมกับพวกเธอ”
นพาภรฉุดมือเพื่อนให้เร่งรีบเดิน
“แต่ฉันว่านายวัตน่าจะแพ้ นายคนนี้อยากช่วยเบลจ่ายแน่นอน ทำตัวเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วง”
แม้จะเดินออกมาไกลมากแล้วทว่าเสียงแว่วนิดๆ ก็ยังไปถึงเจ้าของร่างสูงใหญ่กับเพื่อนซึ่งก้าวช้าๆ ตามสองสาวมาทว่าแยกไปทางด้านลานจอดรถ
“นี่รู้ไหมว่านอกจากอิซซี่กับเบลแล้ว ฤดียังรู้จักเจ้านายท่านอื่นด้วยนะ เพิ่งทักทายไหว้ท่านเมื่อกี้สดๆ ร้อนๆ ทีเดียว”
“เราสองคนไม่ใช่เจ้านายเสียหน่อย”
อิซาเบลแย้งนภาพร เมื่อเจ้าตัวเอ่ยขึ้นมาหลังจากแข่งเทนนิสเสร็จ ล้างตาหน้าตาแล้วมานั่งพักที่โต๊ะเพื่อสั่งอาหาร
“ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า”
เจ้าตัวเหมารวมพลางยิ้ม กุมมือด้วยท่าทางเพ้อฝัน
“แถมยังเป็นเจ้านายหนุ่มรูปงาม สบเนตรคมแวบเดียวฉันนี่ใจอ่อนไปเลย เพิ่งเคยพบท่านชายในระยะใกล้เช่นนี้”
แอนนาเบลกับอิซาเบลยังไม่สนใจ ในขณะที่สองหนุ่มนึกอยากรู้ขึ้นมาครามครัน
“ท่านชายเชียวหรือ ทรงเษกสมรสแล้วหรือเปล่า”
“เท่าที่ฉันเคยได้ยินมาท่านยังโสดนะ ท่านชายปกรณ์ อรรถพันธ์พงศ์ ทำงานที่กระทรวงยุติธรรม”
คำบอกเล่าของเพื่อนทำให้อิซาเบลกับแอนนาเบลนิ่งไปแล้วมองหน้ากันเล็กน้อย แต่ทุกสายตาอยู่ที่นภาพรเพราะเจ้าตัวยังพูดอยู่
“อ้อ ลืมถามไป ฤดีรู้จักท่านชายได้ยังไง”
“เอ่อ...”
สีหน้าฉัตรฤดีเปลี่ยนไปทันใด เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของเพื่อนนภาพรก็รีบบอก
“ไม่สะดวกจะบอกก็ไม่เป็นไร ฉันก็ถามเพราะตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าจะได้พูดคุยกับเจ้ากับนายได้ง่ายๆ เลยอยากรู้อยากเห็นไปเรื่อย”
เจ้าตัวถอนหายใจราวกับพยายามทำใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ท่านชายเคยคบหากับพี่สาวของฉัน”
“ฮะ!”
คราวนี้นอกจากนภาพรแล้วสองหนุ่มก็ยังอุทาน จนต้องรีบลดเสียงลงเมื่อโต๊ะอื่นหันมอง
ทางด้านอิซาเบลกับแอนนาเบลถึงกับขมวดคิ้ว ทว่าสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวของแอนนาเบลก็คือ วันหนึ่งเพื่อนรักเคยร้องไห้ไม่เป็นอันเรียนหรือกินข้าวกินปลาเมื่อหลายปีก่อน ตนกับพี่สาวปลอบยังไงก็ไม่เป็นผล จนเมื่อระงับจิตใจได้ฉัตรฤดีจึงยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น
‘พี่ฉัตรหายไป ไม่กลับบ้าน ไม่ไปทำงาน ไม่รู้หายไปไหน คนรักพี่ฉัตรตามหาที่ไหนก็ไม่เจอ ยายร้องไห้หนักจนเป็นลมไม่รู้กี่ตลบ’
======